30/03/2026
ผมขอยกเรื่องนี้มาพูดอีกรอบแบบมีสาระ.. เรื่องคำไทยอังกฤษคำ.. ใช้คำอังกฤษแทนภาษาไทย… ทำไมผมสนับสนุนให้คนที่คิดจะลงทุน.. มีความเข้าใจภาษาอังกฤษดี (หรือถ้าลงทุนหุ้นประเทศอื่น ก็ควรเรียนรู้ภาษาประเทศนั้นๆ ด้วย… เช่น จีน.. เกาหลีใต้…) ซึ่งในมุมมองของผมเรื่องนี้ปัญหาจริงไม่ใช่『ภาษา』ครับ.. มันคือ information asymmetry.. (บอกไว้ก่อน post นี้ผมจะประชด ใช้ภาษาอังกฤษแทรกลงไปมากกว่าปกติอีก 😆😂🤣)
25 ปีที่ผมลงทุนใน financial market ที่ผ่านมา.. ผมอ่าน primary source ตรงๆ ครับ.. ไม่ว่าจะเป็น Fed minutes, SEC filing, earnings call transcript..
สิ่งที่ผมเห็นตลอด เห็นซ้ำๆ คือ..
ตอนที่ข่าวออกมาเป็นภาษาไทย ตลาดมัน price in ไปแล้วครับ.. ไม่ใช่เพราะใครฉลาดกว่าใคร แต่เพราะข้อมูลข่าวสารมันไม่รอการแปล..
Stiglitz เจ้าของรางวัล Nobel Economics สาย information asymmetry และ Grossman ผู้ร่วมเขียน paper classic ด้วยกัน อธิบายไว้ว่า..
ในตลาดที่มี informed กับ uninformed investors อยู่ด้วยกัน.. คนที่ access ข้อมูลผ่าน intermediary มากกว่า จะถูก price out จากโอกาสที่ดีที่สุดอยู่ดี..
ไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่เป็น structural disadvantage ที่ built-in อยู่ในระบบ..
และจริงๆ มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนลงทุนหุ้นต่างประเทศครับ.. บริษัทใน SET ที่ revenue มาจาก export, expose กับ USD/THB, หรือ depend on global commodity cycle.. ล้วน price in ด้วย global information อยู่แล้ว..
งบการเงินภาษาไทยบอกได้แค่ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว.. แต่ Fed minutes, IMF outlook, global supply chain data บอกว่า กำลังจะเกิดอะไร.. ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ตลาด price in อยู่ครับ..
Hayek นักเศรษฐศาสตร์ขั้วตรงข้าม Stiglitz แต่ได้ Nobel เหมือนกัน.. ได้พูดใน 「The Use of Knowledge in Society」ว่า…ข้อมูลในตลาดมันกระจายตัวในรูปแบบที่ไม่มีใคร aggregate ได้สมบูรณ์..
ทุกครั้งที่รับข้อมูลผ่านคนกลาง คุณไม่ได้แค่ช้ากว่า.. คุณกำลังรับ filtered version ของความจริงที่ถูกตีความมาแล้วหนึ่งชั้น..
โดยคนที่มี incentive, bias, และ error rate ของตัวเองอยู่.. สื่อสายลงทุนขนาดใหญ่ของไทยเอง (ผมขอไม่ tag ชื่อนะ ขี้เกียจทะเลาะกับพวกแฟนๆ บริษัทพวกนี้) ก็มี track record ของการลงตัวเลขผิด.. สลับหน่วย.. หรือ misinterpret context ของข่าว.. ของ earnings release ที่ออกมาแล้ว..
ไม่ใช่เพราะเจตนาไม่ดี แต่เพราะ translation layer มันมี loss อยู่เสมอ.. และแปลผิดจริงๆ
แต่ก็มีจุดนึงที่ทั้ง Grossman, Stiglitz และ Hayek ไม่ได้พูดถึงครับ..
ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ barrier.. มันทำหน้าที่เป็น cognitive filter ด้วย.. คนที่อ่าน primary source โดยตรง ไม่ได้แค่ได้ข้อมูลเร็วกว่า.. แต่พวกผม process ด้วย original framing ของ management.. ไม่ผ่าน reframing ของ translator.. และ framing มัน affect การตัดสินใจมากกว่าตัวเลขอีกครับ.. ซึ่ง Kahneman เจ้าของ Nobel Economics และ Tversky นักวิจัยคู่หูที่ร่วมกันสร้าง prospect theory แต่ Nobel ไม่ทันมอบรางวัลให้เพราะเสียชีวิตก่อน.. 😢 ได้พิสูจน์แล้วใน prospect theory..
และถ้าทุกวัน outsource การตีความ/แปลให้คนอื่น.. ทักษะในการอ่าน primary source ไม่ได้แค่ไม่โต.. มัน atrophy.. compound เหมือน negative interest.. จนถึงจุดที่แม้อยากจะอ่านต้นทางก็ทำไม่ได้แล้ว.. นั่นคือ learned helplessness ในบริบทการลงทุน..
ซึ่งจะนำไปสู่ meta-risk ที่ไม่มีใครพูดถึงครับ..
ซึ่ง Grossman, Stiglitz พูดถึง price of being uninformed..
แต่ไม่ได้พูดถึง risk of not knowing that you’re uninformed..
ถ้าคุณรู้ว่าตัวเองไม่รู้ คุณยัง hedge ได้..
แต่ถ้าคิดว่าตัวเองรู้ เพราะอ่านสรุปมาแล้ว.. นั่นคือ blind spot ที่อันตรายที่สุดในการลงทุนครับ..
Kahneman’s substitution heuristic คือกลไกที่ทำให้มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว.. สมองแทนที่จะถามว่า 「free cash flow ของบริษัทนี้ sustainable ไหม」 ก็ substitute เป็น 「สื่อนี้บอกว่าน่าซื้อไหม」.. แล้วรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจเองอยู่ดี..
นักเศรษฐศาสตร์และนักจิตวิทยาระดับ top ของโลก ต่างยุค ต่างสาย ต่าง ideology.. บางคนยังเถียงกันเองตลอดชีวิต.. แต่ถ้าเอางานของพวกเขามาวางเรียงกัน มันชี้มาที่จุดเดียวกันหมดครับ..
ภาษาอังกฤษสำหรับนักลงทุนไม่ใช่ optional skill มันคือ minimum viable literacy ที่ช่วย remove one critical layer of noise ออกจากกระบวนการตัดสินใจ
และถ้ายังรอให้คนแปลให้อยู่ คุณไม่ได้แค่ช้ากว่าตลาด.. คุณกำลังจ่ายค่า epistemic premium ให้คนอื่นตัดสินใจแทนโดยไม่รู้ตัวครับ