27/05/2026
OI / IV / Strike แบบนี้เรียก Quant ไหม?
หลายคนเข้าใจว่า Quant ต้องเป็นเรื่องยากมาก ต้องมี Python, Machine Learning, AI, Algorithm ขั้นสูง หรือระบบเทรดอัตโนมัติเท่านั้น
✅แต่จริง ๆ แล้วหัวใจของ Quant คือ
การใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขมาวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ
ดังนั้นการดูข้อมูลอย่าง
Open Interest, Volume, Implied Volatility, Strike, Skew, Futures Price, Change in OI
ทั้งหมดนี้ถือว่าอยู่ในโลกของ Quant ได้ เพราะไม่ได้วิเคราะห์จากความรู้สึก ไม่ได้ดูกราฟราคาอย่างเดียว แต่ใช้ตัวเลขที่สะท้อนพฤติกรรมจริงของตลาด
⸻
ทำไม OI ถึงเป็นข้อมูลเชิง Quant?
Open Interest หรือ OI คือจำนวนสัญญาที่ยังเปิดค้างอยู่ในตลาด Option หรือ Futures
ถ้า Strike ใดมี OI สูง แปลว่า Strike นั้นมีสถานะเปิดค้างจำนวนมาก
แต่สิ่งสำคัญคือ
OI สูงไม่ได้แปลว่าราคาต้องขึ้นหรือต้องลงทันที
มันแปลว่าโซนนั้นเป็นจุดที่ตลาดมี “ความสนใจ” หรือ “ความเสี่ยงค้างอยู่” มากกว่าปกติ
เช่น
ราคาอยู่ใกล้ Strike ที่มี OI หนา
ตลาดอาจเกิดแรงป้องกันความเสี่ยง
Dealer อาจต้อง hedge
ผู้เล่นฝั่ง Option อาจมีการปรับสถานะ
ราคาจึงอาจชะลอ แกว่งแรง หรือถูกดึงกลับบางโซนได้
นี่คือการอ่านตลาดผ่าน “โครงสร้างตำแหน่ง” ไม่ใช่แค่แท่งเทียน
⸻
แล้ว IV vs Strike ในภาพเกี่ยวกับ Quant ยังไง?
ภาพนี้เป็นการดู Implied Volatility แยกตาม Strike
พูดง่าย ๆ คือดูว่า ตลาดให้ “ค่าความเสี่ยง” กับแต่ละราคาไม่เท่ากัน
Strike บางจุด IV ต่ำ
แปลว่าโซนนั้นตลาดมองว่าความเสี่ยงต่ำกว่า หรือเป็นโซนที่ราคา option ไม่แพงมาก
Strike บางจุด IV เริ่มชันขึ้น
แปลว่าตลาดเริ่ม price-in ความเสี่ยงมากขึ้น
Strike ปลาย ๆ IV สูงมาก
มักสะท้อน tail risk, panic hedge, breakout risk หรือความกลัวว่าราคาอาจวิ่งแรงไปทางนั้น
นี่คือ Quant เพราะเราไม่ได้เดาว่า “ราคาน่าจะไปตรงไหน” จากความรู้สึก แต่เราดูว่า
ตลาดกำลังจ่ายค่าประกันความเสี่ยงแพงตรง Strike ไหน
⸻
✅ต้องแยกให้ชัด: นี่คือ Quant ระดับไหน?
การใช้ OI / IV แบบนี้แบ่งได้เป็น 3 ระดับ
1. Data-Driven Analysis
ระดับแรกคือการเอาข้อมูลมาช่วยอ่านตลาด เช่น
ดูว่า OI หนาตรงไหน
ดูว่า IV สูงตรง Strike ไหน
ดูว่า Volume เพิ่มตรงไหน
ดูว่า Change in OI เอียงไปฝั่ง Call หรือ Put
แบบนี้เรียกว่า Data-Driven Analysis
ยังไม่ใช่ระบบเทรดเต็มรูปแบบ แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจ
⸻
2. Quantitative Analysis
ระดับที่สองคือเริ่มเอาข้อมูลมาคำนวณ เปรียบเทียบ และตีความเป็นโซน เช่น
IV สูงกว่าค่าเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์
OI ที่ Strike นี้มากกว่ารอบข้างกี่เท่า
ราคาอยู่ห่างจาก Max Pain กี่จุด
ราคาอยู่ในโซน 1SD หรือ 2SD
Skew วันนี้ชันกว่าวันก่อนหรือไม่
Put OI เพิ่มเร็วกว่าฝั่ง Call หรือไม่
แบบนี้เริ่มเป็น Quantitative Analysis เต็มตัว เพราะมีการวัด มีการเปรียบเทียบ และมี logic เป็นระบบ
⸻
3. Quant Strategy
ระดับที่สามคือเอาข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างกฎเทรดชัดเจน เช่น
เมื่อราคาเข้าใกล้ Strike ที่ OI สูง
และ IV เริ่มลด
และ Volume ไม่สนับสนุน breakout
ให้มองเป็นโซน mean reversion
หรือ
เมื่อราคา break ผ่าน Strike สำคัญ
พร้อม OI ใหม่เพิ่มขึ้น
และ IV ด้านบนชันขึ้น
ให้มองเป็น transition zone หรือ momentum risk
ถ้าเขียนกฎแบบนี้เป็นระบบ มี backtest มี risk management มีเงื่อนไขเข้าออกชัดเจน แบบนี้จึงเรียกว่า Quant Strategy
⸻
😎จุดสำคัญ: OI อย่างเดียวไม่พอ
หลายคนพลาดตรงนี้
เห็น OI สูงแล้วสรุปทันทีว่า
“ราคาต้องไปตรงนั้น”
หรือ
“ตรงนั้นคือแนวรับแนวต้านแน่นอน”
จริง ๆ แล้ว OI ต้องอ่านร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น
OI + Change in OI
ดูว่าสถานะใหม่กำลังเพิ่มหรือลด
OI + Volume
ดูว่ามีการซื้อขายใหม่จริงไหม หรือเป็นแค่สถานะเก่าค้างอยู่
OI + IV
ดูว่าตลาดกำลังจ่ายค่าความเสี่ยงแพงตรงไหน
OI + Futures Price
ดูว่าราคาจริงกำลังตอบสนองกับโซน option หรือไม่
OI + Time to Expiry
ใกล้หมดอายุหรือยัง เพราะผลของ OI จะชัดขึ้นเมื่อใกล้ expiry
ดังนั้น OI ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายโดยตรง แต่เป็น “แผนที่ตำแหน่งความเสี่ยงของตลาด”
⸻
IV ก็ไม่ใช่สัญญาณทิศทางโดยตรง
IV สูงไม่ได้แปลว่าราคาต้องขึ้น
IV ต่ำไม่ได้แปลว่าราคาต้องลง
IV คือค่าความผันผวนที่ตลาด price-in อยู่ใน option
ถ้า IV สูง แปลว่า option แพงขึ้น เพราะตลาดต้องการ premium เพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยง
ถ้า IV ต่ำ แปลว่าตลาดมองความเสี่ยงต่ำลง หรือ demand การ hedge ลดลง
ดังนั้น IV บอกเรื่อง “ความกลัว / ความเสี่ยง / ค่าประกัน” มากกว่าบอกทิศทางราคาโดยตรง
⸻
🌏สรุปให้เข้าใจง่าย
ข้อมูลแบบ OI, IV, Strike, Volume, Skew เรียกว่า Quant ได้ เพราะเป็นการวิเคราะห์ตลาดจากตัวเลขจริง
แต่ถ้าแค่อ่านกราฟแล้วตีความด้วยสายตา
จะเรียกว่า Quant-Assisted Analysis
ถ้ามีสูตร มีการเปรียบเทียบ มีการวัดค่า มี logic ชัดเจน
จะเรียกว่า Quantitative Analysis
ถ้าเอาไปสร้างระบบเข้าออก มี backtest มี risk control
จะเรียกว่า Quant Strategy
⸻