Zachary Money Design : อยู่เมกา หารายได้ ดีไซน์ชีวิต พิชิตเกษียณ

  • Home
  • United States
  • Los Angeles, CA
  • Zachary Money Design : อยู่เมกา หารายได้ ดีไซน์ชีวิต พิชิตเกษียณ

Zachary Money Design : อยู่เมกา หารายได้ ดีไซน์ชีวิต พิชิตเกษียณ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ของระบบการเงิน ประกัน และการเกษียณ ในอเมริกา เน้นการมอบความรู้ที่เข้าใจง่าย แต่ไม่บิดเบือน

When you’re ready to get out of the “Rat Race”, give me a shout 🗣️
09/18/2026

When you’re ready to get out of the “Rat Race”, give me a shout 🗣️

เป็นสัญญาณที่ดี ว่าตอนนี้ตลาดการเงิน เริ่มดีขึ้นเรื่อยเรื่อย
08/27/2026

เป็นสัญญาณที่ดี ว่าตอนนี้ตลาดการเงิน เริ่มดีขึ้นเรื่อยเรื่อย

เคยสงสัยไหมว่าทำไมในที่ประชุม ในกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ในโซเชียล คนที่พูดเก่ง พูดเยอะ มักถูกมองว่า “เก่งกว่า” คนที่นั่งฟั...
08/27/2026

เคยสงสัยไหมว่าทำไมในที่ประชุม ในกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ในโซเชียล คนที่พูดเก่ง พูดเยอะ มักถูกมองว่า “เก่งกว่า” คนที่นั่งฟังเงียบ ๆ ทั้งที่บางครั้งคนฟังคือคนที่คิดลึกที่สุดในห้อง

เราเติบโตมาในสังคมที่ให้รางวัลกับ “เสียงที่ดังที่สุด” มากกว่า “ความคิดที่ดีที่สุด”

คนพูดเก่งได้พื้นที่ ได้โอกาส ได้การยอมรับเร็วกว่า เพราะการพูดคือสิ่งที่มองเห็นได้ทันที ส่วนการฟังคือสิ่งที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นค่า

แต่ลองคิดดูดี ๆ คนที่ฟังมากกว่าพูด มักเป็นคนที่เข้าใจปัญหาได้รอบด้านกว่า เพราะเขาไม่รีบตัดสิน ไม่รีบแสดงความเห็น แต่รอฟังให้ครบก่อนตอบ นี่คือทักษะที่หายากขึ้นทุกวัน

ถ้าอยู่ในโลกที่ให้ค่ากับการพูดมากกว่าการฟัง สิ่งที่พอทำได้คือ
1. ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองให้พูดเยอะขึ้นเพื่อให้คนอื่นเห็นค่า แต่หาจังหวะแสดงความคิดให้คนอื่นเห็นคุณค่าจาก “สิ่งที่เราคิด” ไม่ใช่แค่ “สิ่งที่เราพูด”
2. ฝึกพูดให้ตรงจุด ไม่ต้องพูดเยอะ แต่พูดให้มีน้ำหนัก
3. ให้ค่ากับตัวเองในแบบที่เป็น อย่าลืมว่าคนฟังเก่งคือคนที่คนอื่นไว้วางใจให้เล่าเรื่องมากที่สุด

สุดท้ายแล้ว การพูดเก่งอาจทำให้คนจดจำเราได้เร็ว แต่การฟังเก่งคือสิ่งที่ทำให้คนอยากอยู่ใกล้เราไปนาน ๆ

แล้วเพื่อน ๆ คิดว่าตัวเองเป็นคนพูดเก่งหรือฟังเก่งกันบ้าง มาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลย

Work ones, get paid forever. That’s the true residual income.
07/31/2026

Work ones, get paid forever. That’s the true residual income.

ไม่ต้องห่วงแล้วนะฮลุน การเดินทางกว่า 50 ประเทศที่บันทึกไว้ จะยังคงเดินทางต่อไปอีกยาวนานกว่า 50 ปี เพราะทุกเรื่องราวที่เขาตั้งใจถ่ายทอด ได้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันทรงคุณค่า และสามารถส่งต่อสิทธิ์ให้ครอบครัวบริหารจัดการได้ตามกฎหมาย

"คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม" อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่าคลิปทั้งหมดในช่อง "ฮลุน โซโล่ (Hlun Solo)" ถือเป็นงานโสตทัศนวัสดุ ซึ่งได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา แม้เจ้าของช่องจะจากไปแล้ว แต่ผลงานของเขายังคงมีชีวิตอยู่ สิทธิ์และรายได้จะถูกส่งต่อเป็นมรดกให้กับคุณย่าสมและพี่สาวของเขา โดยทางกรมได้แนะนำให้ครอบครัวจัดตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อนำเอกสารไปแจ้งกับทาง YouTube ในการเปลี่ยนชื่อผู้ดูแลบัญชีและรับรายได้มาดูแลคุณย่าสมต่อไป

ทุกยอดวิวและการเปิดดูคลิปเก่าๆนับจากนี้ จึงเต็มไปด้วยความหมาย เพราะนี่คือวิธีที่คนไทยจะช่วยกันสนับสนุนครอบครัวของเด็กดียอดกตัญญูคนนี้ ให้ความฝันของเขาได้ทำหน้าที่ดูแลคนที่เขารักที่สุดตลอดไป

✅Life insurance = ประกันชีวิต❌Accidental & Dismemberment = ประกันอุบัติเหตุและการสูญเสียแขนขา (เป็นประการที่ส่วนใหญ่นายจ...
07/30/2026

✅Life insurance = ประกันชีวิต

❌Accidental & Dismemberment = ประกันอุบัติเหตุและการสูญเสียแขนขา (เป็นประการที่ส่วนใหญ่นายจ้างทำให้ลูกจ้าง)

สรุป เข้าใจเน้อ สองอย่างนี้แตกต่างกัน

Thailand's insurance regulator has confirmed that Hlun Solo was covered by a travel accident insurance policy with coverage of 5 million baht, which also applies to his trip to Georgia.

The policy covers death resulting from accidents and homicide. However, pre-existing medical conditions are generally not covered under travel accident insurance.

Deaths caused by underlying illnesses would instead fall under life insurance policies, depending on the terms and conditions of each policy.

07/19/2026

😆

06/20/2026

บทเรียนมรดก 40,000 ล้าน ของ Elvis Presley ที่รุ่นหลานแทบไม่ได้อะไร เพราะลูกตัดสินใจพลาด | WealthThink
40,000,000,000 บาท คือตัวเลขมูลค่าอาณาจักรมรดกของราชาร็อกแอนด์โรลระดับตำนาน อย่าง Elvis Presley

ศิลปินที่เมื่อเอ่ยชื่อขึ้นมา หลายคนคงนึกถึงเสียงจังหวะดนตรี ตึ้งตึ้ง พร้อมท่าเต้นบิดขาไปมาอันเป็นเอกลักษณ์

ที่น่าทึ่งคือ นับตั้งแต่นิตยสาร Forbes เริ่มจัดอันดับคนดังผู้ล่วงลับที่มีรายได้สูงสุดมาตลอด 25 ปี ชื่อของ Elvis ไม่เคยหลุดจากโผเลยแม้แต่ปีเดียว

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าชื่อเสียงของเขาเป็นเหมือนเครื่องจักรผลิตเงินสด ที่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของจะจากโลกนี้ไปหลายทศวรรษแล้วก็ตาม

ด้วยความมั่งคั่งระดับนี้ ใคร ๆ ก็คงคิดว่าครอบครัว Presley น่าจะใช้ชีวิตแบบสุขสบายบนกองเงินกองทองไปได้อีกหลายรุ่น

แต่ความจริงกลับตลกร้าย เพราะในวันที่ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาเสียชีวิต เธอกลับทิ้งหนี้สินไว้กว่า 60 ล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกวันนี้คนในครอบครัว Presley ก็แทบจะไม่เหลือสิทธิหรืออำนาจในการบริหารจัดการอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านบาทนี้เลย

แล้วมรดกระดับ 10,000 ล้านบาท หลุดมือจากครอบครัวไปได้อย่างไร ?

มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย

ย้อนไปในวันที่ 16 สิงหาคม 1977 ข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Elvis Presley ในวัยเพียง 42 ปี ได้สร้างความช็อกให้กับคนทั้งโลก

และสิ่งที่หลายคนอาจคิดต่อจากนั้นคือ ศิลปินระดับโลกที่มียอดขายแผ่นเสียงถล่มทลาย แสดงหนังกว่า 30 เรื่อง และยังทัวร์คอนเสิร์ตไม่หยุดพัก

จนมีการประเมินว่า เขาสามารถสร้างรายได้ตลอดอาชีพสูงแตะระดับหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็น่าจะทิ้งมรดกก้อนโตไว้ให้ทายาทใช้อย่างสุขสบายไปอีกหลายรุ่น

แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะในวันที่เขาเสียชีวิตกลับมีเงินเหลืออยู่แค่ประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินมหาศาลที่เขาหาได้

สาเหตุหลักก็มาจากผู้จัดการส่วนตัวของเขา Colonel Tom Parker หักส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 50% จากคอนเสิร์ตและข้อตกลงทางธุรกิจต่าง ๆ

เท่ากับว่า ไม่ว่าเขาจะหาเงินได้มากแค่ไหน ก็ถูกหักออกไปก่อนแล้วครึ่งหนึ่งทันที

บวกกับตัว Elvis เองก็เป็นซูเปอร์สตาร์สายเปย์ ที่ใช้เงินไม่อั้น ทั้งซื้อรถสะสม ซื้อของแจกคนรอบตัว และยังมีค่าดูแลคฤหาสน์ Graceland ที่สูงลิ่วอีก

แต่ลำพังเงินที่เหลืออยู่ก็ว่าน้อยแล้ว กรมสรรพากรยังมาเรียกเก็บภาษีมรดกอีกสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าเงินที่มีเหลืออยู่ถึงเท่าตัว

ทำให้สถานะทางการเงินของกองมรดกที่เขาทิ้งไว้ให้ Lisa Marie Presley ลูกสาววัย 9 ขวบ แทบจะตกอยู่ในภาวะติดลบ

แต่ช่วงเวลาที่มืดแปดด้าน Priscilla Presley อดีตภรรยาก็ได้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก เนื่องจากตอนนั้นลูกสาวของเธอยังเด็กมาก

ซึ่งบทบาทของ Priscilla ในตอนนั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นฮีโรขี่ม้าขาว ที่เข้ามาช่วยพลิกชีวิตกองมรดกที่กำลังจะล้มละลายให้กลับมามั่งคั่งได้อีกครั้ง

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การตัดความสัมพันธ์กับผู้จัดการส่วนตัวของ Elvis ที่เคยสูบเงินส่วนแบ่งไปถึง 50% ของรายได้

หลังจากอุดรอยรั่วก้อนโตได้สำเร็จ Priscilla ก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการจัดการกับคฤหาสน์ Graceland

ซึ่งตอนนั้นคฤหาสน์หลังนี้เปรียบเสมือนภาระชิ้นใหญ่ เพราะมีค่าภาษีและค่าบำรุงรักษาสูงถึงปีละกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ทำให้ที่ปรึกษาทางการเงินและทนายต่างก็แนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่า ให้เธอขายคฤหาสน์หลังนี้ทิ้งเพื่อนำเงินมาจ่ายภาษีและลดภาระค่าใช้จ่าย

แต่แทนที่จะยอมตัดใจขาย เธอกลับตัดสินใจพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการเปิดคฤหาสน์ Graceland ให้แฟนเพลงเข้าชมในฐานะสถานที่ท่องเที่ยว

ทำให้จากคฤหาสน์ที่เคยเป็นภาระค่าใช้จ่าย กลายมาเป็นเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสดก้อนโตเข้ามาหล่อเลี้ยงกองมรดก

การเดิมพันครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย เพราะจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมมากกว่า 500,000 ถึง 600,000 คนต่อปี

นอกจากนี้แล้ว เธอยังได้ก่อตั้งบริษัท Elvis Presley Enterprises หรือ EPE ขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการลิขสิทธิ์และภาพลักษณ์ของ Elvis อย่างเป็นระบบ

พูดง่าย ๆ EPE ทำหน้าที่ตั้งแต่ดูแลคฤหาสน์ จัดโชว์ จัดงานอิเวนต์ ขายสินค้าลิขสิทธิ์ของ Elvis ทั้งหมด

ทำให้จากมรดกที่เคยแทบจะติดลบ มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ไม่ต้องขายทรัพย์สินสำคัญใด ๆ ออกไปเลย

สิ่งที่ Priscilla ทำในตอนนั้น ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนกับการชุบชีวิตแม่ห่านทองคำที่กำลังจะตายให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงได้อีกครั้ง

จนแม่ห่านตัวนี้ออกไข่ทองคำให้ครอบครัวได้ทุกปี ในรูปของค่าตั๋วเข้าชม Graceland ค่าลิขสิทธิ์ภาพและชื่อ และค่าอนุญาตให้ใช้ชื่อแบรนด์ Elvis ทั่วโลก

และที่สำคัญคือ ห่านตัวนี้ไม่มีวันตาย มันคือเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสดที่จะทำงานไปตลอดกาล ตราบใดที่โลกยังคงจดจำชื่อของ Elvis Presley

หลังจากนั้น เมื่อลูกสาวคนเดียวอย่าง Lisa Marie อายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ก็เป็นปีที่เธอมีสิทธิเข้าควบคุมมรดกทั้งหมดอย่างเต็มตัวตามพินัยกรรม

แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่แม่ของเธอวางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่ง เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากนั่งเก็บไข่ทองคำที่ห่านตัวนี้ผลิตออกมาให้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ทรัพย์สินและมรดกทั้งหมดที่ Lisa Marie ได้รับสืบทอดมา สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ

ส่วนที่ 1 สินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ นั่นคือ ตัวคฤหาสน์ Graceland และที่ดิน รวมถึงของสะสมส่วนตัวทั้งหมดของพ่อ

ส่วนที่ 2 เครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด นั่นคือ บริษัท EPE ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการลิขสิทธิ์ แสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียง และดูแลภาพลักษณ์ของ Elvis ทั่วโลก

แต่แล้ว Lisa Marie ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ ตัดสินใจขายหุ้น 85% ของส่วนที่ 2 ออกไป เพื่อแลกกับเงินสดและหุ้นมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากได้เงินก้อนโต แทนที่เธอจะนำไปลงทุนให้งอกเงย แต่มันกลับละลายหายไปกับการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของผู้จัดการทรัพย์สินที่เธอจ้างมาดูแล

ประกอบกับพฤติกรรมการใช้เงินที่มือเติบและใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ทำให้สุดท้ายแล้วตอนเธอเสียชีวิต เธอทิ้งหนี้สินเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 60 ล้านบาทไว้แทน

ทำให้ในปัจจุบัน ลูกสาวของเธอซึ่งก็คือหลานสาวของ Elvis ที่แม้จะได้รับสืบทอดกรรมสิทธิ์ในคฤหาสน์ Graceland และของใช้ส่วนตัวทั้งหมดแบบ 100%

แต่ในแง่ของการบริหารธุรกิจแบรนด์ ซึ่งเป็นเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสดหลัก ตระกูล Presley กลับเหลือสัดส่วนความเป็นเจ้าของเพียงแค่ 15% เท่านั้น

คิดเป็นเงินที่ได้แค่เดือนละ 104,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านบาทเท่านั้นตามเอกสารที่มีการเปิดเผย ส่วนอีก 85% นั้นจะไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของใหม่

และที่น่าตกใจคือ ในสัญญาที่ Lisa Marie เคยเซ็นไว้หลังจากได้เงินก้อนไปแล้ว คฤหาสน์จะได้ค่าเช่าเพียงเดือนละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 33 บาท ตลอดสัญญาเช่ายาวนานถึง 90 ปี

เท่ากับว่า แม้ครอบครัวจะยังเป็นเจ้าของคฤหาสน์ แต่แทบจะไม่ได้กระแสเงินสดจากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาหลายแสนคนต่อปีแบบที่ควรจะเป็น

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป ชะตากรรมทางการเงินของ Lisa Marie ผู้เป็นลูกก็แทบไม่ต่างอะไรกับภาพสะท้อนของ Elvis พ่อของเธอเลย

เพราะตัว Elvis เอง ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ ด้วยการเชื่อใจผู้จัดการและตัดสินใจขายค่าลิขสิทธิ์เพลงเก่าที่บันทึกไว้ก่อนหน้านั้นทั้งหมดหลายร้อยเพลง

โดยขายขาดให้กับค่ายเพลงแลกกับเงินก้อนเพียง 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงเพราะต้องการเงินสดด่วน

การตัดสินใจที่ผิดพลาดของทั้งรุ่นพ่อและรุ่นลูก คือประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยอย่างตลกร้าย เพราะมันเหมือนกับการผ่าท้องห่านทองคำ เพื่อเอาไข่มากินประทังความหิวในคราวเดียว

ทำให้แม้ทุกวันนี้ นิตยสาร Forbes จะจัดอันดับให้ชื่อของ Elvis Presley ติดโผหนึ่งในคนดังผู้ล่วงลับที่ทำเงินได้สูงสุดในโลกมาตลอด

โดยมียอดรายได้สะสมกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 40,000 ล้านบาท เป็นรองเพียงแค่อดีตลูกเขยอย่าง Michael Jackson

ซึ่งยอดรายได้ระดับหมื่นล้านบาทนี้ ก็เป็นตัวเลขที่ Forbes เพิ่งจะเริ่มจดบันทึกในปี 2001 ซึ่งเป็นเวลา 24 ปี หลังจากที่เขาจากโลกนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ทำให้ตัวเลขจริง ๆ อาจจะมากกว่านั้น

แต่เรื่องราวของเขากลับเป็นบทเรียนสัจธรรมที่สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า..

แม้คนคนหนึ่งจะมีความสามารถระดับซูเปอร์สตาร์ และหาเงินได้มากมายมหาศาลแค่ไหน แต่ถ้าขาดการวางแผนและวินัยทางการเงิน

การตัดสินใจพลาดและใช้จ่ายเกินตัวเพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถละลายมรดกมหาศาลที่ควรจะเลี้ยงดูครอบครัวไปอีกหลายชั่วอายุคนให้พังทลายลงได้

เหมือนกับชื่อของ Elvis Presley ที่ทุกวันนี้กลายเป็นแบรนด์ธุรกิจอมตะ ซึ่งยังคงผลิตเงินได้อย่างมหาศาลเหนือกาลเวลา

แต่เม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้น กลับไม่ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัว Presley ที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น

เพราะผลประโยชน์มหาศาลเหล่านั้นได้ไหลเข้ากระเป๋าของกลุ่มทุนใหญ่ที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของห่านทองคำตัวนั้นแทนครอบครัวนั่นเอง..


#วางแผนมรดก

06/10/2026

มีคำถามครับ…. เงินโซเชียลที่เราได้รับตอนที่เรา retire ⛱️แล้ว…. มันต้องเสียภาษีหรือเปล่าครับ?

แล้ว รายได้จากโซเชียล และเงินจากแหล่งอื่นๆที่เราจะได้รับตอนที่เรา เกษียณ จะมีผลอะไรกับ Medicare 🏥 ของเราหรือเปล่า?

มา… มา… วันพฤหัสนี้ จะมี IAR (Investment Advisor Representative) มาบรรยายและตอบคำถามให้กระจ่าง

ขอลิงก์มาเลยครับ

Address

Los Angeles, CA

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Zachary Money Design : อยู่เมกา หารายได้ ดีไซน์ชีวิต พิชิตเกษียณ posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share