OK Insure by Guy ประกันครบ จบที่ OK

17/07/2026

ลงทุนไว้เป็นล้าน แต่คนข้างหลังอาจแตะเงินไม่ได้ Blind Spot ที่นักลงทุนมักมองข้าม คนที่ตั้งใจอยากให้ อาจไม่มีสิทธิ์เลยแม้แต่บาทเดียว
“ คุณอาจใช้เวลา 20 ปีสร้างพอร์ตลงทุน แต่ไม่เคยใช้เวลา 20 นาทีคิดว่า ถ้าวันหนึ่งไม่อยู่แล้ว เงินก้อนนั้นจะไปถึงใคร”
หลายวันก่อนมีกระทู้หนึ่งในโซเชียลมีเดีย ที่คนแชร์ต่อกันเยอะมาก ชายคนหนึ่งเล่าว่าตัวเองลงทุนกระจายไว้หลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น กองทุน และเงินฝาก แต่ไม่เคยบอกครอบครัวสักคำว่าเงินอยู่ตรงไหนบ้าง
คอมเมนต์ใต้กระทู้ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน"
เรียกว่านี่คือจุดเสี่ยงที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่เผยตัวเลขที่น่าตกใจ ว่า ปัจจุบันคนไทยมีกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อประชากรอยู่เพียง 38-40% เท่านั้น
ที่เหลือกว่าครึ่งไม่มีเส้นทางลัดนี้ ไม่มีการระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ชัดเจน และแทบไม่มีใครทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า คงต้องพึ่งกระบวนการศาลแบบเต็มรูปแบบเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ
พูดง่ายๆ คือเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมของสังคมนักลงทุนไทยเลยก็ว่าได้

[ เทรนด์ที่มาไว แต่ไม่มีใครสอนตอนจบ ]

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนกลายเป็นเรื่องปกติของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเรียนรู้วิธีซื้อหุ้น จัดพอร์ต ทำ DCA กันจนคล่องแคล่ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่แทบไม่มีคอร์สไหนสอนเลย นั่นคือถ้าเราเสียชีวิตขึ้นมา พอร์ตลงทุนที่สร้างมาทั้งชีวิตจะเกิดอะไรขึ้น
เพราะต้องยอมรับว่า คนลงทุนส่วนใหญ่ มักจะกังวลกับความผันผวนของตลาด อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ แต่แทบไม่มีใครนึกถึงความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Estate Risk หรือความเสี่ยงเรื่องการส่งต่อทรัพย์สิน
เมื่อลองถามตัวเองดูตรงๆ ว่า ถ้าเราจากไปพรุ่งนี้ เงินก้อนที่ลงทุนไว้จะไปอยู่ที่ไหน
หลายคนตอบทันทีว่า "ก็ต้องเป็นของครอบครัวอยู่แล้ว" คำตอบนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะในทางกฎหมาย กระบวนการโอนถ่ายทรัพย์สินไม่ได้ง่ายและเร็วอย่างที่คิด
ความจริงที่นักลงทุนหลายคนไม่เคยรู้คือ ญาติของเราเอาใบมรณบัตรไปถอนเงินหรือขายหุ้นแทนเราไม่ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก กองทุนรวม หรือหุ้นในพอร์ต ทุกอย่างต้องรอ "ผู้จัดการมรดก" ที่ศาลแต่งตั้งเสียก่อน ถึงจะไปติดต่อสถาบันการเงินเพื่อปิดบัญชีหรือโอนสินทรัพย์ได้
[ ความจริงทางกฎหมาย กว่าจะได้ผู้จัดการมรดกใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ]

กระบวนการจะเริ่มจากทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาล จากนั้นศาลจะนัดไต่สวนคำร้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน พอไต่สวนเสร็จแล้วต้องรออีกราว 1 เดือนกว่าคำสั่งศาลจะ "ถึงที่สุด" อย่างเป็นทางการ
รวมแล้วบางเคสใช้เวลาเกือบ 3 เดือนกว่าจะเริ่มจัดการทรัพย์สินได้จริง และถ้ามีทายาทคนใดคัดค้านขึ้นมา ระยะเวลาอาจยืดออกไปอีกมาก ระหว่างนั้นพอร์ตการลงทุนของเราแทบจะค้างอยู่แบบนั้น ทำอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดอีกอย่างคือคิดว่าสินทรัพย์ทุกแบบช้าเท่ากันหมด ความจริงแล้วแต่ละประเภทไปคนละเส้นทาง

-เงินฝาก กองทุนรวม และหุ้น ต้องรอผู้จัดการมรดกนำเอกสารไปยื่นปิดบัญชีทุกกรณี

-อสังหาริมทรัพย์ต้องไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดินแยกต่างหากอีกรอบ

-ส่วนประกันชีวิตกลับเป็นข้อยกเว้น เพราะตามกฎหมายเงินสินไหมประกันชีวิตไม่ถือเป็นมรดก หากมีการระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ชัดเจน ผู้รับผลประโยชน์จึงยื่นเรื่องรับเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผู้จัดการมรดกเลย

[ ถ้าไม่มีพินัยกรรม กฎหมายแบ่งให้ใครบ้าง ]

เมื่อไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งตามทายาทโดยธรรมซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ 6 ลำดับ ได้แก่ ผู้สืบสันดานหรือลูก บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอา ส่วนคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องจะได้รับส่วนแบ่งเสมอ เพียงแต่สัดส่วนจะเปลี่ยนไปตามว่ามีทายาทลำดับใดยังมีชีวิตอยู่บ้าง

ตัวอย่าง

ถ้ามีคู่สมรสและลูก 2 คน ทรัพย์มรดกจะแบ่งเท่ากัน 3 ส่วน แต่ถ้ามีคู่สมรส ลูก 2 คน แล้วพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย จะกลายเป็นแบ่งเท่ากัน 5 ส่วน เพราะพ่อแม่ได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรอีกสองคน ส่วนกรณีไม่มีลูก แต่มีคู่สมรสและพ่อแม่ คู่สมรสจะได้ 50% ส่วนอีก 50% แบ่งให้บิดามารดาคนละครึ่ง

ผลกระทบ “คนที่ตั้งใจอยากให้” อาจไม่มีสิทธิ์เลยแม้แต่บาทเดียว

อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าการอัดคลิปวิดีโอหรือบันทึกเสียงสั่งเสียไว้ล่วงหน้าใช้ได้ตามกฎหมาย ความจริงแล้วพินัยกรรมที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายไทยมีเพียง 5 รูปแบบเท่านั้น คือ

-แบบธรรมดา
-แบบเขียนเองทั้งฉบับ
-แบบเอกสารฝ่ายเมือง
-แบบเอกสารลับ
-และแบบวาจาซึ่งใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ

ฉะนั้น คลิปวิดีโอหรือเสียงไม่ถูกนับเป็นพินัยกรรมที่มีผลตามกฎหมายเลย ซึ่งหากไม่มีทายาทโดยธรรมสายใดเหลืออยู่จริงๆ ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินในที่สุด นี่คือความเสี่ยงที่รอทุกคนอยู่โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าพอร์ตจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน

[ ทางออกที่ทำได้จริง ไม่ยากอย่างที่คิด ]

ลิเบอเรเตอร์ แนะว่า วิธีที่ปลอดภัยและทำได้ง่ายที่สุดคือการไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ มีนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเป็นผู้บันทึกและลงนามรับรอง ค่าธรรมเนียมเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีก 3 เรื่องที่ควรทำควบคู่กัน

1.ทำรายการสรุปสินทรัพย์หรือ Asset List เก็บไว้ในที่ที่คนใกล้ชิดเข้าถึงได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่กระจายสินทรัพย์ไว้หลายที่ ทั้งบัญชีธนาคาร บลจ. และโบรกเกอร์ต่างประเทศ ยิ่งพอร์ตลงทุนรวมศูนย์อยู่ในที่เดียวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายต่อการตรวจสอบและจัดการเท่านั้น เพื่อให้ผู้จัดการมรดกไม่ต้องไล่ตามหาว่าเงินกระจัดกระจายอยู่ที่ไหนบ้าง

2.ตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ถูกต้องหรือยัง เพราะเป็นสินทรัพย์เดียวที่ข้ามขั้นตอนศาลได้ทันที

3.ถ้ามีคนที่อยากส่งต่อทรัพย์สินให้นอกเหนือจากทายาทโดยธรรม เช่น ลูกสะใภ้ คนรัก หรือญาติห่างๆ ต้องทำพินัยกรรมระบุชื่อไว้ให้ชัดเจน ไม่งั้นกฎหมายจะไม่มองเห็นคนเหล่านี้เลย

จะเห็นได้ว่า การลงทุนที่ดีไม่ได้จบแค่ตอนพอร์ตโต แต่ต้องรวมไปถึงการวางแผนว่าทรัพย์สินนั้นจะไปถึงมือคนที่เราตั้งใจให้ได้จริงหรือไม่ เริ่มต้นง่ายๆ ได้ 3 ขั้นตอนคือ ทำรายการสรุปสินทรัพย์และหนี้สินเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
ตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ประกัน และไปทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เพราะการลงทุนอย่างเข้าใจ ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงวันที่เราไม่อยู่แล้วด้วย

#การเงินดีชีวิตดี #พอร์ตลงทุน #มรดล #พินัยกรรม #หุ้น #กองทุน #เสียชีวิต #ผู้จัดการมรดก #แนวคิดการลงทุน #เทรนด์ลงทุน

02/07/2026

🙋🏻 คนไทยถือประกันเอกชนไม่ถึง 10% หลายประเทศมีระบบ “ร่วมจ่าย”

เมื่อระบบสุขภาพเจอภาวะเงินเฟ้อ เปิดข้อมูล 11 ประเทศ พบซื้อประกันสุขภาพสัดส่วน 70-95% มีระบบร่วมจ่าย ไทยแทบประเทศเดียวไม่ Co-payment เจาะโมเดลเด่น 8 ประเทศ บริหารความเสี่ยงและผสานสิทธิ์ ”ประกันเอกชน“ จะช่วยหนุนความยั่งยืนของ “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ“ ได้อย่างไร?

ในเวทีสาธารณสุขระดับนานาชาติ ประเทศไทยมักได้รับคำชื่นชมอย่างสูงในฐานะประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper-Middle Income Country) ที่สามารถสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ที่ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว ระบบสุขภาพของไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายระลอกใหม่ ทั้งปัญหาการเข้าถึงยานวัตกรรมที่มีราคาสูง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาของ 3 กองทุนหลัก (สิทธิข้าราชการ, บัตรทอง, ประกันสังคม) และวิกฤตข้อจำกัดด้านงบประมาณ (Budget Constraint) ในภาวะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.ภญ.ภูรี อนันโชติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอผลงานวิจัยฉบับล่าสุด ผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างรวดเร็ว (Rapid Review) ใน 11 ประเทศทั่วโลก เพื่อศึกษาบทบาทของ “ประกันสุขภาพเอกชน” (Private Health Insurance: PHI) ในประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐที่แข็งแกร่ง เพื่อหาแนวทางและโจทย์ข้อใหญ่ว่า “ในวันที่งบประมาณภาครัฐมีจำกัด ประกันเอกชนจะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนร่วมกับภาคการแพทย์ของรัฐได้อย่างไร?”

หมายเหตุความโปร่งใสของงานวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนเบื้องต้นจากบริษัท Novartis ในส่วนของทุนการศึกษา อย่างไรก็ตาม กระบวนการวิจัยทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผน การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ตลอดจนการสรุปผล ดำเนินการโดยทีมวิจัยอย่างเป็นอิสระ โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ จากบริษัทผู้ให้ทุน

◤ เปิดสถิติต่างประเทศ เม็ดเงินสาธารณสุข และสัดส่วนการคุ้มครอง

จากการศึกษาเปรียบเทียบ 11 ประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศรายได้สูง ร่วมกับประเทศจีนและไทย) พบว่าเกือบทุกประเทศมีสัดส่วนประชากรที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐ (Public Coverage) สูงเกินกว่า 95% ไปจนถึง 100% แต่มีโครงสร้างทางการเงินและภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นว่าประเทศรายได้สูงอย่างฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา ใช้งบด้านสุขภาพคิดเป็นประมาณ 9-11% ของ GDP และมีประชาชนถือประกันสุขภาพเอกชนในสัดส่วนสูง เช่น ฝรั่งเศส 95% แคนาดา 77% และญี่ปุ่นราว 70-75%

ขณะที่สิงคโปร์ แม้รัฐใช้งบด้านสุขภาพเพียง 4% ของ GDP แต่ประชาชนมีบทบาทร่วมจ่ายและออมเงินเพื่อสุขภาพ ทำให้มีผู้ถือประกันเอกชนราว 70% เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการรักษา

ส่วนจีน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้จ่ายด้านสุขภาพราว 7% ของ GDP โดยตลาดประกันสุขภาพเอกชนเติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 7,800 ดอลลาร์สหรัฐ ใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียง 3.8% ของ GDP และมีผู้ถือประกันสุขภาพเอกชน ไม่ถึง 10% ของประชากร หรือคิดเป็นกรมธรรม์ราว 12 ล้านฉบับ สะท้อนว่าตลาดประกันสุขภาพไทยยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แม้ระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐจะครอบคลุมประชาชนเกือบทั้งหมดก็ตาม

◤ ทั่วโลกล้วน "ร่วมจ่าย" (Co-payment) ยกเว้นไทย

จากการรีวิวภาพรวม พบความจริงที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยแทบจะเป็นประเทศเดียวในกลุ่มที่ศึกษาที่ไม่มีระบบให้ประชาชนร่วมจ่าย (Co-payment) ณ จุดบริการ ขณะที่ประเทศที่มีระบบสาธารณสุขระดับโลกอย่างฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน ล้วนกำหนดให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมจ่ายในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) หรือค่ายา

ระบบการร่วมจ่ายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "ความรับผิดชอบด้านสุขภาพร่วมกัน" (Health Responsibility) โดยรัฐจะมีระบบเพดานคุ้มครอง (Safety Net) เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนล้มละลายจากการรักษาพยาบาล แต่โครงสร้างนี้เองที่ทำให้เกิด "ช่องว่าง" ที่เปิดโอกาสให้ประกันสุขภาพเอกชนเข้ามามีบทบาทใน 3 รูปแบบหลัก

1. Complementary (ประกันเสริมเติมเต็ม): เข้ามาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนร่วมจ่าย (Cost Sharing) หรือค่ายาที่รัฐไม่ครอบคลุม

2. Supplementary (ประกันทดแทน/เร่งความเร็ว): เข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้นในประเทศที่ระบบรัฐมีคิวยาวมาก (เช่น สหราชอาณาจักร)

3. Primary / Opt-out (ประกันหลักทดแทนรัฐ): สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่เลือกไม่ใช้บริการของรัฐเลย แล้วหันมาใช้สิทธิ์ประกันเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ (คล้ายกลุ่มคนมีกำลังซื้อในไทย)

เจาะโมเดลเด่น 8 ประเทศ บริหารความเสี่ยงและผสานสิทธิ์

1. ออสเตรเลีย: มาตรการจูงใจคนรวย คนอายุน้อยให้ซื้อประกัน

ออสเตรเลียใช้ระบบสิทธิ์ถ้วนหน้าเรียกว่า Medicare รัฐพยายามผลักดันให้คนซื้อประกันเอกชนเพิ่ม (Hospital Cover) เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ผ่านกลไกที่น่าสนใจ

-Risk Equalization: รัฐตั้งหน่วยงานกลางมาเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเงินตอนสิ้นปี หากบริษัทประกันรายใดรับลูกค้ากลุ่มเสี่ยงหรือผู้สูงอายุไว้มาก จะได้รับเงินเฉลี่ยความเสี่ยงคืน ทำให้บริษัทประกันไม่ปฏิเสธผู้สูงอายุ
-Community Rate: บังคับคิดเบี้ยประกันราคาเดียวกันในแต่ละแผน ไม่ว่าจะป่วยหรือแข็งแรง
-มาตรการภาษีแบบไม้อ่อน-ไม้แข็ง: ซื้อประกันสุขภาพก่อนอายุ 31 ปี จะได้เบี้ยราคาถูก หากซื้อหลังจากนั้นเบี้ยจะเพิ่มขึ้นปีละ 2% (Lifetime Health Cover) และหากเป็นคนรวยแต่ไม่ยอมซื้อประกันเอกชน รัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น (Medicare Levy Surcharge)

2. แคนาดา: เน้นความเท่าเทียม ห้ามเอกชนขายทับซ้อนรัฐ

แคนาดาให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม (Equity) อย่างเคร่งครัด กฎหมายสั่ง ห้ามประกันเอกชนเสนอขายผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกับบริการที่ Medicare ของรัฐให้สิทธิ์อยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบบการรักษาแบบสองมาตรฐาน (Two-Tier System) และป้องกันไม่ให้แพทย์สมองไหลออกไปภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม รัฐบังคับโดยกฎหมายให้นายจ้างต้องจัดหาประกันเอกชนเสริมเพื่ออุดช่องว่างค่าบริการผู้ป่วยนอกและค่ายานอกโรงพยาบาล ส่งผลให้ประชากรถึง 77% มีประกันเอกชน

3. ฝรั่งเศส: โมเดลรัฐ-เอกชนสมานฉันท์ ผูกสมาร์ทการ์ดใบเดียว

เป็นประเทศที่สร้างความประทับใจให้ทีมวิจัยมากที่สุด ระบบของฝรั่งเศสเป็นแบบสวัสดิการสังคมที่บังคับให้นายจ้างซื้อประกันสุขภาพให้ลูกจ้าง โดยบริษัทประกันส่วนใหญ่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Not-for-profit)

-HAS (Health Authority): หน่วยงานประเมินความคุ้มค่าคล้าย HITAP ของไทย ทำหน้าที่กำหนดชัดเจนว่า ยาหรือการรักษาประเภทใดรัฐจ่าย 100% ประเภทใดต้องร่วมจ่าย และประเภทใดที่รัฐจะไม่จ่ายแต่ "แนะนำให้ประกันเอกชนเป็นผู้จ่ายแทน"
-Carte Vitale (Smart Card): นวัตกรรมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐ เอกชน และโรงพยาบาล แม้ผู้ป่วยจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ระบบไอทีจะคำนวณสิทธิ์และคืนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ป่วยโดยอัตโนมัติภายใน 2-3 วัน

4. สหราชอาณาจักร (UK) และ อิตาลี: ระบบรัฐเดี่ยวที่เน้นความเร็ว

-UK: ระบบ NHS เป็นระบบใหญ่คิวยาวมาก ประกันเอกชนในอังกฤษจึงมีลักษณะเฉพาะคือ Selective Coverage เน้นจ่ายเพื่อซ่อมแซมโรคเฉียบพลัน (Acute) หรือจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยเพื่อลัดคิวให้เร็วขึ้น เมื่อตรวจเสร็จก็นำผลกลับมารักษาต่อในระบบ NHS ปัจจุบันคนถือประกันเอกชนน้อยเพียง 13-15% เนื่องจากรัฐเก็บภาษีซ้ำซ้อนหากบริษัทให้ประกันแก่พนักงาน
-อิตาลี: เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยรุนแรงที่สุดในยุโรปและภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ แต่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนประกันเอกชนเพิ่ม ทว่าใช้วิธี จัดเก็บภาษีจากภาคการเงินและบริษัทประกันเพิ่มขึ้น แล้วนำเม็ดเงินนั้นมาเติมหมุนเวียนในระบบสุขภาพของรัฐแทน

5. ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้: ระบบร่วมจ่ายเคร่งครัดและการคุมราคา

ญี่ปุ่น: ประชาชนต้องร่วมจ่าย 10-30% ตามช่วงอายุ กฎหมายญี่ปุ่น ห้ามผสมผสานการรักษา (No Mix Medical Care) หากผู้ป่วยเลือกใช้ยานอกบัญชีของรัฐแม้เพียงรายการเดียว จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลในครั้งนั้นเองทั้งหมด 100% ประกันเอกชนในญี่ปุ่นจึงออกแบบมาในลักษณะ จ่ายเงินก้อน (Lump Sum) เพื่อให้ประชาชนนำเงินไปบริหารค่าร่วมจ่าย 30% นั้นเอง นอกจากนี้ยังมีระบบ Myna Health Insurance Card ช่วยเชื่อมข้อมูลป้องกันการเบิกซ้ำซ้อน

เกาหลีใต้: มีระบบประกันเอกชนที่เข้ามาช่วยอุ้มค่าร่วมจ่ายในรูปแบบผลประโยชน์มาตรฐาน (Standardized Benefit) ทำให้บริษัทประกันแข่งกันที่บริการและความเร็วในการคืนเงิน นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้ระบบไอทีดึงข้อมูลราคากลางมาวิเคราะห์ควบคุมอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ และมอบหมายบทบาทให้บริษัทประกันทำหน้าที่เป็น Case Manager คอยติดตามสุขภาพประชาชนผ่านแอปพลิเคชันและ Smart Watch

6. สิงคโปร์: ยึดหลัก "ออมเงินตัวเอง" ก่อนพึ่งพารัฐ

สิงคโปร์ใช้ระบบที่เน้นการพึ่งพาตนเองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund) ภายใต้กรอบ 3M:
-Medisave: บัญชีออมเงินสุขภาพส่วนบุคคล (และครอบครัว) เป็นด่านแรกที่ต้องควักจ่าย
-MediShield Life: ประกันภัยของรัฐสำหรับโรคร้ายแรง/ค่าใช้จ่ายสูง โดยประชาชนต้องจ่ายเบี้ยประกัน (หักจาก Medisave ได้) แต่ครอบคลุมเฉพาะโรงพยาบาลรัฐห้องธรรมดาแบบพัดลมเท่านั้น
-Medifund: กองทุนรัฐด่านสุดท้ายสำหรับคนยากจนจริงๆ
-Integrated Shield Plan (IP): หากประชาชนต้องการนอนห้องแอร์ หรือเลือกแพทย์เอง ต้องซื้อประกันเอกชนเพิ่มเติมเพื่ออัปเกรดความสะดวกสบาย ซึ่งมีประชากรซื้อสูงถึง 70%

7. ไต้หวัน: คลังข้อมูลทรงพลัง "My Health Bank"

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไต้หวันโดดเด่นด้วยระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ประชาชนสามารถดูประวัติการรักษาพยาบาลย้อนหลัง 3 ปีได้ผ่านแอปพลิเคชัน My Health Bank ความล้ำสมัยคือ เมื่อประชาชนต้องการซื้อประกันเอกชน สามารถกดกดยินยอม (Consent) ให้บริษัทประกันเข้าถึงข้อมูลสุขภาพนี้ได้ทันที ทำให้บริษัทประกันไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งลูกค้าไปตรวจร่างกาย

เมื่อภาครัฐพยายามบีบอัดงบประมาณและจำกัดสิทธิ์การรักษาบางประเภท (Cost Containment) ประชาชนเกิดความกังวล จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้หันไปซื้อประกันเอกชนเพิ่มขึ้นเอง

8. จีน: ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ "1 + 3 + N" รับมือ 1,400 ล้านคน

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Healthy China 2030 ประเทศจีนบูรณาการเรื่องสุขภาพเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจทุกมิติ เนื่องจากรู้ตัวว่ารัฐไม่สามารถแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลและการเข้ามาของยานวัตกรรมราคาสูงได้ไหว จึงวางโครงสร้างเป็น 1 + 3 + N :

1 คือ ระบบไอทีโครงสร้างพื้นฐาน: เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบแอปพลิเคชันอย่าง Alipay หรือ WeChat สแกนจ่ายและตัดสิทธิ์กองทุนข้ามมณฑลได้ทันทีในไม่กี่วินาที

3 คือ ระบบหลักประกัน 3 ชั้น: ประกอบด้วย
-ประกันสุขภาพพื้นฐาน (BMI)
-รัฐเจียดเงินไปซื้อประกันภัยโรคร้ายแรง (Catastrophic Insurance) จากเอกชนมาให้ประชาชนเพิ่ม
-กองทุนช่วยเหลือสังคมสำหรับคนยากจน (Medical Assistance)

N คือ ผลิตภัณฑ์ประกันเอกชนพาณิชย์: เช่น Million Yuan Medical Insurance (ประกันเบี้ยถูกแต่มีค่าเสียหายส่วนแรกสูง เหมาะกับชนชั้นกลาง) และ Hui Min Bao (ประกันสุขภาพเฉพาะเมือง เป็นโครงการร่วมทุนรัฐ-เอกชนที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวซื้อได้ โดยรัฐช่วยสนับสนุนค่าเบี้ยบางส่วน)

◤ บทสรุปเชิงนโยบาย ทางเลือกและทางรอดของไทย

รศ.ภญ.ภูรี ทิ้งท้ายว่า จากการศึกษาทั้ง 11 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ใช้ได้กับทุกประเทศ เนื่องจากแต่ละแห่งมีบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เป็นแนวคิดร่วม (Common Themes) ที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาปรับใช้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและประกันเอกชน มีดังนี้

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (IT Infrastructure) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และช่วยให้การพิจารณาสิทธิ์ประกันภัยรวดเร็วขึ้นเหมือนฝรั่งเศสและไต้หวัน

การสร้างมาตรการจูงใจและบทลงโทษทางภาษี (Government Incentives) กระตุ้นให้กลุ่มคนอายุน้อยหรือผู้มีกำลังซื้อเข้าสู่ระบบประกันเอกชนเร็วขึ้น เพื่อแชร์ความเสี่ยงทางการเงินตั้งแต่วันที่สุขภาพยังแข็งแรง

การออกแบบกองทุนเฉลี่ยความเสี่ยง (Risk Equalization. เพื่อไม่ให้บริษัทประกันปฏิเสธกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว (Pre-existing Condition) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมสูงวัยของไทยปัจจุบัน

"โจทย์ในอนาคตไม่ใช่การเลือกว่าจะใช้ระบบรัฐหรือเอกชน แต่คือการหาจุดสมดุลว่า ทั้งสองระบบจะเข้ามาสอดประสานและทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยยังคงตั้งอยู่ได้อย่างยืนยงและเป็นธรรมกับประชาชนทุกกลุ่ม" รศ.ภญ.จูรี กล่าว

#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข

01/07/2026

📊 ประกันชู AI-ฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ หวังลดเคลมเกินจำเป็น หยุดค่ารักษาพุ่งทั้งระบบ (ตอน จบ)

■ ภาคธุรกิจประกันย้ำ การแก้ปัญหา Medical Inflation ต้องลดต้นทุนระบบสุขภาพ ไม่ใช่ผลักภาระด้วยการขึ้นเบี้ยประกัน เพราะสุดท้ายประชาชนอาจเข้าถึงประกันได้น้อยลง

■ ส่งผู้ป่วยสิทธิประกันเอกชน เข้ารักษา รพ.รัฐ ผ่าน “พรีเมียมคลินิก” กำลังผลักดันความร่วมมือระหว่าง “กระทรวงสาธารณสุข” กับ “บริษัทประกัน“

■ เสนอเชื่อมข้อมูลสุขภาพจากทุกกองทุนและทุกโรงพยาบาล ใช้ AI วิเคราะห์ Big Data คาดการณ์ภาระโรค ตรวจจับการเคลมผิดปกติ และช่วยวางแผนงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ

■ เร่งลด Fraud, Waste & Abuse ลดการรักษาและนอนโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น พร้อมส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ลดค่ารักษาพยาบาลทั้งระบบ

________

“Medical Inflation” หรือเงินเฟ้อด้านการแพทย์ กำลังเป็นแรงกดดันต่อทั้งระบบสุขภาพไทย คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ประเทศไทยจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร

สำหรับ “ภาคธุรกิจประกันชีวิต” คำตอบไม่ใช่การขึ้นเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับโครงสร้างระบบสุขภาพทั้งประเทศ ตั้งแต่การใช้ข้อมูลร่วมกัน การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพและใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

◤ “ขึ้นเบี้ยประกัน” คือทางเลือกสุดท้าย

นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ย้ำว่า หากปล่อยให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทประกันก็จำเป็นต้องขอปรับเบี้ยประกันตามต้นทุนที่แท้จริง

แต่หากเบี้ยประกันแพงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งอาจตัดสินใจยกเลิกความคุ้มครอง ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจลดลง

ดังนั้น เป้าหมายของภาคประกันจึงไม่ใช่การผลักภาระไปยังผู้เอาประกัน แต่คือการทำให้ต้นทุนของระบบสุขภาพเติบโตช้าลง

“ถ้าควบคุม Medical Inflation ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นเบี้ยเร็ว และระบบจะยั่งยืนมากกว่า”

◤ AI จะเป็นอาวุธใหม่ของระบบประกัน

หนึ่งในเครื่องมือที่สมาคมประกันชีวิตไทยมองว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ คือ AI ที่ผ่านมา บริษัทประกันต้องใช้บุคลากรจำนวนมากตรวจสอบเอกสารการรักษา วิเคราะห์การเคลม และประเมินความเสี่ยงของผู้เอาประกัน

ในอนาคต AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการเจ็บป่วย ประเมินการใช้บริการล่วงหน้า และช่วยตรวจจับความผิดปกติของการเบิกค่ารักษาได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ AI ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทประกัน ทั้งการประมวลผลข้อมูล การอนุมัติสินไหม และการจัดการเอกสาร ซึ่งหากต้นทุนการบริหารลดลง ก็อาจช่วยชะลอแรงกดดันในการปรับขึ้นเบี้ยประกันได้ในระยะยาว

◤ ข้อเสนอใหญ่ ประเทศไทยควรมีฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอที่ได้รับการเน้นย้ำมากที่สุด คือ การจัดตั้งฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ หรือ National Health Insurance Bureau

แนวคิดดังกล่าว คือการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาพยาบาลจากทุกระบบ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน กองทุนสุขภาพ และบริษัทประกัน มาอยู่บนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน

หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ ประเทศจะมองเห็นภาพรวมของการใช้บริการสุขภาพอย่างแท้จริง เช่น

• โรคใดกำลังเพิ่มขึ้น
• งบประมาณด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นเท่าใดในอนาคต
• พื้นที่ใดมีภาระโรคสูง
• ยาและเวชภัณฑ์ชนิดใดถูกใช้มากผิดปกติ

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนวางแผนรับมือได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

◤ ปราบ Fraud-Waste-Abuse ด้วยข้อมูลเดียวกัน

อีกประเด็นที่ภาคประกันให้ความสำคัญ คือ การลดความสูญเปล่าในระบบสุขภาพ หรือที่เรียกว่า Fraud, Waste and Abuse (FWA)

นุสรา ระบุว่า หากทุกหน่วยงานใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน จะสามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ง่ายขึ้น เช่น
• ผู้ป่วยรายหนึ่งได้รับยาซ้ำจากหลายแห่งหรือไม่
• ปริมาณยาที่เบิกมีความเหมาะสมกับโรคหรือไม่
• มีการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์เกินความจำเป็นหรือไม่

เป้าหมายไม่ใช่การปฏิเสธการรักษา แต่เพื่อให้ทรัพยากรด้านสุขภาพถูกใช้กับผู้ที่จำเป็นจริง ลดการสูญเสียงบประมาณของทั้งรัฐและเอกชน

◤ ลดการนอนโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็น

ภาคธุรกิจประกันยังมองว่า การลดค่าใช้จ่ายต้องเริ่มจากการใช้บริการทางการแพทย์ให้เหมาะสม

ที่ผ่านมา บริษัทประกันพบว่ามีผู้เอาประกันบางส่วนเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) จากอาการเจ็บป่วยทั่วไป ซึ่งในหลายกรณีอาจรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้

จึงมีการนำระบบ Copayment มาใช้กับกรมธรรม์สุขภาพรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หากมีการนอนโรงพยาบาลจากโรคทั่วไปบ่อยครั้งจนเข้าเงื่อนไขที่กำหนด

สมาคมประกันชีวิตไทยระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายลงโทษผู้ป่วย แต่ต้องการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และลดภาระค่าใช้จ่ายที่ตกกับผู้เอาประกันส่วนใหญ่

◤ ส่งผู้ป่วยประกันเข้ารักษา รพ.รัฐ ผ่าน “พรีเมียมคลินิก”

อีกแนวคิดที่กำลังเดินหน้า คือ ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับภาคธุรกิจประกัน

ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความร่วมมือกับโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง เพื่อเปิดทางให้ผู้ถือประกันสุขภาพสามารถเข้ารับบริการในโรงพยาบาลของรัฐได้มากขึ้น ผ่านคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ และระบบราคามาตรฐาน

ภาคประกันมองว่า หากโรงพยาบาลรัฐสามารถให้บริการได้รวดเร็ว มีระบบเบิกจ่ายที่ชัดเจน และสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับบริษัทประกันได้ ก็จะช่วยกระจายผู้ป่วย ลดความแออัดของโรงพยาบาลเอกชน และสร้างทางเลือกใหม่ให้ประชาชน

◤ เปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” เป็น “ลงทุนก่อนป่วย”

หลายบริษัทเริ่มใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ แอปพลิเคชันติดตามการออกกำลังกาย การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ รวมถึงการใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการง่าย ๆ ว่า หากประชาชนมีสุขภาพดี จำนวนการเจ็บป่วยก็จะลดลง ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็จะลดลงตาม และทุกฝ่ายในระบบก็ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

◤ โจทย์ใหญ่ คืออนาคตของระบบสุขภาพไทย

แม้ข้อเสนอจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่สิ่งที่ภาคประกันต้องการสื่อ คือ การแก้ปัญหา Medical Inflation ไม่อาจอาศัยการขึ้นเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียว

หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของทุกกองทุน ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น และหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ก็อาจช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งระบบ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้จ่ายจะเป็นรัฐ นายจ้าง บริษัทประกัน หรือประชาชนเอง เม็ดเงินที่ใช้รักษาพยาบาลล้วนมาจากทรัพยากรของประเทศทั้งสิ้น และการทำให้ทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด จึงอาจเป็นคำตอบสำคัญของความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยในอนาคต.

#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข

29/06/2026

🩺 เงินเฟ้อการแพทย์ พุ่ง บริษัทประกันขาดทุน เตือนคนไทยอาจซื้อประกันไม่ไหว (ตอน 1)

■ บัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และประกันสุขภาพเอกชน ต่างเผชิญต้นทุนรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นโจทย์ด้านความยั่งยืนของทั้งระบบ

■ ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นราว 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่อยู่เพียง 2-3% จากสังคมสูงวัย โรค NCD และเทคโนโลยีการรักษาที่มีต้นทุนสูง

■ ภาคธุรกิจประกันเตือนว่า หากต้นทุนยังพุ่งต่อเนื่อง ผู้บริโภคอาจรับภาระเบี้ยประกันไม่ไหวและออกจากระบบ ขณะที่ภาระจะย้อนกลับไปยังระบบสุขภาพของรัฐ จึงต้องเร่งหามาตรการควบคุมต้นทุนทั้งระบบ

_____

ค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ไม่ได้สร้างแรงกดดันเฉพาะประชาชนที่ต้องควักเงินจ่าย แต่เขย่าความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยทั้งระบบ ตั้งแต่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ไปจนถึงธุรกิจ “ประกันสุขภาพเอกชน”

สัญญาณเตือนจาก “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย สะท้อนบนเวที Thailand’s Healthcare policy forum ครั้งที่ 2 โดยชี้ว่า แม้ทั้ง 4 ระบบจะมีโครงสร้างการเงินแตกต่างกัน แต่กำลังเผชิญ “โจทย์เดียวกัน” คือ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าศักยภาพของระบบที่จะรองรับ

◤ 4 เสาหลักสุขภาพไทย กำลังเจอความท้าทายเดียวกัน

นุสรา อธิบายว่า ประเทศไทยมีระบบคุ้มครองสุขภาพที่ถือว่าแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงบริการผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่

• หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง
• กองทุนประกันสังคม
• สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
• ประกันสุขภาพภาคเอกชน

แต่ทุกระบบกำลังเผชิญแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน คือ งบประมาณด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ขณะที่จำนวนผู้ป่วยและต้นทุนการรักษาเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ

“ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือประกันสุขภาพเอกชน ต่างก็ต้องหาคำตอบเดียวกันว่าจะทำอย่างไรให้ระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

◤ Medical Inflationโตเร็วกว่าเงินเฟ้อหลายเท่า

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุน คือ “Medical Inflation” หรืออัตราเงินเฟ้อด้านการแพทย์

ข้อมูลที่สมาคมประกันชีวิตไทยอ้างอิง ระบุว่า ในปี 2567 ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของไทยเพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก โดยเคยมีการคาดการณ์ว่าจะสูงถึงประมาณ 15% แม้ตัวเลขจริงจะลดลงมาอยู่ราว 10.8% แต่ก็ยังสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศที่อยู่เพียงประมาณ 2-3% หลายเท่าตัว

นั่นหมายความว่า ทุกปีค่ารักษาพยาบาลกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ

◤ สังคมสูงวัย-โรคเรื้อรัง ดันค่ารักษาพุ่ง

สาเหตุไม่ได้มาจากราคายาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ กลายเป็นภาระด้านสุขภาพของประชากรจำนวนมาก

นุสรา ยกตัวอย่างว่า แม้หลายคนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง แต่กลับไม่มองว่าตัวเองป่วย จึงไม่รับประทานยาและไม่ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาในระยะที่โรครุนแรงขึ้น ต้นทุนการรักษาจึงสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า

◤ นวัตกรรมช่วยรักษาชีวิต แต่ต้นทุนก็สูงขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารุ่นใหม่ การรักษาแบบมุ่งเป้า การรักษาด้วยโปรตอน หรือเทคโนโลยีวินิจฉัยสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนสูง และกลายเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ จึงเกิดสถานการณ์ที่ “ยิ่งรักษาได้ดี ระบบก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้น”

◤ บริษัทประกันเริ่มเผชิญโจทย์หนัก

แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะกับภาครัฐ แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันสุขภาพ “นุสรา” ระบุว่า หลังสำนักงาน คปภ. ปรับมาตรฐานกรมธรรม์สุขภาพ (New Health Standard) ตั้งแต่ปี 2564 บริษัทประกันต้องรับประกันต่อเนื่องตลอดอายุกรมธรรม์หลัก ไม่สามารถยกเลิกสัญญาเพียงเพราะผู้เอาประกันเริ่มป่วยเหมือนในอดีต

แม้มาตรการดังกล่าวช่วยคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้บริษัทประกันต้องรับความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อประกอบกับ Medical Inflation ที่เติบโตในระดับเลขสองหลัก ทำให้หลายบริษัทเริ่มประเมินว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหม (Loss Ratio) สูงขึ้นจนเข้าใกล้ระดับขาดทุน

◤ ขึ้นเบี้ย…ก็ไม่ใช่คำตอบ

แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่การปรับขึ้นเบี้ยประกันก็ไม่ใช่เรื่องที่บริษัททำได้โดยอิสระ

ทุกครั้งที่บริษัทต้องการขึ้นเบี้ย จะต้องนำข้อมูลต้นทุนและสถิติการเคลมเสนอให้สำนักงาน คปภ. พิจารณา ซึ่งมีหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับความมั่นคงของธุรกิจประกัน

นุสรา ยอมรับว่า หากขึ้นเบี้ยมากเกินไป ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอาจตัดสินใจยกเลิกกรมธรรม์ เพราะรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ คนไทยอาจเข้าถึงประกันสุขภาพภาคสมัครใจได้น้อยลง ขณะที่ภาระจะย้อนกลับไปยังระบบสุขภาพของรัฐมากขึ้น

◤ วิกฤตของประกัน คือสัญญาณเตือนของทั้งระบบ

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของธุรกิจประกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของทุกภาคส่วน

หากไม่สามารถควบคุมการเติบโตของค่ารักษาพยาบาลได้ รัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่บริษัทประกันก็จำเป็นต้องขอปรับเบี้ยตามต้นทุนที่สูงขึ้น

สุดท้าย ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจไม่ใช่บริษัทประกันหรือหน่วยงานของรัฐ แต่คือประชาชนที่ต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลและค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงที่จะเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้ยากกว่าเดิม

และนั่นคือเหตุผลที่คำว่า “Medical Inflation” ไม่ใช่เพียงศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป หากแต่เป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย ที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันหาทางออก ก่อนที่ภาระด้านสุขภาพจะกลายเป็นภาระของทั้งประเทศในอนาคต

ติดตามต่อตอนที่ 2 หลังจากส่งสัญญาณเตือนว่า “Medical Inflation” หรือเงินเฟ้อด้านการแพทย์ กำลังเป็นแรงกดดันต่อทั้งระบบสุขภาพไทย “ประกันสุขภาพเอกชน” จะรับมืออย่างไร.

#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข

02/06/2026
20/02/2026
22/12/2025

5 เทคนิคเลือกซื้อประกันสุขภาพ

💰 คุ้มครองให้พอ

อันดับแรกต้องดูว่าค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เราใช้อยู่ประจำหรือโรงพยาบาลใกล้ๆบ้านนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วมาดูแบบประกันที่มีความคุ้มครองให้เพียงพอ แต่หากต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นเพื่อรองรับในส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงๆ เช่น ค่าผ่าตัด ค่ายาที่นับวันก็จะแพงขึ้นตลอดเวลา ก็สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม อาจเป็นประเภทค่ารักษาเหมาจ่ายซึ่งจะเพิ่มวงเงินคุ้มครองขึ้นอีกเยอะทีเดียว เพราะโรคบางโรค โรงพยาบาลที่เราใช้บริการประจำก็อาจรับมือไม่ไหว ก็ต้องเปลี่ยนไปโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือครบ แพทย์เก่งๆ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือค่ารักษาที่แพงขึ้นครับ

🗓️ คุ้มครองให้นาน

ถ้าถามว่า...เราอยากมีความคุ้มครองสุขภาพไปนานแค่ไหน? เกือบทุกคนจะตอบว่า “นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จึงควรซื้อพ่วงกับประกันหลักที่เป็นแบบตลอดชีพ ถ้าจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องทุกปี ความคุ้มครองสุขภาพก็จะยาวไปจนถึงระยะเวลาที่ไม่สามารถต่ออายุประกันสุขภาพได้อีก อาจเป็นตอนอายุ 80-99 ปี แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน

🦠 คุ้มครองให้ครบ

นอกจากการเจ็บป่วยทั่วๆไปแล้ว เรายังต้องเตรียมรับมือกับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ ด้วย โรคเหล่านี้สามารถเป็นกันได้ทุกคน สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับโรคร้าย คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แพงมาก ความคุ้มครองที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ ก็ควรซื้อประกันโรคร้ายแรงเอาไว้ด้วย เอาไว้มาช่วยค่ารักษาที่ประกันสุขภาพอื่นๆคุ้มครองไม่พอ

📈 คุ้มครองถึงอนาคต

มีใครเคยเห็นค่ารักษาพยาบาลปีไหนถูกลงบัางไหมครับ? มันมีแต่จะแพงขึ้นทุกปีๆ ประกันสุขภาพที่เคยซื้อไว้ก็อาจคุ้มครองไม่ไหวเสียแล้ว เช่นกันครับ ประกันสุขภาพที่เราซื้อด้วยความคุ้มครองที่แค่เพียงพอในวันนี้ก็คงไม่สามารถคุ้มครองค่ารักษาที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแน่นอน ฉะนั้น เราควรทำการทบทวนความคุ้มครองเป็นระยะเทียบกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นว่ายังเพียงพอหรือไม่ อาจจะมีการซื้อเพิ่มเป็นระยะๆในขณะที่สุขภาพยังแข็งแรงอยู่

💊 คุ้มครอง Long-term Health Care

นี่จะถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในความคุ้มครองสุขภาพของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ การทำประกันสุขภาพแบบ Long-term Health Care ด้วย Unit-linked ได้รับความสนใจมากขึ้นในยุคนี้ ความคุ้มครองแทบจะไม่ต่างจากประกันสุขภาพทั่วไป แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่เบี้ยประกันหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆแล้วจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม ทำให้ “มีโอกาส” ที่เงินในกองทุนจะเติบโตแซงเบี้ยประกันที่จ่ายไป และเมื่อกองทุนมีมูลค่าเพียงพอก็สามารถใช้เงินในหน่วยลงทุนที่มีอยู่มาจ่ายเบี้ยประกันโดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ทำให้ “มีโอกาส” จ่ายเบี้ยสั้นแต่คุ้มครองยาวได้

ถ้ามีได้ตามนี้ก็ถือว่าครบแล้วครับ และควรรีบทำทันที เพราะหากสุขภาพเปลี่ยนไปอาจไม่มีบริษัทประกันไหนยอมคุ้มครองเลย สุดท้ายเราก็จะต้องรับประกันสุขภาพของตัวเองด้วยเงินของตัวเองครับ

พัชภัคกร สุรรัตน์
นักวางแผนการเงิน FChFP, ChLP


#ประกันสุขภาพ

ที่อยู่

Phetchaburi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ OK Insure by Guyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์