04/08/2026
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นโรคที่เกิดกับคนไทยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ
มักพบมากในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย อายุเฉลี่ยที่ตรวจพบมะเร็งชนิดนี้อยู่ในช่วงอายุ 60 - 65 ปี ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวนั้นเป็นญาติสายตรงลำดับแรก ได้แก่ พ่อแม่ พี่น้อง และบุตร
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ “การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” จึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป เช่น การตรวจเม็ดเลือดแดงในอุจจาระทุก 1 - 2 ปี, การสวนสารทึบรังสีตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทุก 5 ปี เป็นต้น
ผมเป็นหมอ…แต่วันที่นอนรอส่องกล้อง ผมก็กลัวไม่ต่างจากคนไข้ทุกคน
ปีนี้ผมอายุ 45 ปีครับ
หลายคนอาจคิดว่า หมอคงดูแลสุขภาพตัวเองดี ตรวจเลือดเป็นประจำ และน่าจะรู้ทันโรคทุกอย่าง
แต่ความจริงก็คือ ต่อให้เราเป็นหมอ เราก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีโอกาสเจ็บป่วย มีความกังวล และกลัวผลตรวจได้เหมือนกับทุกคนครับ
ผมตัดสินใจไปส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย
ผมไม่ได้มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย
ไม่ได้ถ่ายยากผิดปกติ
ไม่ได้รู้สึกว่าขนาดอุจจาระเล็กลง
ไม่ได้ถ่ายเป็นเลือด
ไม่ได้มีภาวะซีด
ไม่ได้ปวดท้องหรือจุกแน่นท้อง
น้ำหนักไม่ได้ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผลตรวจเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
พูดง่าย ๆ คือ หากมองจากอาการภายนอก ผมแทบไม่มีเหตุผลอะไรให้สงสัยเลยว่า ภายในลำไส้ใหญ่ของตัวเองจะมีความผิดปกติ
แต่เพราะปีนี้ผมอายุครบ 45 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่แนวทางสากลหลายแห่งแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มพูดคุยกับแพทย์เรื่องการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผมจึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจครับ (American Cancer Society)
ระหว่างรอผล ผมก็ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนทุกคน
วันที่ไปส่องกล้อง จิตใจของผมก็ไม่ได้ดีมากนักครับ
ถึงจะเป็นหมอ ถึงจะรู้ขั้นตอนการตรวจ และรู้ว่าโรคแต่ละอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อคนที่กำลังนอนรอตรวจกลายเป็นตัวเราเอง ความรู้ทางการแพทย์ก็ไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไปทั้งหมด
ระหว่างรอ ผมเชื่อว่าผมก็คงใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนกับทุกคนครับ
ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า…
ถ้าส่องแล้วเจอก้อนจะทำอย่างไร
ถ้าเป็นติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงล่ะ
ถ้าเจอเซลล์ผิดปกติล่ะ
หรือถ้าเป็นมะเร็งขึ้นมาจริง ๆ ชีวิตหลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
ความรู้สึกนี้ทำให้ผมเข้าใจหัวอกของคนไข้มากขึ้นอีกครั้งว่า ช่วงเวลารอผลตรวจเพียงไม่กี่วัน บางครั้งอาจยาวนานในความรู้สึกเหมือนเป็นเดือน
สุดท้ายผลการส่องกล้องพบว่า ผมมี ติ่งเนื้ออยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
เมื่อได้ยินว่าพบติ่งเนื้อ ใจก็กระตุกไปเหมือนกันครับ เพราะคำว่า “ติ่งเนื้อ” ไม่ได้บอกเราทันทีว่าเป็นชนิดใด จำเป็นต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาก่อน
โชคดีมากที่ผลออกมาว่าเป็น ติ่งเนื้อจากการอักเสบ หรือ Inflammatory polyp ไม่มีการกลายพันธุ์ ไม่พบเซลล์มะเร็ง และไม่ใช่ติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็ง
วันที่รู้ผล ผมยอมรับว่าโล่งใจมากครับ
เหตุการณ์นี้จึงยิ่งตอกย้ำกับผมว่า
การไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าภายในร่างกายไม่มีความผิดปกติ
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกจำนวนมากอาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอาการเล็กน้อยที่คนทั่วไปมองข้ามได้ องค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการในระยะแรกมักไม่มีหรือไม่ชัดเจน และเมื่อเริ่มมีอาการ อาจพบการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง อุจจาระมีเลือด ปวดหรือแน่นท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
⸻
ขอส่งกำลังใจให้คุณสุนารี ราชสีมา
ในช่วงนี้หลายคนคงกำลังติดตามข่าวของ คุณสุนารี ราชสีมา หรือพี่สุของพวกเรา หลังมีข่าวว่าพบลักษณะของลำไส้อุดตัน และจากการส่องกล้องพบก้อนหรือติ่งเนื้อขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร โดยแพทย์ได้เก็บเนื้อเยื่อส่งตรวจเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นคือ การพบติ่งเนื้อ ก้อน หรือลำไส้ตีบ ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป
สาเหตุของลำไส้ตีบหรืออุดตันอาจเกิดได้จากหลายภาวะ เช่น
* การอักเสบของลำไส้
* พังผืดหรือแผลเป็น
* ติ่งเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง
* ก้อนอุจจาระอุดตัน
* การบิดตัวหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติของลำไส้
* หรือก้อนมะเร็ง
คำตอบที่ชัดเจนจึงต้องอาศัยผลตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจทางรังสี และการประเมินจากทีมแพทย์ผู้รักษา
ผมขอส่งกำลังใจให้พี่สุและครอบครัว ขอให้ผลการตรวจออกมาในทางที่ดี ขอให้การรักษาทุกอย่างผ่านไปอย่างปลอดภัย และกลับมาแข็งแรง สร้างความสุขให้กับแฟน ๆ ได้อีกนาน ๆ ครับ
⸻
โรคนี้ไม่ได้เลือกว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือคนดัง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เลือกอาชีพ ไม่ได้เลือกฐานะ ไม่ได้เลือกชื่อเสียง และไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่ดูแลสุขภาพไม่ดีเท่านั้น
ในประเทศไทย เสรี รุ่งสว่าง นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เคยเปิดเผยว่าได้รับการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในปี 2556 และติดตามการรักษาต่อเนื่องในเวลาต่อมา
ส่วน บอย สมภพ โภคพูล นักร้องที่มีชื่อเสียงจากเพลงประกอบซีรีส์ เคยออกมาเปิดเผยว่าตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 และต้องพักงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา
ในต่างประเทศ หลายคนน่าจะจำ Chadwick Boseman นักแสดงผู้รับบท Black Panther ได้ดี เขาได้รับการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ในปี 2016 ขณะที่มีอายุประมาณ 39 ปี ก่อนโรคจะลุกลาม และเขาเสียชีวิตในปี 2020 ด้วยวัยเพียง 43 ปี
ตลอดช่วงที่เข้ารับการผ่าตัดและเคมีบำบัด เขายังคงทำงานแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยที่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่าเขากำลังต่อสู้กับโรคร้ายอยู่ )
อีกคนคือ Kirstie Alley นักแสดงชื่อดังจากเรื่อง Cheers และ Look Who’s Talking ซึ่งครอบครัวเปิดเผยว่าเธอเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปี 2022 หลังเพิ่งตรวจพบโรคได้ไม่นาน
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาเล่าเพื่อสร้างความกลัว แต่เพื่อย้ำว่า
ต่อให้ดูแข็งแรง มีชื่อเสียง หรือมีชีวิตที่ดูสมบูรณ์เพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความเสี่ยง
⸻
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
ข้อมูล GLOBOCAN ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงรายใหม่มากกว่า 1.9 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 904,000 คน ทำให้มะเร็งชนิดนี้เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้นๆของโลก
ตัวเลขนี้หมายความว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละวัน มีคนทั่วโลกได้รับการวินิจฉัยโรคนี้มากกว่า 5,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน
สิ่งสำคัญคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เรามีโอกาสลดความเสี่ยง ตรวจพบก่อนเกิดอาการ และในหลายกรณีสามารถป้องกันไม่ให้มะเร็งเกิดขึ้นได้ ด้วยการค้นหาและตัดติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็งออก
⸻
มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากอะไร?
ในทางการแพทย์ เราไม่สามารถชี้ว่าสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดมะเร็งในคนหนึ่งคนได้อย่างแน่นอน
มะเร็งมักเกิดจากการสะสมของความผิดปกติในสารพันธุกรรมของเซลล์ เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ หรือเกิดการกลายพันธุ์ เซลล์อาจเริ่มแบ่งตัวโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตามปกติ
ติ่งเนื้อบางชนิด โดยเฉพาะ adenoma และ sessile serrated lesion อาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อไม่ได้เป็นมะเร็งทุกก้อน
ติ่งเนื้อสามารถแบ่งอย่างกว้าง ๆ ได้เป็นหลายประเภท เช่น
1. ติ่งเนื้อจากการอักเสบ
มักสัมพันธ์กับการอักเสบหรือการซ่อมแซมเยื่อบุลำไส้ โดยทั่วไปไม่ได้ถือเป็นติ่งเนื้อก่อนมะเร็งโดยตรง ซึ่งเป็นชนิดที่ผมตรวจพบ
2. Hyperplastic polyp
ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะก้อนเล็กที่อยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย มักมีความเสี่ยงต่ำ แต่บางตำแหน่งและบางลักษณะจำเป็นต้องประเมินร่วมกับผลพยาธิวิทยา
3. Adenomatous polyp หรือ Adenoma
เป็นติ่งเนื้อชนิดก่อนมะเร็งที่สำคัญ แม้ adenoma ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่มีบางส่วนที่อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงได้ โดยความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือมีลักษณะทางพยาธิวิทยาบางแบบ
4. Serrated lesion
ติ่งเนื้อกลุ่มนี้บางชนิดมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งผ่านกลไกที่แตกต่างจาก adenoma แบบดั้งเดิม จึงจำเป็นต้องตัดออกและติดตามตามความเหมาะสม
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “พบติ่งเนื้อ” จึงยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย ต้องดูทั้งขนาด จำนวน ตำแหน่ง รูปร่าง การตัดออกได้หมดหรือไม่ และผลชิ้นเนื้อ
⸻
ปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนไม่ได้
1. อายุที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นตามอายุ แม้ปัจจุบันจะพบผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปีมากขึ้น แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังพบในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
2. ประวัติครอบครัว
ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อชนิดเสี่ยง อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
ยิ่งญาติเป็นหลายคน หรือได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อย ความเป็นไปได้ของความเสี่ยงทางพันธุกรรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
การคัดกรองในกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มก่อนอายุ 45 ปี จึงควรบอกแพทย์ให้ชัดว่า ญาติเป็นมะเร็งชนิดใด และตรวจพบเมื่ออายุเท่าใด
3. กลุ่มโรคทางพันธุกรรม
ตัวอย่างเช่น
* Lynch syndrome
* Familial adenomatous polyposis หรือ FAP
* MUTYH-associated polyposis
ผู้ที่มีโรคเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก และต้องวางแผนตรวจติดตามตั้งแต่อายุน้อย
4. เคยมีติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน
ผู้ที่เคยมี adenoma ชนิดเสี่ยง หรือเคยรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว อาจมีโอกาสเกิดติ่งเนื้อใหม่หรือมะเร็งก้อนใหม่ จึงต้องติดตามตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
5. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วย ulcerative colitis หรือ Crohn’s disease ที่มีการอักเสบของลำไส้ใหญ่มาเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโรคเป็นมานานและมีพื้นที่การอักเสบกว้าง
⸻
ปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้
1. การกินเนื้อแปรรูปเป็นประจำ
เนื้อแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก เบคอน แฮม กุนเชียง ซาลามี เนื้อรมควัน และผลิตภัณฑ์เนื้อที่ผ่านการหมัก ถนอมอาหาร หรือเติมสารบางชนิด
หลักฐานด้านโภชนาการจัดว่าการบริโภคเนื้อแปรรูปเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และควรลดให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนยี่ห้อหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่าไขมันต่ำ
2. การกินเนื้อแดงในปริมาณมาก
เนื้อแดงไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้เลย แต่การกินในปริมาณสูงเป็นประจำ โดยเฉพาะร่วมกับการย่างจนไหม้เกรียม การกินเนื้อแปรรูป และการกินผักน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยง
แนวทางที่เหมาะกว่าคือสลับแหล่งโปรตีนเป็นปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน พร้อมเพิ่มผักและธัญพืชไม่ขัดสี
3. กินใยอาหารน้อย
อาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และเมล็ดพืช ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ ลดระยะเวลาที่สิ่งตกค้างสัมผัสผนังลำไส้ และเป็นอาหารให้จุลินทรีย์บางชนิดสร้างสารที่เป็นประโยชน์ต่อเยื่อบุลำไส้
ไม่ได้หมายความว่ากินผักแล้วจะไม่มีวันเป็นมะเร็ง แต่รูปแบบอาหารที่มีใยอาหารสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงเมื่อเทียบกับอาหารแปรรูปสูงและใยอาหารต่ำ
4. น้ำหนักเกินและไขมันสะสมในช่องท้อง
ภาวะอ้วน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง มีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรัง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิด ซึ่งอาจส่งเสริมการเติบโตของเซลล์ผิดปกติ
จุดสำคัญจึงไม่ใช่การลดน้ำหนักแบบอดอาหารอย่างรวดเร็ว แต่คือการรักษาน้ำหนักและรอบเอวให้อยู่ในช่วงเหมาะสม โดยไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ
5. ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
การนั่งเป็นเวลานานและขาดการออกกำลังกายสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ขณะที่หลักฐานสนับสนุนว่าการมีกิจกรรมทางกายช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะมะเร็งบริเวณลำไส้
6. การสูบบุหรี่
สารก่อมะเร็งจากบุหรี่ไม่ได้กระทบเฉพาะปอด แต่สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มความเสียหายต่อ DNA ในอวัยวะต่าง ๆ การสูบบุหรี่ระยะยาวจึงสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และติ่งเนื้อบางชนิด
7. การดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อดื่มมากหรือดื่มเป็นประจำ สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
หากพูดในมุมของการป้องกันมะเร็ง การไม่ดื่มย่อมมีความเสี่ยงต่ำกว่าการพยายามเลือกชนิดของแอลกอฮอล์ที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพ เพราะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดที่ใช้ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
8. เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะดื้อต่ออินซูลิน
ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเกิน ไขมันในช่องท้อง การอักเสบ และระดับอินซูลินสูงเป็นเวลานาน ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้น
นั่นไม่ได้หมายความว่าคนเป็นเบาหวานจะต้องเป็นมะเร็ง แต่เป็นเหตุผลที่ควรดูแลน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำตาล และเข้ารับการคัดกรองตามวัย
⸻
การป้องกันที่ทำได้จริง
คำว่า “ป้องกัน” ไม่ได้หมายความว่าทำครบแล้วจะไม่มีโอกาสเป็นโรคเลย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนอายุ พันธุกรรม หรือประวัติครอบครัวได้
แต่เราสามารถลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นโรครุนแรงได้
1. คัดกรองเมื่อถึงวัย แม้ไม่มีอาการ
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป แนวทางสากลแนะนำให้เริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี และตรวจต่อเนื่องถึงอายุประมาณ 75 ปี ส่วนผู้ที่อายุ 76–85 ปีควรพิจารณาเป็นรายบุคคลตามสุขภาพโดยรวมและประวัติการตรวจเดิม
การคัดกรองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่องกล้องทุกคน มีหลายทางเลือก เช่น
การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงแบบ FIT
มักตรวจเป็นประจำทุกปี เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปและไม่มีอาการ
ข้อสำคัญคือ หากผลเป็นบวก ต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อ ไม่ควรตรวจ FIT ซ้ำเพื่อหวังว่าครั้งถัดไปจะเป็นลบ
การตรวจอุจจาระหลายองค์ประกอบ
ตรวจทั้งเลือดแฝงและความผิดปกติของสารพันธุกรรมบางชนิด ระยะห่างในการตรวจขึ้นกับชนิดของชุดตรวจและแนวทางที่ใช้
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่
สามารถตรวจเห็นเยื่อบุลำไส้โดยตรง เก็บชิ้นเนื้อ และตัดติ่งเนื้อออกในครั้งเดียว
ในผู้มีความเสี่ยงทั่วไป หากผลปกติและการเตรียมลำไส้มีคุณภาพดี อาจเว้นระยะประมาณ 10 ปี แต่หากพบติ่งเนื้อ ระยะติดตามจะสั้นลงตามจำนวน ขนาด ชนิด และผลพยาธิวิทยา
การนัดครั้งต่อไปจึงไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกคน ต้องยึดตามรายงานการส่องกล้องและคำแนะนำของแพทย์
2. รู้ประวัติมะเร็งในครอบครัว
อย่ารู้เพียงว่า “ญาติเคยเป็นมะเร็ง”
ควรถามให้ชัดว่า
* เป็นมะเร็งอวัยวะใด
* เป็นญาติสายตรงหรือไม่
* ตรวจพบเมื่ออายุเท่าใด
* มีญาติเป็นมากกว่าหนึ่งคนหรือไม่
* เคยมีใครตรวจพบติ่งเนื้อจำนวนมากหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้อาจเปลี่ยนอายุที่ควรเริ่มคัดกรองและความถี่ในการตรวจได้
3. ลดเนื้อแปรรูปอย่างจริงจัง
อย่ามองไส้กรอก แฮม เบคอน หรือกุนเชียงเป็นโปรตีนหลักในทุกเช้า
อาหารเหล่านี้อาจกินเป็นครั้งคราวได้ แต่ไม่ควรเป็นอาหารประจำวัน โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็ก เพราะพฤติกรรมอาหารที่สร้างตั้งแต่วัยเด็กมักติดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
4. กินอาหารจากพืชให้หลากหลาย
ไม่จำเป็นต้องกินแต่สลัด และไม่จำเป็นต้องเลิกกินข้าว
วิธีที่คนไทยทำได้จริง เช่น
* เพิ่มผักอย่างน้อยครึ่งจานในมื้อหลัก
* เลือกข้าวกล้องหรือธัญพืชไม่ขัดสีบางมื้อ
* เพิ่มถั่วและเต้าหู้
* กินผลไม้ทั้งผลแทนน้ำผลไม้
* ลดอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปสูง
* เลือกโปรตีนจากปลา ไข่ ถั่ว และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันให้หลากหลาย
การเพิ่มใยอาหารควรค่อย ๆ เพิ่มพร้อมกับดื่มน้ำให้เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่เดิมกินผักน้อยมาก เพื่อลดอาการแน่นท้องหรือท้องอืด
5. ออกกำลังกายและลดเวลานั่ง
เป้าหมายพื้นฐานสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คือ มีกิจกรรมระดับปานกลางประมาณ 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมหนักประมาณ 75–150 นาทีต่อสัปดาห์ พร้อมฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
แต่ไม่ควรรอให้มีเวลาว่างหนึ่งชั่วโมงจึงจะเริ่ม
การเดินหลังอาหาร 10–15 นาที
ลุกจากเก้าอี้ทุก 30–60 นาที
เดินขึ้นบันได
ทำงานบ้าน
และเพิ่มจำนวนก้าวในชีวิตประจำวัน
ล้วนดีกว่าการนั่งต่อเนื่องทั้งวัน
6. รักษาน้ำหนักโดยรักษากล้ามเนื้อด้วย
เป้าหมายไม่ใช่การผอมที่สุด แต่คือการลดไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะรอบเอว พร้อมรักษาหรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
ควรเน้นโปรตีนที่เหมาะสม ออกกำลังกายแบบแรงต้าน นอนหลับเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักแบบรวดเร็วเกินไป
7. งดบุหรี่และลดแอลกอฮอล์
ไม่มีวิตามินหรืออาหารเสริมใดชดเชยความเสียหายจากการสูบบุหรี่หรือดื่มหนักได้
คนที่ไม่สูบ ไม่ควรเริ่ม
คนที่สูบ ควรขอความช่วยเหลือเพื่อเลิก
คนที่ดื่ม ควรลดความถี่และปริมาณ โดยในมุมการป้องกันมะเร็ง การไม่ดื่มให้ความเสี่ยงต่ำที่สุด
8. อย่าใช้อาหารเสริมแทนการคัดกรอง
ยังไม่มีอาหารเสริม โปรไบโอติก สมุนไพร วิตามิน หรือผลิตภัณฑ์ล้างลำไส้ชนิดใด ที่สามารถรับประกันว่าจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
บางผลิตภัณฑ์อาจช่วยในด้านโภชนาการหรือการขับถ่ายในบางคน แต่ไม่สามารถตัดติ่งเนื้อ ไม่สามารถยืนยันว่าภายในลำไส้ไม่มีก้อน และไม่สามารถใช้แทน FIT หรือการส่องกล้องได้
ยิ่งไปกว่านั้น การซื้อยาหรืออาหารเสริมมากินเองเพราะถ่ายไม่ดี อาจทำให้การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงล่าช้า
⸻
อาการแบบไหนไม่ควรรอถึงวันตรวจคัดกรอง?
การคัดกรองหมายถึงการตรวจในคนที่ไม่มีอาการ
แต่ถ้ามีอาการผิดปกติแล้ว การตรวจนั้นถือเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัย และไม่จำเป็นต้องรอให้อายุครบ 45 ปี
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการ เช่น
* ถ่ายเป็นเลือด หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
* อุจจาระดำผิดปกติ
* ท้องผูกหรือท้องเสียที่เปลี่ยนไปจากเดิมและเป็นต่อเนื่อง
* รู้สึกถ่ายไม่สุด
* ลักษณะหรือขนาดอุจจาระเปลี่ยนต่อเนื่อง
* ปวดท้อง แน่นท้อง หรือท้องอืดเรื้อรัง
* น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
* เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือพบภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
* คลำได้ก้อนในท้อง
* ท้องอืดมาก อาเจียน ไม่ผายลม หรือไม่ถ่าย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของลำไส้อุดตัน
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นมะเร็ง เพราะริดสีดวง ลำไส้แปรปรวน การติดเชื้อ หรือโรคทางเดินอาหารอื่นก็ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
แต่ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นริดสีดวงหรือเป็นเพราะอายุ โดยยังไม่ได้รับการตรวจ โดยเฉพาะหากอาการเกิดใหม่ เป็นต่อเนื่อง หรือรุนแรงขึ้น
⸻
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการส่องกล้องครั้งนี้
ผมไม่ได้ไปตรวจเพราะมีอาการ
ผมไปตรวจเพราะถึงวัยที่ควรเริ่มคัดกรอง
และสุดท้ายผมก็พบความผิดปกติจริง
โชคดีที่ติ่งเนื้อของผมเป็นเพียงติ่งเนื้อจากการอักเสบ ไม่พบการกลายพันธุ์และไม่มีเซลล์มะเร็ง
แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า ถ้าวันนั้นผมบอกตัวเองว่า
“ยังแข็งแรงอยู่”
“ไม่มีอาการอะไร”
“ผลเลือดก็ปกติ”
“ไว้ปีหน้าค่อยตรวจ”
ผมก็คงไม่มีวันรู้ว่าภายในลำไส้ใหญ่ของตัวเองมีติ่งเนื้ออยู่
ผลเลือดปกติไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีติ่งเนื้อหรือไม่มีมะเร็งระยะแรก
การขับถ่ายได้ทุกวันก็ไม่ได้ยืนยันว่าลำไส้ไม่มีความผิดปกติ
และการไม่มีเลือดออกก็ไม่ได้ยืนยันว่าเราปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
⸻
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้สามประโยค
หนึ่ง การไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค
สอง ติ่งเนื้อไม่ใช่มะเร็งทุกก้อน แต่ติ่งเนื้อบางชนิดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็ง
สาม การคัดกรองไม่ได้มีไว้เพื่อค้นหามะเร็งอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อค้นหาและตัดสิ่งที่อาจกลายเป็นมะเร็งออกก่อน
ผมถือว่าตัวเองโชคดีครับ
โชคดีที่ตัดสินใจตรวจ
โชคดีที่พบติ่งเนื้อ
และโชคดีที่ผลออกมาไม่ใช่มะเร็ง
แต่เราไม่ควรฝากชีวิตไว้กับคำว่าโชคดีเพียงอย่างเดียว
หากคุณอายุ 45 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการ ลองปรึกษาแพทย์ว่าควรเริ่มคัดกรองด้วยวิธีใด
หากคุณมีประวัติครอบครัว เคยมีติ่งเนื้อ หรือมีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง คุณอาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น
และหากคุณกำลังมีอาการผิดปกติ อย่ารอให้อาการหนัก อย่ารอให้ซีด อย่ารอให้น้ำหนักลด และอย่ารอจนลำไส้อุดตันจึงค่อยไปโรงพยาบาล
สุดท้ายนี้ ผมขอส่งกำลังใจให้คุณสุนารี ราชสีมาอีกครั้งครับ
ขอให้พี่สุปลอดภัย ขอให้ผลชิ้นเนื้อออกมาดี และขอให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว
ผมหวังว่าเรื่องราวของผมและข่าวของพี่สุ จะไม่ได้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก แต่จะทำให้เรา “ตื่นตัว” และหันมาให้ความสำคัญกับการคัดกรองมากขึ้น
เพราะบางครั้ง การยอมเสียเวลาตรวจเพียงหนึ่งวัน อาจช่วยเพิ่มเวลาให้เราได้อยู่กับคนที่รักไปอีกหลายสิบปีครับ
หมอเจด...เจตนาดี
#หมอเจด #มะเร็งป้องกันได้ไม่ควรเป็น
#มะเร็งรักษาได้ไม่ควรตาย
#หมอเจดสุขภาพ #สุขภาพ
#สุขภาพดี #สุขภาพดีกับหมอเจด
#เบาหวานหายได้ #อ้วนได้ก็ผอมได้