EHB VC - บริษัทร่วมลงทุน

EHB VC - บริษัทร่วมลงทุน บริการสนับสนุนเงินร่วมลงทุนให้กับ?

🏦 ❌ กู้แบงก์ไม่ผ่านลาม ‘ธุรกิจรับสร้างบ้าน’ มากสุดราคา 2-5 ล้าน 🏠🏘️นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์...
12/02/2024

🏦 ❌ กู้แบงก์ไม่ผ่านลาม ‘ธุรกิจรับสร้างบ้าน’ มากสุดราคา 2-5 ล้าน 🏠🏘️

นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านปี 2567 ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกให้เห็นในเรื่องการท่องเที่ยวที่ปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2566 อยู่ที่ 28 ล้านคน เป็น 35-38 ล้านคน จากแรงหนุนมาตรการฟรีวีซ่า การส่งออกเริ่มฟื้นตัว การลงทุนใหม่ๆ จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 3-3.5% โดยที่ยังไม่มีโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ถ้ามีน่าจะขยายตัวได้มากกว่านี้

นายสุธีกล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2566 ที่ทำได้ 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากบริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 25 ล้านบาทขึ้นไปประมาณ 250 ล้านบาท, บริษัท บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 10-25 ล้านบาท ประมาณ 350 ล้านบาท และบริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด ซึ่งสร้างบ้านระดับราคา 2-10 ล้านบาท ประมาณ 600 ล้านบาท และถือว่าเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด

นายสุธีกล่าวอีกว่า ปี 2566 ที่ผ่านมามีลูกค้าเซ็นสัญญาไป 172 หลัง ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างบ้านให้ลูกค้า 250 หลัง ราคาตั้งแต่ 2-60 ล้านบาท รวมมูลค่า 1,375 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยแบบบ้านที่ลูกค้านิยมเป็นราคา 5.5 ล้านบาท

“ปี 2566 ต้นปีเราตั้งเป้าไว้ 1,200 ล้านบาท เพราะคิดว่าหลังโควิดเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ไตรมาส 3 ตลาดเริ่มแผ่วประมาณหนึ่ง และแผ่วมากขึ้นในไตรมาส 4 เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่และภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ประกอบกับลูกค้าบางรายกู้แบงก์ไม่ผ่าน หรือกู้ได้ไม่ถึง 100% ส่งผลต่อการชะลอตัดสินใจสร้างบ้าน คิดเป็นสัดส่วน 10-15% ส่วนใหญ่เป็นบ้านราคา 2-8 ล้านบาท แต่มากสุดเป็นราคา 2-5 ล้านบาท ทำให้ปี 2566 ปิดรายได้แค่ 1,100 ล้านบาท สำหรับปีนี้หวังว่าจะดีขึ้น” นายสุธีกล่าว

นายสุธีกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ค่าแรงจะปรับขึ้นมา 3-4% แต่ถือว่ายังน้อย ทำให้ในปีนี้บริษัทชะลอการปรับขึ้นราคาค่าก่อสร้างบ้านไว้ก่อน จากเมื่อปลายปี 2566 ตั้งเป้าจะปรับขึ้น 5% อย่างไรก็ดี ถ้าในเดือนเมษายนนี้รัฐปรับขึ้นค่าแรงอีก คงต้องกลับมาทบทวนราคากันอีกครั้ง ซึ่งค่าแรงคิดเป็น 30% ของต้นทุนก่อสร้างบ้าน แม้ว่าค่าแรงที่บริษัทจ่ายในปัจจุบันจะเกิน 400 บาทไปแล้ว แต่ค่าแรงจะไปกระทบกับราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างบ้านในราคา 2 ล้านบาทได้แล้ว อย่างน้อยต้อง 3 ล้านบาทขึ้นไป แต่เพื่อรักษาฐานกลุ่มลูกค้านี้ไว้ บริษัทได้ออกแบบบ้านราคา 2 ล้านบาทมารองรับตลาด

Peer-to-peer lending platform (P2P lending platform) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมผู้ที่ต้องการเงินกับผู้ที่มี...
29/06/2022

Peer-to-peer lending platform (P2P lending platform) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมผู้ที่ต้องการเงินกับผู้ที่มีเงินเหลือให้มาเจอกัน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้ต้องการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ จากการนำเทคโนโลยีมาทำหน้าที่ตัวกลางทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้กู้ต่ำลงและยังเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับประชาชนและบุคคลผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ด้วย 🏦📳🧑🏻‍💻

https://reic.or.th/News/RealEstate/440069

ศึกษาลิงค์เพิ่มเติม : https://youtu.be/OA_jx8Uwz-A

Peer-to-peer lending platform (P2P lending platform) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมผู้ที่ต้องการเงินกับผู้ที่มีเงินเหลือให้มาเ....

NEWS-AQUA ทุ่ม 500 ล้านบาท ซื้อกิจการ Nestify ลุยธุรกิจ P2P Lending 🧑🏻‍💻📳🤵🏻‍♂️NEWS -AQUA เข้าซื้อกิจการบริษัท เนสท์ติดฟล...
29/06/2022

NEWS-AQUA ทุ่ม 500 ล้านบาท ซื้อกิจการ Nestify ลุยธุรกิจ P2P Lending 🧑🏻‍💻📳🤵🏻‍♂️

NEWS -AQUA เข้าซื้อกิจการบริษัท เนสท์ติดฟลาย จำกัด (Nestify) มูลค่า 500 ล้านบาท รุกธุรกิจ Peer -to-Peer Lending พร้อมแต่งตั้ง "ฉาย บุนนาค" ขึ้นรักษาการประธานกรรมการบริหาร AQUA มีผลตั้งแต่ 9 มิ.ย.นี้

บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS และบริษัท อควา คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AQUA แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) ว่า ได้เข้าลงทุนธุรกิจ Peer-to- Peer Lending โดยการให้บริษัท เพียร์ ฟอร์ ออล จำกัด (PFA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เนสท์ติดฟลาย จำกัด (Nestify) จำนวน 117,645 หุ้น คิดเป็น 99.99% ของหุ้นทั้งหมดของ Nestifly ในราคารวมทั้งสิ้น จำนวน 500 ล้านบาท จากบริษัท เฟิร์ส พีทูพี จำกัด และกลุ่มผู้ถือหุ้นของ Nestify

ทั้งนี้ AQUA ถือหุ้นใน บริษัท เพียร์ ฟอร์ ออล จำกัด (PFA) จำนวน 29,998 หุ้น คิดเป็น 59.9960% ขณะที่ NEWS ถือหุ้นจำนวน 19,999 หุ้น คิดเป็น 39.9980% และผู้ถือหุ้นรายย่อย ถือหุ้นจำนวน 3 หุ้น คิดเป็น 0.0060%

NEWS จะชำระเงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นใน PFA ของบริษัทฯ ทั้งสิ้น จำนวน 240 ล้านบาทซึ่งประกอบด้วยมูลค่าหุ้นของ Nestifly จำนวน 200 ล้านบาท ค่าภาษีอากรของผู้ขายที่ PFA ต้องรับผิดชอบ จำนวน 10.4 ล้านบาท และเงินลงทุนในอนาคต จำนวน 29.6 ล้านบาท คาดว่าจะทำรายการเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2565

ด้าน AQUA จะชำระเงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น จำนวน 360 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าหุ้นของ Nestify จำนวน 300 ล้านบาท ค่าภาษีอากรของผู้ขายที่ PFA ที่ต้องรับผิดชอบ จำนวน 15.6 ล้านบาทและเงินลงทุนในอนาคต จำนวน 44.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท AQUA อนุมัติการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหาร ได้แก่ นายฉาย บุนนาค จากตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นตำแหน่งรักษาการประธานกรรมการบริหาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

ประกาศราชกิจจาฯ กรมสรรพสามิต รัฐอุดหนุน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า100% รับส่วนลด 150,000 บาท ! มีผลแล้ววันนี้30 พฤษภาคม 2565 ” ราชก...
27/06/2022

ประกาศราชกิจจาฯ กรมสรรพสามิต รัฐอุดหนุน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า100% รับส่วนลด 150,000 บาท ! มีผลแล้ววันนี้

30 พฤษภาคม 2565 ” ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 139 ตอนพิเศษ 120 ง ” ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (หรือ รถยนต์ไฟฟ้า BEV 100%) มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2565

ฉบับนี้มีใจความสำคัญถึงเงินอุดหนุน สูงสุด 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า100% ” ที่เกี่ยวเนื่อง ” กับ มาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า100% ของรัฐบาล ” ประกอบด้วยการสนับสนุน 3 หัวข้อ แบบมีเงื่อนไข* “

การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า100% จากทางภาครัฐ แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ แบบมีเงื่อนไข* ด้วยกันดังนี้

💠 ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จาก 40% เหลือ 0% หรือมากสุด 40%
(ประกาศเมื่อ 3 พฤษภาคม 2565)

คลิ๊กลิ้ง ฉบับเต็ม 👉 https://ratchakitcha2.soc.go.th/pdfdownload/?id=139D101S0000000002100

💠 เงินอุดหนุน รถยนต์ไฟฟ้าสูงสุด 150,000 บาท ต่อคัน
(ประกาศเมื่อ 30 พฤษภาคม 2565)

คลิ๊กลิ้ง ฉบับเต็ม 👉http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/E/120/T_0015.PDF

💠 ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า จาก 8% เหลือ 2%

คลิ๊กลิ้ง ฉบับเต็ม 👉http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/037/T_0001.PDF

*เงื่อนไข ใน ที่นี้ หมายถึง ต้องเซ็น MOU เข้าร่วมโครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า100% ของรัฐบาลไทย จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้า100% ที่นำเข้ามาได้รับส่วนลด 150,000 บาท + ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก 8% เหลือ 2%

สรุปอีกครั้งก็คือ ถ้าไม่เซ็น MOU เข้าร่วมโครงการ ก็จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ ลดภาษีนำเข้า ไม่ได้ส่วนลด 150,000 และ ไม่ได้ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% ใดใดทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น TESLA ที่จำหน่ายโดยผู้นำเข้าอิสระ, BMW iX3 / iX / i4, Volvo XC40 EV / C40 EV, Audi e-tron GT / e-tron SUV / Sportback, Porsche Taycan และ หรือ รถยนต์ไฟฟ้า100% แบรนด์อื่นๆ หากไม่เซ็น MOU ก็จะไม่ได้สิทธิพิเศษตามประกาศนี้แต่อย่างใด

สำหรับค่ายรถยนต์ที่เซ็น MOU กับทางภาครัฐไปแล้ว มีด้วยกัน 3 แบรนด์ ดังนี้

🔴 Great Wall Motor : เซ็นเมื่อ 21 มีนาคม 2565

🟠 MG : เซ็นเมื่อ 21 มีนาคม 2565

🔵 Toyota : เซ็นเมื่อ 29 เมษายน 2565

ขอสรุปจากประกาศราชกิจจานุเบกษาง่ายๆ มีใจความสำคัญว่า

ข้อ 11 (1) เงินอุดหนุนที่มีสิทธิได้รับตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า มีจำนวนตามหลักเกณฑ์ และ เงื่อนไข ดังนี้

11.1 รถยนต์นั่ง ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท
ขนาดความจุแบตเตอรี่ ตั้งแต่ 10 kWh แต่น้อยกว่า 30 kWh ได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาท/คัน
ขนาดความจุแบตเตอรี่ ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาท/คัน

โดยมีข้อกำหนดว่า หากนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 100% มาขาย 1 คัน จะต้องผลิตในประเทศให้ได้จำนวน 1 เท่า ภายในปี 2567 (2024) หรือ ขยายระยะเวลาเป็นภายในปี 2568 (2025) แต่ต้องผลิต 1.5 เท่า นั่นเอง โดยเป็นรุ่นใดก็ได้ หากราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท

13.1 กรณีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท
ต้องผลิตชดเชย ” รุ่นใดก็ได้ ” จนครบตามจำนวนการนำเข้ามาในประเทศแบบสำเร็จรูปทั้งคัน ในอัตราส่วน 1:1 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตคืน 1 คัน) ภายใน 31 ธันวาคม 2024 หรือ ในอัตราส่วน 1:1.5 (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 1.5 คัน) หากยืดระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี หรือ 31 ธันวาคม 2025
13.2 กรณีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท
ต้องผลิตชดเชย ” เฉพาะรุ่นที่นำเข้ามา ” จนครบตามจำนวนการนำเข้ามาในประเทศแบบสำเร็จรูปทั้งคัน ในอัตราส่วน 1:1 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตคืน 1 คัน) ภายใน 31 ธันวาคม 2024 หรือ ในอัตราส่วน 1:1.5 (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 1.5 คัน) หากยืดระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี หรือ 31 ธันวาคม 2025

ย้ำกันอีกครั้งก็คือ ถ้าไม่เซ็น MOU เข้าร่วมโครงการ ก็จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ ลดภาษีนำเข้า ไม่ได้ส่วนลดใดใดทั้งสิ้น จากมาตรการของรัฐในครั้งนี้

ทั้งนี้เพื่อเป็นการดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ หันมาลงทุน ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า100% ในประเทศไทย ไม่ใช่นำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และ รักษา-เพิ่มอัตราการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

ดังนั้นส่วนลด 150,000 บาท + VAT 7% = 160,500 บาท เป็นส่วนลดขั้นต่ำที่จะได้ หากซื้อรถยนต์ไฟฟ้า100% จากค่ายรถยนต์ที่เซ็น MOU ส่วนภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% เป็นเงินที่ค่ายรถจะเสียภาษีน้อยลง ซึ่งในทางปฎิบัตินั้นจะลด หรือ ไม่ลด ให้ลูกค้าก็ได้

* รถยนต์ไฟฟ้า100% ที่ขายในไทย หากไม่เซ็น MOU เข้าร่วมโครงการรัฐ ผลิตในไทย ก็จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี

🔆 Private Pre-sale 2022 Package 🔆 สำหรับนักลงทุนที่สนใจผลประโยชน์จาก Smart Bond แบบรายปี (สัญญาต่อปี) สามารถขอยกเลิกและเ...
03/11/2021

🔆 Private Pre-sale 2022 Package 🔆

สำหรับนักลงทุนที่สนใจผลประโยชน์จาก Smart Bond แบบรายปี (สัญญาต่อปี) สามารถขอยกเลิกและเปลี่ยนแปลงได้ตลอด 💯

Start to … Finally together

🔶 Q1/2022 = Smart Bronze Bond 5,000 Units

🔶 Q3/2022 = Smart Silver Bond 5,000 Units

🔶 Q1/2023 = Smart Gold Bond 5,000 Units

🔶 Q3/2023 = Smart Platinum Bond 5,000 Units

🔶 Q1/2024 = Smart Diamonds Bond 5,000 Units

ครบกำหนดตาม Smart Contact ที่ระบุไว้

สอบถามเพิ่มเติม โทร.086-361-0263

EHB จับมือ ICBD ลงขันร่วมตั้ง VC รุกธุรกิจ FinTech-StartupEHB Group กลุ่มธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ร่วมมือกั...
27/09/2021

EHB จับมือ ICBD ลงขันร่วมตั้ง VC รุกธุรกิจ FinTech-Startup

EHB Group กลุ่มธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ร่วมมือกับกลุ่ม ICB&G จับมือร่วมตั้งกองทุน Venture Capital โดยใช้งบลงทุนร่วมกันกว่า 60,000-80,000 ล้านบาท โดยจะเน้นมุ่งลงทุนใน Startup ที่มีศักยภาพในประเทศไทย

การจับมือร่วมกันครั้งนี้ ก่อตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 60,000 – 80,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการลงทุนใน Disruptive Technology ด้านบล็อคเชน (Blockchain) สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) เทคโนโลยีด้านการเงิน (FinTech) และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงทั่วโลก

อย่างไรก็ตามการร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพื่อร่วมบริหารจัดการกองทุน Venture Capital โดยเครือข่ายของ EHB เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เน้นพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยมีธุรกิจหลากหลาย ซึ่งช่วยให้บริษัทที่ไปลงทุนนั้น สามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ ในขณะที่ กลุ่ม ICBD นั้น นับเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทันสมัยและสามารถต่อยอดไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี บริษัทในเครือ ICB ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เข้าร่วมบริหารจัดการกองทุนดังกล่าว เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี และมีเครือข่ายนักลงทุน Venture Capital ทั่วโลก รวมถึงการเป็นผู้นำในด้าน Blockchain และสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยรายต้นๆอีกด้วย

ขณะที่ EHB และ ICBD จะร่วมกันจัดตั้งบริษัทเพื่อบริหารจัดการกองทุน โดยต่างถือหุ้นร้อยละ 50 นอกจากนี้ ยังร่วมลงทุนในกองทุน Venture Capital ขนาด 60,000 – 80,000 ล้านบาท นี้ เป็นจำนวนเงินฝ่ายละ 30,000-40,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะระดมทุนจากนักลงทุนที่ได้รับการรับรอง (Accredited Investor) โดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงเติบโตทั่วโลก (Early to Growth Stage)

ด้าน ว่าที่ ร.อ.นพนาสรณ์ พรธนันท์ฤทธิ์ ประธานคณะกรรมการ EHB Group กล่าวว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามาเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจในหลายๆ อุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคการเงินการธนาคาร ภาคเกษตรกรรม ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีนี้ที่เข้ามาช่วยในการติดตามและเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการต่างๆ ซึ่งเราเชื่อว่าขณะนี้เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีนี้ และเชื่อว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก”

ส่วนนายชินพันธ์ ประเสริฐสงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม ICB&G กล่าวว่า “ทุกวันนี้เราเห็นการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ชัดเจนในภาคการเงิน การนำบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้กับบริการทางการเงินนั้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้การบริการทางการเงินนั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้น การก่อตั้งกองทุน Venture Capital ร่วมกับ ICBD ในครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถสร้างความแตกต่างและคุณค่าให้กับเหล่านักลงทุนและ Startup ได้อย่างดี ทั้งยังเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านขีดความสามารถในด้านการลงทุน และเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจหลักของธนาคารผ่านนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญ”

ICB&G Group
EHB Group Holding
#บล็อคเชน (Blockchain)
#สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets)
#เทคโนโลยีด้านการเงิน (FinTech)
Disruptive Technology

นวัตกรรมการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงชั้นดี ETF  #ข้อแนะนำนักลงทุนมือใหม่ ✅
18/01/2021

นวัตกรรมการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงชั้นดี ETF #ข้อแนะนำนักลงทุนมือใหม่ ✅

ETF หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนีต่างๆ โดยต้องการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคี...

Venture Capital หรือภาษาไทยเรียกว่าการร่วมลงทุน แปลอีกทีว่าเป็นการนำเงินลงทุนเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัท เปรียบเสมือนกับกา...
05/06/2020

Venture Capital หรือภาษาไทยเรียกว่าการร่วมลงทุน แปลอีกทีว่าเป็นการนำเงินลงทุนเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัท เปรียบเสมือนกับการที่นึกอยากจะเปิดบริษัทซักบริษัทนึงหรืออาจจะต้องการเงินทุนเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจนี่แหละครับ แต่เงินตัวเองอาจจะมีไม่พอจึงจะต้องไปชวนเพื่อนๆ ญาติๆ หรือนักลงทุนอื่นๆ เอาเงินมาลงทุนด้วยและคนเหล่านี้ก็จะได้เป็นหุ้นของบริษัทที่ลงทุนไว้ เมื่อถึงเวลาที่บริษัทมีกำไรก็แบ่งกันตามสัดส่วนการถือหุ้น

นักลงทุนที่เป็น Venture Capital ไม่ได้ต้องการถือหุ้นของบริษัทเราไปตลอดนะครับ ส่วนใหญ่เมื่อลงทุนไปแล้วระยะหนึ่งประมาณ 3-5 ปี ขึ้นไป เค้าก็จะถอนตัวออกแล้วครับ ความคาดหวังของพวกนี้คือต้องการให้บริษัทที่เค้าเข้าไปลงทุนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ และก็จะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ พูดง่ายๆ ก็คือ เค้าคาดหวังกำไรจากการลงทุนเยอะๆ นั่นเอง แต่ถ้าบริษัทที่ลงทุนไปนั้นไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เค้าก็จะขอให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อหุ้นคืนโดยราคาหุ้นที่จะซื้อคืนอาจจะมีการตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมลงทุนซึ่งก็ยังคงเป็นอัตราผลตอบแทนในระดับที่สูงอยู่ดี

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า High Risk High Return ใช่มั๊ยครับ การลงทุนของ Venture Capital เป็นแบบที่ว่านี่แหละครับ การที่พูดว่าความเสี่ยงสูงนี้เกิดจากการลงทุนที่ไม่ได้รับหลักทรัพย์ค้ำประกันใดๆ เลยแม้แต่อย่างเดียว จะได้รับก็เฉพาะใบหุ้นของบริษัทเท่านั้น ดังนั้นถ้าบริษัทนั้นเกิดไม่ดีตามที่วิเคราะห์ ทำไปทำมาเกิดเจ๊งขึ้นมาก็จะทำให้เงินลงทุนที่เข้าไปร่วมหุ้นนั้นสูญไปทันที จุดนี้เองที่ทำให้ Venture Capital ต้องทำการวิเคราะห์บริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะนำเงินไปลงทุน และทำให้ต้องคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในประเภทอื่น

ผมเคยได้รับฟังความคิดเห็นจากเจ้าของกิจการมาหลายท่านที่มักจะชอบนำอัตราผลตอบแทนที่ Venture Capital ต้องการไปเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารว่า ช่วงที่ดอกเบี้ยของธนาคารต่ำก็ควรจะลดอัตราผลตอบแทนที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืนให้บ้าง แต่ถ้าจำเนื้อความได้จากย่อหน้าที่แล้วจะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ที่ทำให้ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกันได้ครับ การลงทุนของ Venture Capital ไม่ได้รับหลักทรัพย์ใดๆ เป็นการค้ำประกันเลยถ้าบริษัทที่เข้าร่วมลงทุนเกิดปิดขึ้นมาก็สูญทันที ซึ่งต่างจากของธนาคารโดยสิ้นเชิงที่ได้รับหลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มๆ และครอบคลุมวงเงินที่กู้ยืมมาทั้งหมดอยู่แล้ว หากเกิดความผิดพลาดปิดกิจการขึ้นมาก็ยังสามารถนำหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันไปขายทอดตลาดได้เงินกลับมาอยู่ดี จำไว้ครับว่า “High Risk High Return” เห็นมั๊ยครับ Concept ง่ายๆ มีเพียงเท่านี้เองครับ

ทั้งนี้ เพื่อให้ดูเป็นทฤษฎีขึ้นมานิดนึง ผมจึงได้ทดลองนำข้อมูลจากสารานุกรมต่างประเทศมาลองให้อ่านกันดังนี้ครับ “Venture Capital เป็น Private Equity Capital ประเภทหนึ่งหรือ ซึ่งเป็นการลงทุนโดยนักลงทุนภายนอก เพื่อลงทุนในกิจการที่เกิดใหม่และอยู่ในช่วงของการเติบโต โดยทั่วไปนั้น การลงทุนจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อหุ้นของกิจการดังกล่าวด้วยเงินสด ดังนั้นการลงทุนในลักษณะที่เป็น Venture Capital จึงมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงในระดับที่ยอมรับได้เช่นกัน และด้วยสัดส่วนที่ลงทุนไปนั้น Venture Capitalist จึงสามารถมีสิทธิออกเสียงในการตัดสินใจในที่ประชุมได้ แต่ทั้งนี้ ก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายการร่วมลงทุนด้วยว่า Venture Capitalist นั้นต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารในกิจการด้วยหรือไม่ หรือต้องการลงทุนในฐานะที่เป็น Financial Investor เท่านั้น ซึ่งฐานะดังกล่าว Venture Capitalist จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใน Day-to-Day Operation ของกิจการ เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive แต่อาจจะอยู่ในฐานะของที่ปรึกษาโดยเป็นการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารและทางเทคนิคให้กับกิจการ

Venture Capital Fund หรือกองทุนร่วมลงทุน อาจเป็นการลงทุนจากนักลงทุนหลายๆกลุ่ม ซึ่งโดยมากจะเฉพาะเจาะจง และจะลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่ามาตรฐานของการให้สินเชื่อของธนาคารหรือตลาดทุน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว Venture Capital จะมาจากกลุ่ม Wealthy Investors (คนมีตังค์) วาณิชธนกิจ (Investment Bank) และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมลงทุนกันในกิจการที่มีศักยภาพในการเติบโต

รูปแบบการลงทุนแบบ Venture Capital นี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นที่นิยมสำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งและมีประวัติการดำเนินงานไม่นานนัก ซึ่งไม่สามารถที่จะระดมทุนผ่านทางการออกตราสารหนี้ได้”

ที่อยู่

จังหวัดปทุมธานี
12130

เบอร์โทรศัพท์

+66863610263

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ EHB VC - บริษัทร่วมลงทุนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง EHB VC - บริษัทร่วมลงทุน:

แชร์

ประเภท