Freedom to invest

Freedom to invest ยินดีให้คำปรึกษาด้านการลงทุน

บล.บัวหลวงแนะนำทางเลือกการลงทุนใน DR ที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศที่เติบโตแซงหน้าตลาดหุ้นไทย ดังนี้5 รายชื่อ DR อิง...
07/06/2024

บล.บัวหลวงแนะนำทางเลือกการลงทุนใน DR ที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศที่เติบโตแซงหน้าตลาดหุ้นไทย ดังนี้

5 รายชื่อ DR อิงดัชนีตลาดหุ้นนอก

1. FUEVFVND01: อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 26%

2. NDX01: อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 20%

3. E1VFVN3001: อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 16%

4. CN01: อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นจีน ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 9.4%

5. CNTECH01: อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นจีน ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 9%

ปัจจัยบวกสนับสนุนทั้ง 3 ตลาดได้แก่

-ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ผลประกอบการไตรมาส 1/67 โตแกร่ง, คาดการณ์ลดดอกเบี้ยเฟดในช่วงครึ่งหลังของปี

-ตลาดหุ้นจีน: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น มาตรการให้แรงจูงใจเทคโนโลยีสะอาด, มาตรการอสังหาริมทรัพย์และลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเงินกู้ 5 ปี

-ตลาดหุ้นเวียดนาม: ตัวเลขเศรษฐกิจดี ภาคส่งออกแข็งแกร่ง, ระดับมูลค่าตลาดยังคงน่าดึงดูด โดยเทรดที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

บล.ดาโอ ส่องหุ้น กลุ่มพลังงาน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” มองว่า valuation ของกลุ่มโรงกลั่นมีความน่าสนใจมากกว่าผู้ผล...
05/06/2024

บล.ดาโอ ส่องหุ้น กลุ่มพลังงาน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” มองว่า valuation ของกลุ่มโรงกลั่นมีความน่าสนใจมากกว่าผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำและกลุ่มพลังงานปลายน้ำ และเชื่อว่ากลุ่มโรงกลั่นน่าจะเห็นการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ใน 2H67E หลังจากที่ crack spread ลดลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ Q4/66 โดยมีปัจจัยหนุนจากการลดอัตราการใช้กำลังการกลั่น (run cuts) ที่เป็นไปได้ของโรงกลั่นในภูมิภาค และอุปสงค์การท่องเที่ยวที่สูงขึ้นในประเทศตะวันตกในช่วงฤดูร้อน

ขณะที่ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะอ่อนตัว HoH ใน 2H67E จากอุปทานน้ำมันดิบโลกที่สูงขึ้นจากการผลิตของประเทศในทวีปอเมริกาแม้ว่ากลุ่ม OPEC+ จะมีการขยายการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจจนถึงสิ้น Q3/67E ก็ตาม นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ากลุ่มค้าปลีกน้ำมันจะเห็นปริมาณน้ำมันที่อ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาลใน Q3/67E แม้ว่าฝ่ายวิจัยเชื่อว่าค่าการตลาดน้ำมัน (marketing margin) จะยังทรงตัวสูงจากการปรับขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล

ดัชนีกลุ่มพลังงานปรับตัวลง –5.6% เมื่อเทียบกับ SET ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตามแนวโน้มเงินทุนต่างชาติไหลออกและราคาพลังงานที่เริ่มปรับสู่ระดับปกติตามปริมาณก๊าซธรรมชาติคงคลังในยุโรปที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยชอบหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นมากที่สุดจากแนวโน้ม crack spread ที่น่าจะมีความเสี่ยงขาลง (downside risk) ที่จำกัดแล้ว และน่าจะฟื้นตัว QoQ ได้ใน Q3/67E ตามอุปสงค์การท่องเที่ยวที่สูงขึ้นและการ run cuts ของโรงกลั่นในภูมิภาค โดย Top pick ของฝ่ายวิจัย คือ TOP (ซื้อ/เป้า 65.00 บาท) และ SPRC (ซื้อ/เป้า 10.50 บาท)

ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ดูเหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วย บรรยากาศความกังวลของนักลงทุน ที่กลัว ๆ กล้า ๆ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไม่กล้า...
05/06/2024

ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ดูเหมือนจะถูกปกคลุมไปด้วย บรรยากาศความกังวลของนักลงทุน ที่กลัว ๆ กล้า ๆ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าใส่เม็ดเงินใหม่เข้ามา ที่เห็นซื้อ ๆ ขาย ๆ กันก็เพียงการเก็งกำไรระยะสั้นแบบจบในวันเสียด้วยซ้ำ ไม่กล้าถือข้ามวัน ถึงแม้จะเป็นหุ้นพื้นฐานดีแค่ไหนก็ตาม จึงไม่แปลกที่ตลาดหุ้นตอนนี้จะยังไม่ไปไหน ย่ำวนเวียนในกรอบ

ภาวะการลงทุนในหุ้นดูจะไร้ทิศทาง สลับขึ้นลงผันผวนระหว่างวัน ถือเป็นเรื่องยากพอสมควรในการทำมาหากำไร อะไร ๆ ก็ดูจะไม่เป็นใจ ปัจจัยกดดันความคลุมเครือยังมีอยู่ให้ลุ้นทั้งในเชิงบวกหรือลบเข้ามาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงปัจจัยแทรกซ้อนในหุ้นรายกลุ่มรายตัวอีกต่างหาก ยิ่งพฤติกรรมการลงทุนของมือใหญ่ต่างชาติที่ยังคงขายสุทธิ นับแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ขายรวมแล้วกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท ส่วนกองทุนในประเทศเหมือนโลกลืม สลับซื้อสลับขาย ปรับพอร์ตกันเป็นรายวัน เป็นนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสุทธิฝ่ายเดียวมูลค่ารวมกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท แบกตลาดเอาไว้

ทั้งนี้ ปัจจัยต่าง ๆ หรือช่วงเวลา ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราต้องประเมิน วิเคราะห์คาดการณ์ให้ได้ เพราะจะทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบ กลยุทธ์ จังหวะทิศทางของการลงทุนได้อย่างถูกต้อง เล่นไปตามรอบ ตามกรอบของตลาดได้อย่างกลมกลืนไม่ผิดทิศ สวนทางจนเกิดความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หรือคาดการณ์ของเรานั้นอาจไม่ได้ถูกต้องทุกครั้ง แม่นยำทุกที ซื้อเมื่อไหร่หุ้นก็ขึ้น ซึ่งถ้าหากเป็นอย่างนั้นได้ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ยังคงอยู่คู่กับตลาดหุ้นเสมอ ความเสี่ยงยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือจะเรียกว่าความเสี่ยงยังมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เราจะเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เราไม่อาจจะควบคุมได้หรือไม่ หรือสามารถบริหารจัดความความเสี่ยงที่เราประเมินได้ให้ลดน้อยลงได้มากที่สุด

ความมั่นใจในการลงทุน มักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเองสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงได้ และประเมินรู้ได้ถึงอนาคตของมูลค่าหุ้นว่าอยู่ตรงไหน เมื่อตลาดหรือราคาหุ้นมีการแกว่งตัวไปในทิศทางใดก็ตามโดยที่พื้นฐานที่แท้จริงที่เราประเมินรู้แล้วนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัย จิตใจของนักลงทุนก็จะไม่ไขว้เขว จิตตกวิตกกังวล แต่กลับจะนิ่งมีสมาธิที่พร้อมจะวางแผนเพื่อการลงทุนอย่างมีสติมั่นคง บนความรู้จริงของเรานั่นเอง นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต้องมีความพร้อม เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่พื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้ว เมื่อนั้นการลงทุนในหุ้นเป้าหมายก็จะสามารถเดินไปสู่ความสำเร็จที่ดีที่พึงหวังได้แน่นอนครับ

ส่วนนักลงทุนที่เล่นหุ้น บนจิตนาการความคาดหวังที่ขาดเหตุผลรองรับได้ ชอบที่จะเล่นแห่ตามกระแสข่าวลือ ข่าวสร้างต่างๆ เน้นการเก็งกำไรเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ บนความไม่รู้จริง ไม่มีข้อมูล ขาดการวิเคราะห์ไตร่ตรองเล่นหุ้นด้วยอารมณ์เหนือเหตุผล สุดท้ายแล้วเมื่อเกมจบลง ก็มักจะสร้างความเสียหายอย่างมากมายต่อการลงทุนจนขาดความเชื่อมั่นและออกจากตลาดไปในที่สุด

สรุปแล้ว ความเชื่อต่อการลงทุนในหุ้น จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเรารู้ และเข้าใจปัจจัย เรื่องราวต่าง ๆ นำมาประเมินจนรู้แจ้งเห็นจริง ตลอดจนการฝึกฝน หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เรื่องหุ้นเรียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อยู่ที่ใครจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม และสามารถสร้างผลตอบแทนคืนกลับได้อย่างที่พึงหวัง โชคดีครับ

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ PTG ให้เป้าพื้นฐาน 10.4 บาท โดย 1) มุมมองด้านเท...
04/06/2024

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ PTG ให้เป้าพื้นฐาน 10.4 บาท โดย 1) มุมมองด้านเทคนิค ประเมินราคาเริ่มสร้างฐาน ขณะที่ Indicator MACD RSI เริ่มปรับขึ้นก่อนราคา แนวรับ 8.65 บาท / แนวต้าน 8.85 – 9.0 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ไปได้ มีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป +/- 9.4 บาท (Stop loss 8.5 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไร 2Q67 โตเด่น เราประเมินการปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซลขึ้นมาตั้งแต่ 2Q67 จะหนุนค่าการตลาดฯของ PTG* ขึ้น ล่าสุดค่าการตลาดน้ำมันเดือน เม.ย.-พ.ค.ยังดีต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไร 2Q67 จะโตเกิน +50% ทั้ง YoY QoQ 3) Valuation ถูก Forward PE 12.7 เท่า ต่ำกว่า -1 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในอดีตที่ราว 13.3 เท่า ขณะที่คาดกำไรปีนี้กลับมาโตเด่น +22% YoY

*ราคาล่าสุดที่ 8.75 บาท

แนะนำหุ้น MTC ให้เป้าพื้นฐาน 55 บาท โดย 1) มุมมองด้านเทคนิค ประเมินราคาหุ้นพักลงมาใกล้แนวรับสำคัญค่าเฉลี่ย 200 วัน (+/- 43 บาท) ประเมินแนวรับ 44 บาท / แนวต้าน 46 – 48 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป +/- 50 บาท (Stop loss 42.5 บาท) 2) ประเมินราคาหุ้นมีโอกาส Rebound หลัง MSCI ปรับน้ำหนักเสร็จ และลุ้นแรง Cover short ฝ่ายวิจัยฯประเมินพื้นฐานของ MTC* เริ่มฟื้น จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และการลดการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ Short interest (ต่อจำนวนหุ้น Free float) ล่าสุดสูงสุดในตลาดฯ แต่นักวิเคราะห์มีการปรับคำแนะนำและประมาณการฯขึ้น ลุ้นแรงซื้อคืนปิดสถานะชอร์ตหลัง MSCI ปรับน้ำหนักลงทุนเสร็จ ... ดูบทวิเคราะห์ Quantamental เพิ่มเติม 3) Valuation ไม่แพง Forward PE 15.39 เท่า ต่ำกว่า -1 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในอดีตที่ราว 17.6 เท่า ขณะที่คาดกำไรปีนี้กลับมาโตเด่น +23% YoY

*ราคาล่าสุดที่ 44.50 บาท

แนะนำหุ้น CKP ให้เป้าพื้นฐาน 5.0 บาท โดย 1) มุมมองด้านเทคนิค ประเมิน Sideway รอสัญญาณซื้อต่อเนื่อง เมื่อผ่านกรอบแนวต้าน ประเมินแนวรับ 3.96 บาท / แนวต้าน 4.08 – 4.16 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป +/- 4.30 บาท (Stop loss 3.92 บาท) 2) แนวโน้ม Earnings momentum กำลังเข้าสู่ High season 2Q – 3Q คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานจะเริ่ม Turnaround ใน 2Q – 3Q ที่เป็น High season ฤดูฝน รวมทั้งสถาวะอากาศโดยรวมที่ผ่านพ้นปรากฏการณ์ El Nino แล้ว (ปัจจุบันเป็นภาวะ Neutral) และมีโอกาสเข้าสู่ปรากฏการณ์ La Nina ใน 2H67 ซึ่งจะหนุนปริมาณน้ำในเขื่อนฯ 3) Valuation ยังมี Upside ฝ่ายวิจัยฯประเมิน Book value ปีนี้ที่ 5.0 บาท/หุ้น Forward PBV 0.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.1 เท่า ขณะที่คาด Earnings momentum กำลังจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสถัดๆไป

*ราคาล่าสุดที่ 3.98 บาท

บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยคงน้ำหนัก Neutral เนื่องจากการฟื้นตัวของกำไร จะชะลอตัวลงในปี 2568 เนื่องจา...
03/06/2024

บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยคงน้ำหนัก Neutral เนื่องจากการฟื้นตัวของกำไร จะชะลอตัวลงในปี 2568 เนื่องจากค่า Ft มีแนวโน้มลดลง ภายหลังจาก กฟผ.ได้รับเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงคืน แต่ในระยะสั้นมี earnings momentum ที่ดี เนื่องจากราคาก๊าซ SPP ที่ลดลง แนวโน้มการแทรกแซงค่าไฟของรัฐจะลดลง

ส่วนการประมูลพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ ยังต้องรอศาลปกครองตัดสินชี้ขาดในช่วงปลายไตรมาส 3 และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในช่วงปลายไตรมาส 4/67 หรือต้นปี 2568 ในขณะที่ปัจจัย Macroeconomic factor ยังคงเผชิญความท้าทาย เนื่องจากเฟดยังคงดอกเบี้ยสูงในระยะสั้น และคาดมีการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนในการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า

ฝ่ายวิจัยมอง CKP เป็นตัวเลือกที่เด่น และปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มพลิกเป็นกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป, เข้าสู่วัฏจักรกำไรขาขึ้นตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป จากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ La Nina ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 , ความเสี่ยงจากค่า Ft จำกัด เนื่องจากกำลังการผลิตมากกว่า 80% มาจากเขื่อนซึ่งมีอัตราค่าไฟคงที่ โดยแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.50 บาท

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติกลุ่มโรงไฟฟ้าในงวดไตรมาส 2/67 จะเติบโต YoY และ QoQ จากมาร์จิ้นลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น จากราคาก๊าซที่ต่ำลง จากสัดส่วนก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น หลังจากที่โครงการเอราวัณสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 800mmscfd นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจาก single pool gas ที่บังคับใช้ตั้งแต่เม.ย. 2567และมาร์จิ้น S (service cost) ที่ลดลง ราว 5บาท/mmbtu ii) ค่า Availability Payment (AP) ที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล และดีมานด์การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน จาก peak EGAT load เพิ่มขึ้นเป็น 36.5GW

**คาดกำไรปี 67 โต 21%

ฝ่ายวิจัยกรุงศรี คาดการณ์กำไรปกติกลุ่มไฟฟ้าทั้งปี 2567 อยู่ที่ราว 4.82 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก โรงไฟฟ้าใหม่ที่ทยอย COD ทั้ง IPP,SPP และ SPP replacement ซึ่งทำให้รายได้และส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น ประการต่อมา SPP margin ฟื้นตัวจากราคาก๊าซที่ปรับตัวลดลง และ Ft ที่คาดว่าจะคงที่ในระดับ 40 สตางค์ในปี 2567 , การเข้าซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหิน Paiton ในอินโดเนเซีย (742MWe) นอกจากนี้ อุปสงค์การใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และคาดส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH ที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันที่ลดลง

ส่วนปี 2568 คาดกำไรปกติราว 5.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% y-y จากอานิสงส์ โรงไฟฟ้าIPPs ที่เดินเครื่องเต็มปี และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH ที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันที่ลดลง

03/06/2024
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTC โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมา...
02/06/2024

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTC โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/67 ที่ 1,785 ล้านบาท ลดลง 1% YoY และลดลง 1% QoQ เนื่องจากคาดว่าต้นทุนสินเชื่อ (credit cost) จะเพิ่มขึ้น qoq แม้ฝ่ายบริหารจะให้ข้อมูลว่านโยบาย write-off ใหม่จะส่งผลกระทบเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 1/67 และต้นทุนสินเชื่อจะกลับมาสู่ระดับปกติในไตรมาส 2/67 แต่ฝ่ายวิจัยคาดว่าต้นทุนสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น เพื่อคงอัตราส่วน loan loss coverage หรือ LLC ในระดับสูง การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตดีจากการเปลี่ยนแปลงของบริษัท โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้ที่สูงขึ้น

ในขณะเดียวกันสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อพี่เบิ้ม (ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ) น่าจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในไตรมาส 1/67 เนื่องจากผลกระทบตามฤดูกาลที่ลูกค้าจำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือน เม.ย. และการเปิดภาคเรียนที่เริ่มใน พ.ค. ในส่วนของผลประกอบการก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดว่าไตรมาส 2/67 จะเติบ 13% YoY และ 6% QoQ

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เนื่องจาก KTC ตั้งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้สูง หลังจากการดำเนินมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง มีผลกระทบน้อยกว่าตลาด ทั้งนี้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง จะเป็นปัจจัยหนุนต่อ KTC โดยแนะนำถือ ให้ราคาเป้าหมายที่ 48.00 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ คงแนะนำ ถือ COM7 เนื่องจากไร้ปัจจัยหนุนระยะสั้น ราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยที่ 20.10 บาท อิง P/E...
27/05/2024

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ คงแนะนำ ถือ COM7 เนื่องจากไร้ปัจจัยหนุนระยะสั้น ราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยที่ 20.10 บาท อิง P/E ปี 67 ที่ 16 เท่า (ส่วนลด 32% จากค่าเฉลี่ย 5 ปี) คาดการณ์กำไรหลัก Q2/67 อยู่ที่ 661 ล้านบาท (-9% YoY, -13% QoQ) จากอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัว YoY และยอดขายที่ลดลง QoQ จากนั้นคาดว่ากำไรหลักในครึ่งปีหลัง 67 จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ 1.6 พันล้นบาท (+29% YoY, +13% HoH! ประเมินว่า COM7 น่าจะจบปี 67 ด้วยกำไรหลักเติบโต 5% อย่างไรก็ดีชอบ CPALL มากกว่า เนื่องจากคาดว่ากำไรหลักปี 67 จะเติบโต 25% และ P/E ปี 67 ที่ 23 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 2SD

คาดกำไรหลัก Q2/67 ลดลง YOY และ QoQ โดยคาดการณ์กำไรหลัก Q2/67 ที่ 661 ล้านบาท (-9% YoY, -13% QoQ) จากรายได้ 1.83 หมื่นล้านบาท (+14% YoY, -5% QeQ) แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น YoY (จากกรเปิดตัว i Pad ใหม่และไม่มีร้านที่อยู่ระหว่างโนเวทใน Q2/67) แต่กำไรหลักใน Q2/67 มีแนวโน้มลดลง 9% YoY เนื่องจากคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเหลือ 13.0% ใน Q2/67 จาก 14.5% ใน Q2/66 ทั้งนี้ ด้วยการจำหน่ายสมาร์ทโฟน Android รุ่นพิศษ และสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์ Apple ที่ต่ำส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงในไตรมาส 2/66 นอกจากนี้ คาดการณ์กำไรหลักใน Q2/67 จะลดลง 13% QoQ จากรายได้ที่ลดลง 5% (โครงการ E-Receipt สิ้นสุดวันที่ 15 ก.พ.67) และอัตราภาษีที่แท้จริงที่สูงขึ้น

ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งใน 2H67 ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรหลักใน 2H67 ที่ 1.6 พันล้นบาท (+29% YoY, +13% HoH) จากฐานกำไรที่ต่ำใน 2H66 (ร้น Studio7 42 แห่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง) และการเปิดตัว iPhone 16 ใน 2H67 ซึ่งมีการคาดคะเนเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Phone 16 ที่จะเปิดตัวว่าจะมี 1) ขอบที่บางกว่าและหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นสำหรับรุ่น Pro 2) การชุมกล้องที่ดีขึ้น 3) รุ่น SE และ 4) คุณสมบัติ AI โดยฝ่ายวิจัยควรจะได้ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติ Al และ Sii ที่ฉลาดขึ้น ณ วันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ Apple มีแผนจะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับ iOS 18

คะแนน ESG ที่ 52 ใกล้กับค่าเฉลี่ยของ Maybank universe ที่ 50 เมื่อพิจารณาจากข้อมูลล่าสุดในปี 64-66 คะแนน ESG ของ COM7 อยู่ที่ 52 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของ May bank universe ที่ 50 โดยจุดอ่อนของ COM7 คือการขาดการรวบรวมข้อมูลสำหรับก๊ซเรือนกระจกและการสร้างของเสีย (waste generation) และอัตราการลาออกของพนักงานที่เพิ่มขึ้น จุดแข็งหลักของบริษัท คือ 1) มีสัดส่วนของพนักงานหญิงในระดับสูงทั้งในด้านแรงงานและฝ่ายบริหาร 2) คะแนนความพึ่งพอใจของลูกค้าสูง (94-96% ในปี 64-66) และ3) คะแนน CG สูงถึง >90% (กำหนดโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลแห่งชาติ)

บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI มีผลการดำเนินงานงวด 12 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2567 มีขาดทุนสุทธิ 3,488.77 ล้...
27/05/2024

บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI มีผลการดำเนินงานงวด 12 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2567 มีขาดทุนสุทธิ 3,488.77 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.312 บาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น %จากงวดปีก่อนหน้า มีขาดทุนสุทธิ 64.88 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.006 บาท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2567 งดจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานวันที่ 1 เม.ย. 2566 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2567

คณะกรรมการบริษัทยังมีมติเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวนหุ้นสามัญที่เพิ่มทุน 559 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.10 บาทต่อหุ้น จัดสรรให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) จำนวนหุ้นที่จัดสรร 559 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.99% ต่อทุนชำระแล้ว

กำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 19 ก.ค. 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพญาไท แกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record date) 11 มิ.ย. 2567 วันที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าประชุม 10 มิ.ย. 2567

วาระการประชุมที่สำคัญ การเพิ่มทุน งดจ่ายเงินปันผล พิจารณาอนุมัติการโอนทุนสำรองตามกฎหมายและส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ

บริษัทชี้แจงผลการดำเนินงานระบุว่า ในปี 2566/67 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการและการขายทั้งหมด 4,813 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนจากรายได้ของธุรกิจสื่อโฆษณาร้อยละ 44 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจการให้บริการด้านดิจิทัลร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29และสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการจัดจำหน่ายร้อยละ 24ลดลงจากร้อยละ 31ซึ่งรายได้จากธุรกิจการจัดจำหน่ายลดลงร้อยละ 23.1ในขณะที่รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาและธุรกิจ

การให้บริการด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 และร้อยละ 8.5 ตามลำดับ ดังนั้น บริษัทฯ มีรายได้รวมลดลงเล็กน้อย หรือลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาในปี 2566/67 อยู่ที่ 2,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของอัตราใช้สื่อโฆษณาในทุกประเภทสื่อ โดยปี 2566/67 มีอัตราใช้อยู่ที่ร้อยละ 47 .1 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45.1 ในปีก่อนหน้า แม้ว่า บริษัทฯ มีกำลังการผลิตสื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9จากปีก่อนหน้า

รายได้จากธุรกิจการให้บริการด้านดิจิทัล เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากปีก่นหน้า ไปอยู่ที่ 1,544 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการได้รับแรงหนุนจากแคมเปญการตลาดในปีที่ผ่านมาทำให้มีการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานบัตรแรบบิทและอัตราการใช้ การเติบโตอย่างมากของยอดการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงการออกจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้จาก Digital Lab ส่งผลเชิงบวกต่อทั้งรายได้ธุรกิจการให้บริการด้านดิจิทัลและธุรกิจสื่อโฆษณา

ในส่วนของรายได้ธุรกิจการจัดจำหน่ายมีจำนวน 1,163 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23.1เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ในการเพิ่มอัตรากำไรผ่านการพัฒนาแบรนด์ของตนเอง ณ สิ้นสุดปี 2566/67 มีสัดส่วนของแบนด์ตนเองที่ร้อยละ 21 จากร้อยละ 17 ในปี 2565/66

อย่างไรก็ตาม รายได้จาก TURTLE เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากรายได้จากพื้นที่ให้เช่าเชิงพาณิชย์และรายได้ของธุรกิจค้าปลีก โดยในปีที่ผ่านมา มีการขยายสาขาของร้าน Turtle ทั้งหมด 19 ร้าน

ในปี 2566/67 บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นทั้งสิ้น 1,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 .1เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีสาเหตุมาจากการปรับรูปแบบสินค้า โดยเน้นมาที่สินค้าของตนเองที่ให้กำไรขั้นต้นสูงกว่า นอกจากนี้ RCare ได้พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ยิ่งไปกว่านั้น การขยายสาขาของร้าน Turtle นำมาสู่การประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) และการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

บริษัทฯ มีต้นทุนบริการและขายลดลงร้อยละ 4.5 จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 30.2 จากร้อยละ 27.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

รายได้อื่นลดลงร้อยละ 26.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ไปอยู่ที่ 647 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วม

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 จากปีก่อนหน้า ไปอยู่ที่ 2,522ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการขยายสาขาของ TURTLE และการขยายธุรกิจของ RCash และค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่ ค่าวิชาชีพทนายความ เป็นต้น แต่รายได้ค่อนข้างคงที่ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อรายได้ในปี 2566/67 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 52.4จากร้อยละ 41.6 ในปี 2565/66

นอกจากนี้ ยังมีรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ อันเกิดจากการบันทึกขาดทุนจากการจำหน่ายเงินลงทุน KEX จำนวน 2,363 ล้านบาท และ ขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 433 ล้านบาท

ในปี 2566/67 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วมค้าและบริษัทร่วมจำนวน 735 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนนี้มีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ขาดทุนของ KEX และส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจาก JMart จากที่กล่าวมาทั้งหมด บริษัทฯ มีขาดทุนสุทธิประจำปี 2566/67 จำนวน 3,489 ล้านบาท

ที่อยู่

The Stock Exchange Of Thailand Building 93 Ratchadaphisek Road, Din Daeng
Din Daeng
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Freedom to investผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์