OK Insure by Guy ประกันครบ จบที่ OK

22/12/2025

5 เทคนิคเลือกซื้อประกันสุขภาพ

💰 คุ้มครองให้พอ

อันดับแรกต้องดูว่าค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เราใช้อยู่ประจำหรือโรงพยาบาลใกล้ๆบ้านนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วมาดูแบบประกันที่มีความคุ้มครองให้เพียงพอ แต่หากต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นเพื่อรองรับในส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงๆ เช่น ค่าผ่าตัด ค่ายาที่นับวันก็จะแพงขึ้นตลอดเวลา ก็สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม อาจเป็นประเภทค่ารักษาเหมาจ่ายซึ่งจะเพิ่มวงเงินคุ้มครองขึ้นอีกเยอะทีเดียว เพราะโรคบางโรค โรงพยาบาลที่เราใช้บริการประจำก็อาจรับมือไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยนไปโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือครบ แพทย์เก่งๆ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือค่ารักษาที่แพงขึ้นครับ

🗓️ คุ้มครองให้นาน

ถ้าถามว่า...เราอยากมีความคุ้มครองสุขภาพไปนานแค่ไหน? เกือบทุกคนจะตอบว่า “นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จึงควรซื้อพ่วงกับประกันหลักที่เป็นแบบตลอดชีพ ถ้าจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องทุกปี ความคุ้มครองสุขภาพก็จะยาวไปจนถึงระยะเวลาที่ไม่สามารถต่ออายุประกันสุขภาพได้อีก อาจเป็นตอนอายุ 80-99 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน

🦠 คุ้มครองให้ครบ

นอกจากการเจ็บป่วยทั่วๆไปแล้ว เรายังต้องเตรียมรับมือกับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ ด้วย โรคเหล่านี้สามารถเป็นกันได้ทุกคน สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับโรคร้าย คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แพงมาก ความคุ้มครองที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ ก็ควรซื้อประกันโรคร้ายแรงเอาไว้ด้วย เอาไว้มาช่วยค่ารักษาที่ประกันสุขภาพอื่นๆคุ้มครองไม่พอ

📈 คุ้มครองถึงอนาคต

มีใครเคยเห็นค่ารักษาพยาบาลปีไหนถูกลงบัางไหมครับ? มันมีแต่จะแพงขึ้นทุกปีๆ ประกันสุขภาพที่เคยซื้อไว้ก็อาจคุ้มครองไม่ไหวเสียแล้ว เช่นกันครับ ประกันสุขภาพที่เราซื้อด้วยความคุ้มครองที่แค่เพียงพอในวันนี้ก็คงไม่สามารถคุ้มครองค่ารักษาที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแน่นอน ฉะนั้น เราควรทำการทบทวนความคุ้มครองเป็นระยะเทียบกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นว่ายังเพียงพอหรือไม่ อาจจะมีการซื้อเพิ่มเป็นระยะๆในขณะที่สุขภาพยังแข็งแรงอยู่

💊 คุ้มครอง Long-term Health Care

นี่จะถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในความคุ้มครองสุขภาพของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ การทำประกันสุขภาพแบบ Long-term Health Care ด้วย Unit-linked ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุคนี้ ความคุ้มครองแทบจะไม่ต่างจากประกันสุขภาพทั่วไป แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่เบี้ยประกันหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆแล้วจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม ทำให้ “มีโอกาส” ที่เงินในกองทุนจะเติบโตแซงเบี้ยประกันที่จ่ายไป และเมื่อกองทุนมีมูลค่าเพียงพอก็สามารถใช้เงินในหน่วยลงทุนที่มีอยู่มาจ่ายเบี้ยประกันโดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ทำให้ “มีโอกาส” จ่ายเบี้ยสั้นแต่คุ้มครองยาวได้

ถ้ามีได้ตามนี้ก็ถือว่าครบแล้วครับ และควรรีบทำทันที เพราะหากสุขภาพเปลี่ยนไปอาจไม่มีบริษัทประกันไหนยอมคุ้มครองเลย สุดท้ายเราก็จะต้องรับประกันสุขภาพของตัวเองด้วยเงินของตัวเองครับ

พัชภัคกร สุรรัตน์
นักวางแผนการเงิน FChFP, ChLP


#ประกันสุขภาพ

20/12/2025

สุขภาพคือเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ การมีประกันสุขภาพเปรียบเหมือน “โล่ห์” ที่ทำให้คุณพร้อมมากกว่าเดิมเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน
➕ มาดู 5 เหตุผล ว่าทำไมประกันสุขภาพถึงเป็นสิ่งที่ควรมีเพื่อความอบอุ่นใจในทุกวินาที
1️⃣ เพิ่มความยืดหยุ่น
เลือกโรงพยาบาลและแพทย์ได้ตามสะดวก ไม่ยึดติดกับที่เดิม
2️⃣ เติมสิทธิประโยชน์
ครอบคลุมค่าห้อง การรักษาเฉพาะทาง ตามความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยที่เลือกทำไว้
3️⃣ มั่นใจยามฉุกเฉิน
ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความคุ้มครองตามกรมธรรม์
4️⃣ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
ครอบคลุม Wellness, Mental Health และการตรวจสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ใส่ใจ
5️⃣ มีประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้
เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท/ปี (ของตนเอง)
ตามเงื่อนไขกรมสรรพากรกำหนด

📣 ไม่พลาดทุกความรู้และสาระเรื่องประกันภัย อย่าลืมดติดตามเพจไว้ เพื่อความอุ่นใจในทุกก้าวของชีวิต
#ประกันภัยสุขภาพ #ผ่านทุกวิกฤติให้ชีวิตเดินต่อ

20/12/2025

📝 เช็กลิสต์ประกันภัย ที่ควรมีในปี 2569
เรารวบรวมประกันภัยที่สำคัญและน่าสนใจมาไว้ให้แล้ว!
สามารถอ่านรายละเอียดที่ด้านล่างนี้ได้เลย 👇🏻
📌 ความคุ้มครองของแต่ละกรมธรรม์ประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไข และข้อยกเว้นในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท

#สมาคมประกันวินาศภัยไทย
#ประกันภัย

15/12/2025

สิ่งที่นักวิชาการ และ NGO บนหอคอยงาช้างไม่เคยพูดตรงๆ : เงินจะมาจากไหน ในวันที่คนไทยทำลายสุขภาพตัวเองมากขึ้นทุกวัน

ประเทศไทยชอบพูดว่า “สุขภาพคือสิทธิ”
แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดว่า สุขภาพก็มีต้นทุน

และที่สำคัญกว่านั้น
แทบไม่มีใครในแวดวงนักวิชาการกล้าพูดตรงๆ ว่า

> ในวันที่ประชาชนใช้เงินกับสิ่งทำลายสุขภาพมากขึ้น ระบบจะเอาเงินจากไหนมาดูแลทุกคนให้ฟรีตลอดไป

ภาพจริงที่อยู่หน้าร้านยา แต่ไม่เคยอยู่ในงานวิชาการ

วันนี้

มูลค่าตลาดยาใน ร้านขายยา สูงถึง 38,000 ล้านบาทต่อปี

ตลาด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โตทะลุ 133,600 ล้านบาท

การซื้อผ่านออนไลน์เติบโตสองหลัก

เด็กอายุ 13–15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่าใน 7 ปี

จำนวนนักดื่มเพิ่มขึ้น เกือบ 5 ล้านคนใน 3 ปี

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 1.12 ล้านคน ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการใช้ยาไม่เหมาะสม ยาชุด สเตียรอยด์ปนเปื้อน

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือ “พฤติกรรมทำลายสุขภาพที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม”

เงินหมุนเวียนกับ

เหล้า

บุหรี่

บุหรี่ไฟฟ้า

ยาชุด

อาหารเสริมโอ้อวดสรรพคุณ

มีมหาศาล
แต่พอถึงเวลาป่วย…
ทุกคนต้องการบริการฟรี 100%

คำถามที่ไม่เคยถูกถามในเวทีวิชาการ

นักวิชาการจำนวนมากพูดเก่งเรื่อง

สิทธิ

ความเท่าเทียม

การคัดค้านการร่วมจ่าย

แต่ ไม่เคยตอบคำถามพื้นฐานที่สุด ว่า

> “ระบบจะหาเงินเพิ่มจากไหน ในวันที่ค่าใช้จ่ายพุ่งขึ้นไม่หยุด” มีคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ มีคนเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้นเรื่อยๆ มีโรคปอดจากบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ มีโรคตับ จากการใช้ยาผิดมากขึ้นเรื่อยๆ

โรงพยาบาลรัฐไม่ได้ล้มเพราะแพทย์ไม่ขยัน
แต่ล้มเพราะ รายรับไม่สอดคล้องกับความจริงของสังคม และ มีแต่คนดื้อตาใสว่า รัฐต้องรับผิดชอบทั้งหมด ในสุขภาพประชาชน

ความจริงง่ายๆ ที่ไม่มีใครกล้าพูด

ลองคิดง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้แบบจำลองเศรษฐศาสตร์ซับซ้อน

ถ้าประชาชน 47 ล้านคน ที่ถือบัตรทอง
มีส่วนร่วมช่วยประเทศ
เพียงวันละ 1 บาท

ปีหนึ่ง = 365 บาทต่อคน

รวม = ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อปี

นี่คือเงินที่

ช่วยค่าบริหารจัดการระบบ

ช่วยโรงพยาบาลรัฐ “หายใจได้”

ไม่ได้ทำให้ใครล้มละลาย

ต่ำกว่าค่าNet ซึ่งเดี๋ยวนี้ทุกคน แทบจะเรียกว่ามีโทรศัพท์มือถือ คนละ 1 เครื่อง

ต่ำกว่าค่าวิตามินเม็ดเดียว

ต่ำมากๆ กว่าค่า pod บุหรี่ไฟฟ้าชิ้นหนึ่ง

แต่พอพูดคำว่า “ร่วมจ่าย”
กลับถูกตีตราว่า “ใจร้าย ไม่เข้าใจคนจน”

ทั้งที่ในความจริง
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่ารักษา
แต่คือ ค่าประกันความอยู่รอดของระบบ

---

เสรีภาพในการทำลายสุขภาพ ≠ สิทธิให้รัฐจ่ายทุกอย่าง

สังคมไทยกำลังสับสนระหว่าง 2 เรื่อง

1. สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

2. ความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง

คุณจะ

ดื่ม

สูบ

กินยาชุด รวมทั้งการซื้อยาแก้ปวด NSAID
ที่มีผลต่อไต ไม่มากก็น้อย ที่ราคาก็ไม่ได้ถูก

ซื้ออาหารเสริม ออนไลน์ โดยไม่คำนึงถึงตับของตัวเอง ฟัง influencer ไลฟ์สดก็ควักเงินซื้ออย่างง่ายดาย ทั้งผลิตภัณฑ์ทาหน้าทั้งอาหารเสริม

นั่นคือเสรีภาพของคุณ

แต่การคาดหวังว่า

> “เมื่อป่วยแล้วรัฐต้องจ่ายทั้งหมด โดยไม่ถามอะไรเลย” ถ้าต้องมาฟอกไต ก็ฟอกไตฟรี รักษาโรคปอด เรื้อรัง ก็รักษาฟรี รักษาโรคตับด้วยยาแพงๆ ในโรงพยาบาลก็รักษาฟรี

คือการผลักภาระให้คนทั้งประเทศ
รวมถึงคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างมีวินัย

โดย NGO และนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง อ้างว่า ต้องรักษาเท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำ และไม่มีร่วมจ่าย ในกองทุนบัตรทอง ด้วยถ้อยคำสวยหรู และ การประชุมวิชาการเท่ๆ ที่ไม่ได้ให้คำตอบว่าจะเอาเงิน ค่ารักษา ที่จะมาชดเชยให้กับโรงพยาบาล มาจากไหน ในการป่วยที่พุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ และส่วนหนึ่ง จำนวนมากมาจากพฤติกรรม

********

เด็ก เยาวชน และคำถามที่สังคมไม่อยากตอบ

เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กพุ่ง 5 เท่า
คำถามไม่ใช่แค่ว่า

> “ห้ามหรือไม่ห้าม”

แต่คือ

> “พ่อแม่ ผู้ปกครอง และสังคม จะรับผิดชอบต้นทุนสุขภาพของพฤติกรรมนี้อย่างไร”

ถ้าเราสอนให้เด็ก
“อยากทำอะไรก็ได้ เดี๋ยวรัฐดูแลให้”
เรากำลังสร้าง ระบบที่ล้มแน่นอนในอนาคต

ระบบหลักประกันสุขภาพต้องเป็น “สัญญาร่วม” ไม่ใช่ “ของฟรี”

สุขภาพไม่ใช่เรื่องของรัฐฝ่ายเดียว
และไม่ใช่เรื่องของแพทย์ฝ่ายเดียว

มันคือ สัญญาร่วมของสังคม

รัฐดูแลโครงสร้าง
ประชาชนดูแลพฤติกรรม
และทุกคนช่วยกันแบกต้นทุนอย่างเป็นธรรม

ค่าธรรมเนียมเล็กน้อย
ไม่ใช่การทำลายหลักประกันสุขภาพ
แต่คือ การทำให้มันอยู่รอด

ถึงเวลาพูดความจริงกับประชาชน

การเมืองที่ดี
ไม่ใช่การเอาใจด้วยคำว่า “ฟรี” ตลอดไป
แต่คือการกล้าพูดว่า

> “ถ้าอยากให้ระบบนี้อยู่กับลูกหลานคุณ
ทุกคนต้องมีส่วนร่วม”

ถ้าเราไม่กล้าพูดวันนี้
ระบบจะพังเอง
และวันนั้น

คนที่จะพังก่อนเพื่อนคือประชาชน ที่หมดเงินไปกับ CF อาหารเสริม Online จนตับพัง มีเงินซื้อยาร้านขายยา กินเอง จนไตวาย พ่อแม่ที่ จ่ายเงินให้ลูกไปโรงเรียนโดยไม่ควบคุม การสูบบุหรี่ไฟฟ้า จนลูกปอดพัง คนหาเช้ากินค่ำที่ยังมีเงินไปซื้อเหล้ากิน จนเป็นโรคตับ และมะเร็งตับ คนขับรถที่มีเงิน ใช้รถ มีเงินซื้อมือถือ ดูมือถือ แล้วเกิดอุบัติเหตุ เวลาบาดเจ็บก็ได้รักษาฟรี. คนจนที่มีเงินแก้บน มีเงินซื้อหัวใต้ดิน แต่ไม่มีเงินวันละ 1 บาท เพื่อช่วย ให้โรงพยาบาลรัฐไปรอด คนจน ที่มีเงินบริจาควัด บริจาคมูลนิธิ บุ๋มปนัดดา แต่ไม่มีเงิน จ่ายค่าธรรมเนียม ระบบรับประกันสุขภาพของประเทศ แม้เพียงเล็กน้อย

เมื่อไม่มีใครสักคน ที่ยอมร่วมจ่ายค่าธรรมเนียม แม้กระทั่งวันละ 1 บาท เพื่อทำให้ระบบโรงพยาบาลของรัฐ อยู่รอด เพราะหลงเชื่อ คำหวานหูของ NGO และนักวิชาการหอคอยงาช้าง ว่าอย่าไปร่วมจ่าย การล่มของระบบบริการสาสุขของรัฐในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครให้คำตอบว่าจะเอาเงินมาจากไหน ทั้งๆที่เวที SAFE financing ของสปสช. พูดกันหน้าสลอน ทุกคนยอมรับว่า เงินไม่พอแล้ว
จึงพูดแต่เรื่อง ตัด Low Value Service ตัดโน่นบ้าง ตัดนี่บ้าง อย่างดีก็ตัดได้เพียงแค่ ไม่กี่ ร้อยล้านบาท

แต่ใบ้กินกันทุกคน( แถมยังประดิษฐ์คำว่า ไม่ใช่คำตอบ) เรื่อง Co-payment ซึ่ง ที่จริงแล้ว แม้จ่ายเพียงคนละนิด ก็ได้มาเป็นหลักหมื่นล้านบาท

แอดมิน ประชาคมแพทย์
15 ธค.2568

13/12/2025

[ ] เมื่ออนาคตไม่แน่นอน ‘เงินก้อนที่ 3’ จึงจำเป็น : นอกจาก ‘ฉุกเฉินและเกษียณ’ นี่คือ ’เงินก้อนสำหรับโอกาส’
เป้าหมายทางการเงินสำหรับเก็บออมของเรามักถูกแบ่งออกเป็นสองก้อนใหญ่ๆ ก้อนแรกคือเงินสำรองฉุกเฉินเผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในอนาคตระยะสั้น ส่วนอีกก้อนคือเงินสำหรับการเกษียณในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
แต่หลังจากที่การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ที่ผ่านมา เบรนท์ ไวส์ (Brent Weiss) นักวางแผนการเงินและหัวหน้าฝ่ายสุขภาพการเงินของ Facet บริษัทผู้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนในบัลติมอร์บอกว่าตอนนี้หลายต่อหลายคนเริ่มกลับพิจารณาเรื่องเป้าหมายการเงินของตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว
แทนที่จะมีแค่เงินก้อนฉุกเฉินและเงินก้อนสำหรับเกษียณ ตอนนี้มีการแบ่ง ‘เงินก้อนสำหรับโอกาสดีๆ’ ในชีวิตเพิ่มขึ้นมาด้วย
ไวส์กล่าวว่า
“โควิดได้เปลี่ยนแนวความคิดว่าเราอยากจะใช้ชีวิตยังไง อยากอยู่ที่ไหน โอกาสอะไรจะเกิดขึ้นบาง - อาชีพการงาน ชีวิต อะไรก็ตาม ตอนนี้เราเห็นคนพูดว่า ‘ฉันไม่คิดว่าอยากจะเอาเงินทั้งหมดไปใส่ในเงินก้อนเพื่อเกษียณสำหรับอีก 30 ปีข้างหน้าจากวันนี้แล้ว ฉันอาจจะอยากทำอะไรที่ต่างออกไปใน 3 หรือ 5 ปี’”
โดยเป้าหมายในการเก็บเงินก้อนสำหรับโอกาสดีๆ ก็เป็นอะไรก็ตามที่เราอยากทำในอนาคตที่ไม่ไกลออกไปนัก เช่นการกลับไปเรียนต่อ เปลี่ยนสายงาน ฝึกทักษะใหม่ หรือการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ได้
#คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน?
การระบุเป้าหมายเพื่อเงินก้อนสำหรับโอกาสดีๆนั้นเป็นเหมือนการเตือนสติด้านการเงินไม่น้อยสำหรับหลายๆ คน ไวส์บอกว่าเขาจะถามลูกค้าว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาและอยากทำอะไรต่อไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยเริ่มต้นจากคำถามว่า “คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน?”
แคโรลียน แมคคลานาฮาน (Carolyn McClanahan) ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินอีกคนหนึ่งก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เธอบอกกับ CNBC ว่า
“เมื่อเราสร้างกรอบความคิดที่ขยายชีวิตของลูกค้าให้มากที่สุดตอนนี้ มันเปลี่ยนบทสนทนาไปเลย”
เธออธิบายต่อว่ามันทำให้มองชีวิตในอีกหลายๆ ด้าน สมมุติว่าคุยกับลูกค้าคนหนึ่งที่เกลียดงานของตัวเองในตอนนี้มากๆ แทนที่จะแค่โฟกัสเรื่องแผนการเกษียณ คำถามที่เราควรจะถามคือจะเปลี่ยนแปลงยังไงให้ชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้ดีขึ้นสักหน่อย ให้มันโอเค จะเปลี่ยนงานไหม หรือจะทำยังไง
การเก็บเงินก้อนสำหรับโอกาสดีๆ ในชีวิตเลยกลายเป็นเงินที่เอาไว้สำหรับการขยับขยายให้ชีวิตเราเดินไปในทางที่ดีขึ้น เหมือนเป็นเงินสำหรับเป้าหมายช่วงเวลากลางๆ ไม่สั้น ไม่ยาวเกินไป
เรียกว่าเป็นเงินก้อนที่เราจะใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับชีวิตของตัวเองก็คงไม่ผิดนัก
คำแนะนำสามข้อสำหรับการเริ่มเก็บเงินก้อนสำหรับโอกาสดีๆ
📌 1. ให้คิดว่าเงินเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง
ไวส์แนะนำว่าเราต้องดูก่อนเลยว่าเป้าหมายของเราที่อยากทำคืออะไรและเมื่อไหร่
จากนั้นก็เริ่มระบุว่าเราจะแบ่งเงินมาตรงนี้ได้เท่าไหร่เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
“เงินเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม” ไวส์กล่าว
📌 2. ปรับแผนการลงทุนสำหรับเงินก้อนนั้นเพื่อเป้าหมายของเรา
เมื่อเรากำหนดระยะเวลาแล้วว่าอยากจะไปถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ ข้อมูลตรงนี้จะช่วยนำเราว่าต้องเก็บหรือลงทุนยังไงเพื่อจะไปให้ถึงตรงนั้น
มันจะต่างจากเงินสำรองฉุกเฉินและเงินสำหรับการเกษียณ เราต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป เพราะมีเวลา 3-5 ปี มันไม่สั้นไม่ยาว เพราะฉะนั้นจะเสี่ยงมากก็ไม่ได้ จะเก็บไว้เฉยๆก็เสียโอกาส ไวส์แนะนำว่าอาจจะเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือบัญชีเงินฝากที่ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติสักหน่อย
แต่สำหรับแมคคลานาฮาน เธอกลับรู้สึกว่าระยะเวลาสั้นๆ แบบนี้อาจจะเก็บเป็นเงินสดในบัญชีปกติก็ได้เช่นเดียวกันเพราะไม่ได้ต่างกันมาก แต่สิ่งที่ไม่แนะนำคือการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนสูง
📌 3. ฉลองให้กับชัยชนะเล็กๆ
ไวส์แนะนำว่าไม่ว่าเป้าหมายการเงินของคุณจะเป็นการยังไง ความท้าทายที่ต้องเอาชนะไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะฉะนั้นมันจึงสำคัญมากที่จะฉลองให้กับชัยชนะเล็กๆ ที่เราทำได้
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีหนี้บัตรเครดิตและเราเอาเงินสดทุกบาทโปะเพื่อจะลดยอดหนี้นั้นลงเรื่อยๆ มันจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังไดเอตอดอาหารอยู่
“มันจะรู้สึกตึงมากๆ บางทีคุณอาจจะพลาดในอีกสามเดือนและกลับไปเป็นเหมือนเดิม”
สิ่งที่ไวส์แนะนำคือเราควรกันเงินออกมาสักหน่อยเพื่อจะเอาไปฉลองชัยชนะเล็กๆ ของการจ่ายหนี้บัตรเครดิตได้ตรงเวลาอย่างเช่นไปกินอาหารนอกบ้านสักมื้อหนึ่ง วิธีนี้นอกจากเราจะมีความสุขกับเงินที่หามาแล้ว ยังขยับเข้าใกล้เป้าหมายเรื่องการเคลียร์หนี้มากขึ้นด้วย
“กรอบความคิดของเราสำคัญมากๆ” ไวส์กล่าว “ถ้าเรามัวแต่ไปโฟกัสที่ด้านการเงินของชีวิตและลืมเรื่องกรอบคิดและจิตวิทยา เราจะไม่มีทางสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จที่เราอยากจะเห็นได้เลย”
#การเงินส่วนบุคคล

03/12/2025

[ ] “ประกันชีวิต” ไม่ใช่แค่เรื่องของคน “มีครอบครัว” แต่ “คนโสดยิ่งควรทำ” 7 เหตุผลของคนโสดที่ควรมี “ประกันชีวิต” แม้จะอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีภาระดูแลใคร
เคยสงสัยไหมว่าเราเป็น “คนโสด” ที่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวที่ต้องดูแล ไม่มีลูกที่ต้องส่งเสีย จำเป็นต้องมี “ประกันชีวิต” มั้ย?
หลายคนอาจมองว่า “ประกันชีวิต” เป็นเรื่องของคนมีครอบครัวเท่านั้น เพราะประโยชน์หลักๆ คือการส่งต่อความคุ้มครองและเงินก้อนให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ประกันชีวิตไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนที่เราจากไป แต่ยังมีไว้เพื่อดูแลชีวิตของเราเองในวันที่ยังมีลมหายใจอยู่ด้วย”
วันนี้ aomMONEY จะพาไปเจาะ 7 เหตุผลสำคัญว่าทำไม "คนโสด" ก็ควรมีประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการวางแผนเพื่ออนาคตให้ชีวิตมั่นคงและสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราอยู่หรือวันที่เราจากไปแล้วก็ตาม
✅1. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อดูแลตัวเองในยามฉุกเฉิน
แม้จะเป็นคนโสด แต่ชีวิตก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง อีกทั้ง ถ้าตัวคนเดียวไม่มีใครให้พึ่งในวันที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วยรุนแรงถึงขึ้นทุพพลภาพ รายได้ที่เคยมีอาจต้องหยุดชะงัก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตกลับเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น ประกันชีวิตแบบมีสัญญาเพิ่มเติมด้านความคุ้มครองทุพพลภาพ จึงเป็นเหมือนแผนสำรองที่ช่วยดูแลเราในยามวิกฤติ หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ บริษัทประกันจะจ่ายเงินก้อนให้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ช่วยให้เรามีเงินใช้จ่ายในการดูแลตัวเอง จ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือแม้กระทั่งจ้างคนมาดูแล ทำให้เราไม่ต้องเป็นภาระของคนอื่นและสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
✅2. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อเป็นเงินเกษียณ
อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าประกันไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนเราจากไป แต่สามารถนำมาใช้จ่ายเงินบำนาญได้ด้วย
ยิ่งในฐานะคนโสดที่ต้องพึ่งพาตัวเอง การวางแผนให้มีเงินเกษียณจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่มีลูกหลานที่จะดูแลเราในยามชรา ดังนั้น อาจเลือกใช้ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” เป็นเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้
ประกันชีวิตแบบบำนาญ คือ คือประกันชีวิตที่เราจะจ่ายเบี้ยประกันเป็นงวดๆ ในช่วงที่เรายังมีรายได้ และเมื่อถึงวัยเกษียณตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ บริษัทประกันจะจ่ายเงินคืนให้เราเป็นงวดๆ อย่างสม่ำเสมอทุกปีไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา หรือไปจนตลอดชีวิต
ดังนั้น การมีประกันบำนาญเปรียบเสมือนการสร้างรายได้ในวัยเกษียณของเรา ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องพึ่งพาใคร และสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างที่ตั้งใจไว้
✅3. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อจัดการมรดก
"คนโสดก็มีมรดกได้" ไม่จำเป็นต้องมีลูกหลานเสมอไป มรดกของเราอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ เงินเก็บในบัญชี หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่เราตั้งใจจะมอบให้ใครบางคนที่เราห่วงใย เช่น พ่อแม่ พี่น้อง หรือแม้กระทั่งองค์กรการกุศล
การทำประกันชีวิตจะช่วยให้การส่งต่อมรดกเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยเงินที่ได้จากกรมธรรม์จะ "ไม่ถือเป็นทรัพย์สินในกองมรดก" ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากในการขอจัดการมรดก เงินก้อนนี้จะถูกส่งมอบให้กับผู้รับผลประโยชน์ที่เราได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ทันที ทำให้มั่นใจได้ว่าความตั้งใจของเราจะบรรลุผลและคนที่เรารักจะได้รับเงินทันทีที่จำเป็น
✅4. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายก้อนสุดท้ายของชีวิต
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่ตามมาหลังจากเราจากไปก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดงานศพ ค่าฌาปนกิจ หรือค่าจัดการเอกสารต่างๆ ซึ่งภาระเหล่านี้อาจไปตกอยู่กับคนในครอบครัวที่ต้องมาจัดการให้เราในวันที่ทุกคนกำลังเศร้าโศก
การมี “ประกันชีวิต” คือการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เงินสินไหมทดแทนที่ได้จากประกันชีวิตจะเป็นเงินก้อนที่ช่วยแบ่งเบาภาระของคนในครอบครัว ไม่ต้องให้คนข้างหลังลำบากใจกับการหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายก้อนสุดท้ายในชีวิตของเรา ทำให้เราจากไปได้อย่างสบายใจ
✅5. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อจัดการภาระทางการเงินที่ตกค้าง
คนโสดหลายคนอาจมีภาระทางการเงิน เช่น หนี้สินจากการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือหนี้บัตรเครดิต หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เราจากไปอย่างกะทันหัน ภาระหนี้สินเหล่านี้จะตกไปเป็นของทายาท
“ประกันชีวิต” จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกัน" สำหรับภาระหนี้สินส่วนนี้ เงินที่ได้จากกรมธรรม์สามารถนำไปใช้ชำระหนี้สินที่ค้างอยู่ทั้งหมดได้ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเมื่อเราจากไปแล้ว คนในครอบครัวจะไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินที่เราทิ้งไว้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบและปกป้องคนที่เรารักแม้ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
✅6. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อต่อยอดทำประกันสุขภาพร่วมด้วย
การมีประกันชีวิตเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถต่อยอดความคุ้มครองไปสู่ ประกันสุขภาพ ได้อย่างง่ายดาย เพราะโดยทั่วไปแล้ว การทำประกันสุขภาพมักจะมาในรูปแบบของ "สัญญาเพิ่มเติม" ที่ต้องแนบท้ายกับกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก
แม้จะยังแข็งแรงดีอยู่ แต่ค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ การมีประกันสุขภาพจะช่วยให้เราเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมั่นใจว่าหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะมีเงินทุนเพียงพอในการรักษา
✅7. คนโสดทำ “ประกันชีวิต” เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ประโยชน์จากการทำประกันชีวิต เพราะเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปสามารถนำไป ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ประกันชีวิตทั่วไป สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ: สามารถลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนกลุ่มเกษียณแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
การมีประกันชีวิตสำหรับคนโสดไม่ใช่เรื่องของ "การเผื่อตาย" แต่เป็นเรื่องของ "การใช้ชีวิตอย่างมั่นคงและไม่ประมาท" เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสร้างความมั่นคงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตัวเองในยามวิกฤติ การวางแผนเกษียณ การจัดการมรดก หรือแม้กระทั่งการเป็นเกราะป้องกันภาระหนี้สิน
การทำประกันชีวิตสำหรับคนโสดก็เหมือนกับการเตรียมร่มไว้ก่อนฝนตก ไม่ได้มีไว้เพื่อตอนฝนตกเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อสร้างความอุ่นใจว่าหากวันหนึ่งฝนตกหนัก เราก็ยังมีร่มที่พร้อมจะปกป้องเราจากพายุร้ายได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนโสดและกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงและสบายใจมากขึ้น ประกันชีวิตคือหนึ่งในคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ AFPT™
#คนโสด #ประกัน #วางแผนประกัน #ประกันชีวิต

30/11/2025
29/11/2025

คืนที่ภาพน้ำท่วมภาคใต้ปรากฏขึ้นเต็มหน้าฟีดของฉัน
ฉันนั่งมองมันอยู่นาน
ไม่ใช่เพราะฉันไม่เคยเห็นน้ำท่วม
แต่เพราะครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่บ้านที่จมหาย
มันคือบ้านที่มีคนอยู่
บ้านที่มีเรื่องราว
บ้านที่มีอนาคต
และบ้านที่มีใครบางคนรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว

โศกนาฏกรรมแบบนี้พาเอาความจริงอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาด้วย
ความจริงที่เราไม่เคยอยากมองตรง ๆ
ความจริงที่ว่า ไม่มีใครมีเวลาพอจะเตรียมตัว

ไม่มีเวลาบอกลา
ไม่มีเวลาบอกความต้องการสุดท้าย
ไม่มีเวลาบอกคนที่เรารักว่า “หลังจากฉันไป เธอจะต้องทำยังไงต่อ”

ชีวิตมนุษย์มันเปราะบางขนาดนั้น
และเมื่อมันหายไป
สิ่งที่ตกลงมาบนไหล่ของคนที่ยังอยู่
ไม่ใช่แค่ความเศร้า
แต่มันคือความวุ่นวายที่หนักกว่าครั้งไหน ๆ

ฉันเคยเห็นหลายครอบครัวที่น้ำไม่ได้พัดแค่บ้าน
แต่มันพัด “เสาหลักของบ้าน” ออกไปด้วย

แล้วบ้านที่เหลืออยู่…จะยืนอย่างไร?

เมื่อคนหนึ่งตายลง สิ่งแรกที่หยุดไม่ใช่แค่ลมหายใจของเขา

แต่คือเงินทั้งบ้าน

คนทั่วไปไม่ค่อยรู้
แต่ฉันเห็นมันมานับครั้งไม่ถ้วน

ทันทีที่มีใบมรณบัตร
บัญชีทุกบัญชีจะถูกแช่แข็ง
ทันที

เงินเก็บทั้งชีวิต
เงินสำหรับลูก
เงินค่ารักษา
เงินค่าเทอม
เงินหมุนธุรกิจ
เงินที่คิดว่ายังไงก็ได้ใช้—แตะไม่ได้เลยจริงๆค่ะคุณ

ทุกอย่างหยุดนิ่ง
แต่ชีวิตของบ้านยังต้องเดินต่อ

พรุ่งนี้ลูกยังต้องไปโรงเรียน
ค่าบ้านยังต้องจ่าย
ค่าใช้จ่ายมหาศาลยังต้องหมุน

แต่คนหาเงินไม่อยู่แล้ว

นี่คือเหตุผลที่บ้านจำนวนมาก “ล้มทั้งหลัง”
ไม่ใช่เพราะคนตาย
แต่เพราะไม่มีใครเตรียมอะไร

พินัยกรรมไม่ใช่เรื่องของความตาย

มันคือจดหมายรักฉบับสุดท้าย

ฉันเติบโตในวงการที่เห็นมรดกคืองาน
เห็นครอบครัวร้อยแบบพันแบบ
และฉันสาบานได้ว่า
พินัยกรรมนั้นช่วยชีวิตบ้านได้มากกว่าสิ่งใด

ไม่ใช่เพราะมันป้องกันความตาย
แต่เพราะมันป้องกันบ้านไม่ให้พังตามไปด้วย

บ้านไทยแตกกันมากมาย
เพราะเราไม่เคยถูกสอนให้คุยเรื่องนี้

เราเชื่อว่าการพูดถึงความตายคืออัปมงคล
คือเรียกโชคร้าย
คือแช่งตัวเอง
คือดูเห็นแก่เงิน

แต่วันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริง
กฎหมายก็เปิดหน้ามาบอกว่า
ใครมีสิทธิ์ และใครไม่มี

แม่สามีต้องได้ 25% ตามกฎหมาย
แม้เธอไม่อยากได้
แม้ภรรยาเสียใจ
แม้เงินนั้นสร้างมาพร้อมกันทั้งชีวิตคู่

ลูกไม่ได้อะไรเลย เพราะพ่อไม่ได้รับรอง
แฟนที่อยู่ด้วยกันสิบปี ไม่ถือว่าเป็นคู่สมรส
ลูกที่เกี่ยวพันกันด้วยหัวใจ แต่ไม่เกี่ยวด้วยเอกสาร ไม่มีสิทธิ์

กฎหมายไม่เคยถามว่า “ใครรักใครมากกว่าใคร”
มันถามแค่ว่า “มีหลักฐานไหม”

และหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือพินัยกรรม
แผ่นเดียว
ที่ช่วยหลีกเลี่ยงน้ำตาที่ไม่จำเป็น

พินัยกรรมคือสิ่งเดียวที่บอกแทนเราได้ว่า
“สิ่งที่ฉันสร้างมาทั้งชีวิต ฉันอยากส่งให้ใคร”

มันเป็นการปกป้อง ไม่ใช่การแช่งตัวเอง
เป็นการรัก ไม่ใช่การเรียกร้อง
เป็นการวางทางก่อนเราจาก
เพื่อว่าคนที่เรารักจะไม่ต้องล้มตาม

และยังมีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก

สำคัญจนฉันอยากให้คุณฟังจากใจฉันจริง ๆ

คุณไม่ต้องกลัวฉัน
ฉันไม่ได้เป็นตัวแทนขายประกันชีวิต
ฉันไม่ได้ขายกรมธรรม์
ไม่ได้รับคอมมิชชั่นสักบาท

ฉันเล่าเรื่องพวกนี้
เพราะฉันเห็นครอบครัวจริง
พังจริง
ร้องไห้จริง
ย้ายโรงเรียนลูกจริง
สูญเสียธุรกิจจริง

และฉันก็เห็นอีกหลายบ้าน “รอดจริง”
เพราะมีประกันชีวิตแผ่นเดียวที่เจ้าของบ้านซื้อไว้ตอนยังแข็งแรงดี

ฉันเล่าในฐานะ “นักการเงิน” ไม่ใช่นักขาย
เล่าในฐานะคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกับครอบครัวหลังความสูญเสียมาจริงๆ
เล่าในฐานะคนที่รู้จริงว่าเวลาความตายเกิดขึ้น
เงินเย็น เงินลงทุน บ้าน ที่ดิน หุ้น บัญชี
ไม่มีอะไรเดินทัน
ไม่มีอะไรเข้ามาทันเวลา
ยกเว้นเงินประกันชีวิต

ประกันชีวิต ไม่ใช่สินค้าการเงิน

มันคือเวลาหายใจของครอบครัว

ประกันชีวิตคือ “ลมหายใจสำรอง”
คือเดือนที่ครอบครัวมีเงินหมุน
คือปีที่ลูกยังเรียนต่อได้
คือสภาพคล่องที่บ้านยังไม่ล้ม
คือเวลาที่ภรรยาไม่ต้องดิ้นรนตั้งแต่วันแรกของความเสียใจ

มันคือสิ่งเดียวที่ส่งเงินให้ครอบครัวได้ “ทันที”
แม้แต่ก่อนที่พินัยกรรมจะถูกเปิดอ่านซะอีก

นักการเงินอย่างฉันจึงพูดเสมอว่า
พินัยกรรมคือความชัดเจน
ประกันชีวิตคือความต่อเนื่อง
ทั้งสองอย่างคือ “เกราะคุ้มกันความพัง”

แต่ประกันแต่ละแบบ เหมาะกับชีวิตแบบไม่เหมือนกัน
ฉันจะเล่าให้ฟังแบบภาษาคนจริง ๆ

1. Term Insurance – ประกันที่ไม่หรู แต่ช่วยชีวิตครอบครัวได้มากที่สุด

นี่คือประกันที่คุ้มค่าที่สุดในโลก
ถูกที่สุด แต่ให้ทุนสูงที่สุด
เหมือนร่มกันฝนที่กางได้ทันทีเวลาฟ้าผ่า

ถ้าคุณมีลูก
นี่คือประกันที่สำคัญที่สุดในชีวิต

มันคือทุนการศึกษาที่ยังเดินต่อได้แม้คุณไม่เดินไปด้วย
คือค่าเทอม
คือเงินกินอยู่
คือความต่อเนื่องของชีวิตที่เด็กไม่ควรเสียไปพร้อมกับพ่อหรือแม่

เหมาะกับคนที่เป็นเสาหลัก
เหมาะกับครอบครัวที่มีหนี้
เหมาะกับคนที่รายได้ทั้งบ้านผูกอยู่กับคุณคนเดียว

ถ้าคุณเริ่มจากประกันอะไรสักอย่าง—เริ่มจากแบบนี้

2. Whole Life – ประกันที่ให้ความสบายใจมากกว่าความคุ้มครอง

ราคาสูงกว่า
แต่คุ้มครองยาว
มีเงินสะสม
มีมูลค่า
เหมือนเก็บเงินแบบมีวินัย

มันไม่ใช่ประกันที่ช่วยบ้านในวันพรุ่งนี้เช้า
แต่มันช่วยครอบครัวใน “วันสุดท้าย”

เหมาะกับคนที่อยากให้พ่อแม่มีความสบายใจ
เหมาะกับคนที่ไม่อยากให้ลูกต้องจ่ายค่าใช้จ่ายหลังจากเราจากไป
เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคงระยะยาว

3. Unit-linked / Investment-linked – ความยืดหยุ่นของคนรุ่นใหม่

เหมาะกับคนที่อยากลงทุน
แต่อยากมีความคุ้มครองด้วย
ได้ทั้งลงทุน
ได้ทั้งประกัน

แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยง
เหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคง และเข้าใจตลาด

ฉันไม่ค่อยแนะนำ เพราะมันคือการเอาความเสี่ยงการลงทุนมาพัวพันกับ สิ่งที่คุณอุตส่าห์ตั้งใจทำเพื่อเอาความเสี่ยงในชีวิตออกไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าการลงทุนได้ผลดี มันคือประกันที่ให้เงินเติบโต พร้อมปกป้องครอบครัวไปด้วย

พินัยกรรมคือความชัดเจน

ประกันชีวิตคือความต่อเนื่อง
ทั้งสองอย่างร่วมกัน คือการปกป้องครอบครัวอย่างแท้จริง

น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ฉันเห็นความจริงอีกครั้งว่า
ความรักไม่ช่วยจัดการบัญชีธนาคาร
ความหวังดีไม่ช่วยเปิดบัญชีที่ถูกแช่แข็ง
ความตั้งใจดีไม่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

แต่
การเตรียมตัว
ช่วยได้

พินัยกรรมช่วยจัดสรร
ประกันชีวิตช่วยค้ำยัน
และทั้งสองอย่างช่วยให้คนที่เรารัก “อยู่ต่อ”
โดยไม่ต้องล้มตามไปด้วย

เราทุกคนยังมีเวลาวันนี้
แต่ไม่มีใครรู้ว่ามีวันพรุ่งนี้หรือไม่

ถ้าวันหนึ่งฉันไม่กลับบ้าน
ฉันอยากให้คนที่ฉันรัก
ยังมีบ้านที่ยืนอยู่
ยังมีชีวิตที่เดินต่อ
ยังมีความฝันที่ไม่ต้องดับไปพร้อมฉัน

และนั่นคือเหตุผลที่ฉันเขียนบทนี้
ไม่ใช่เพราะฉันขายอะไร
แต่เพราะฉันเห็นมากพอที่จะพูดความจริงว่า
ไม่มีใครควรต้องมานั่งร้องไห้เรื่องเงิน
ในวันที่เขาเสียคนรักไปแล้ว

ถ้าคุณรักใครบางคน
จงเตรียมไว้วันนี้
เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อคุณจาก
เขาจะ “อยู่ต่อได้อย่างงดงาม”

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดหัวใจกับทุกครอบครัวที่สูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยค่ะคุณ

แอนนาเบล

ที่อยู่

Phetchaburi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ OK Insure by Guyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์