Wanda Exchange TH

Wanda Exchange TH เพจนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและข?

Just testing
05/08/2025

Just testing

เอาแล้วๆ
31/01/2022

เอาแล้วๆ

รัฐบาลสหรัฐฯ อาจพิจารณาบังคับใช้กฎ KYC กับกระเป๋าเงินส่วนตัว ซึ่งกฎนี้ได้รับการเสนอครั้งแรกเมื่อปลายปี 2020 .....

ภาวะเงินเฟ้อกับโลกของคริปโตเคอเรนซี่
26/01/2022

ภาวะเงินเฟ้อกับโลกของคริปโตเคอเรนซี่

อธิบายคอนเซปต์ภาวะเงินเฟ้อกับโลกคริปโต คืออะไร สำคัญยังไง มาฟังกันสามารถติดตามข่าวสารจากทาง Wanda Exchange ได้ที.....

เงินเฟ้อคืออะไร? กระทบกับการลงทุนอย่างไร?“การลงทุนมีความเสี่ยง” ไม่ใช่ว่าวางเงินไปแล้วจะได้กำไรกลับมาสมหวังดังใจเสมอไป เ...
24/01/2022

เงินเฟ้อคืออะไร? กระทบกับการลงทุนอย่างไร?
“การลงทุนมีความเสี่ยง” ไม่ใช่ว่าวางเงินไปแล้วจะได้กำไรกลับมาสมหวังดังใจเสมอไป เพราะเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องแน่นอน แต่ผันผวนได้ตลอดเวลา หากไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี ก็อาจขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวได้
ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการลงทุนนั้นมีมากมาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึง “ภาวะเงินเฟ้อ” กัน เพราะเป็นปัญหาที่หลายประเทศ(รวมทั้งประเทศไทยด้วย) ประสบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เงินเฟ้อคืออะไร? ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง? มีข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนหรือไม่อย่างไร? มาดูกัน
ภาวะเงินเฟ้อเป็นอย่างไร?
เมื่อราคาสินค้าและบริการต่างๆมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนค่าเงินก็ลดลงเรื่อยๆจนใช้จ่ายได้น้อย นี่เรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ สาเหตุมาจากกลไกตลาดโดยภาพรวม ต้นทุนประกอบกิจการที่แพงขึ้น และอุปสงค์ที่มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และทุกๆอย่างราคาถูกกว่าสมัยนี้มาก ในละครไทยเรื่อง “อยู่กับก๋ง” ซึ่งเป็นละครถ่ายทอดชีวิตในอดีตสมัยหลายสิบปีก่อน หากใครเคยดูจะเห็นว่ารองเท้านักเรียนคู่ละ 30 บาท มะม่วงลูกละไม่ถึง 10 บาท และ “หยก” ตัวเอกของเรื่องทำงานพิเศษแล้วได้ค่าแรง 5 บาทก็ถือว่าเยอะมากแล้วสำหรับสมัยนั้น แต่ปัจจุบัน…แม้แต่บะหมี่ก็ยังชามละหลายสิบบาท บางแห่งก็หลักร้อย ข้าวราดแกงจานละ 20-30 บาทก็ไม่มีอีกแล้ว รองเท้าผ้าใบก็คู่ละหลักร้อยเป็นอย่างต่ำ อาหารสด อาหารสำเร็จ ค่าบริการต่างๆก็แพงทะลุทะลวงขึ้นทุกอย่าง
หรือในการ์ตูนโดเรม่อนตอน “อภิมหาเศรษฐีโนบิตะ” พ่อแม่โนบิตะคุยกันก็เจาะไปที่ประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน โดยบอกว่ายิ่งเวลาผ่านไปค่าเงินก็ยิ่งตก ข้าวของยิ่งแพงขึ้น เงิน 10,000 เยน(ประมาณ 2,900 บาทไทย) ซื้อของได้เพียงไม่กี่อย่าง ต่างจากสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นและสมัยปู่ย่าตาทวดของโนบิตะมาก ที่ระเม็งชามละเพียง 300
เยน(ประมาณ 87 บาทไทย) หรือจ่ายเพียง 1 เซน(เป็นชื่อหน่วยเงินในสมัยก่อนของญี่ปุ่น โดย 100 เซน=1 เยน อาจเปรียบเทียบได้กับหน่วยสตางค์ของบ้านเราก็ได้)ก็ซื้อลูกอมได้ถึง 2 เม็ด
เงินเฟ้อ=ดาบสองคม
ภาวะเงินเฟ้อหากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย จะเป็นผลดีกับเจ้าของกิจการ เพราะจะได้กำไรมากขึ้น ทำให้ขยับขยายกิจการได้ง่ายกว่า และผู้บริโภคจะยังพอมีกำลังซื้ออยู่ แต่หากเกิดขึ้นมากเกินไป(Hyperinflation) ก็จะไม่ดีต่อทั้งเจ้าของกิจการและผู้บริโภค เพราะหากรายได้เท่าเดิมแต่สินค้าและบริการแพงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้บริโภคก็จะไม่มีกำลังซื้อ ทำให้เจ้าของกิจการไม่มีกำไร จนสุดท้ายก็อาจต้องปิดกิจการไป
เงินเฟ้อกับการลงทุน
อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นก่อนจะลงทุนอะไร อย่าลืมย้ำกับตัวเองเสมอว่าภาวะเงินเฟ้อสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากลงทุนไปแบบหน้ามืดตามัว สุดท้ายแล้วก็จะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปโดยไม่ทันรู้ตัว เพราะเมื่อมีภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้น ผลตอบแทนก็อาจไม่เป็นดังหวัง
:ข้อแนะนำสำหรับผู้(คิดอยาก)ลงทุน เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ หรือได้รับน้อยที่สุด:
การลงทุนไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของกิจการเสมอไป แต่การออมเงินก็ถือเป็นการลงทุนด้วย โดยมีบัญชีธนาคารหลายประเภทเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคออมเงินพร้อมรับดอกเบี้ย ดังนั้นหากใครกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อมาก และแค่อยากมีเงินเก็บมากๆเพื่อความมั่นคง ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องได้กำไรสูงๆ ก็ขอแนะนำให้เลือกวิธีออมเงินจะดีกว่า
การลงทุนกับกองทุนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ แต่จะต้องรับความเสี่ยงด้วยเล็กน้อยเพราะผลตอบแทนไม่แน่นอน โดยกองทุนจะมีให้เลือกหลายแบบ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น ฯลฯ
หลายคนสนใจอยากลงทุนกับหุ้น ซึ่งที่จริงก็น่าสนใจมากทีเดียว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นก่อนจะลงทุนต้องมั่นใจว่ารับได้จริงๆ เพราะส่วนแบ่งที่ได้จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ เศรษฐกิจ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อด้วย แนะนำว่าให้ศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นจนชำนาญเสียก่อนแล้วค่อยลงมือจริง และอย่าลืมเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ
การซื้อทองคำเก็บไว้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นของที่มีมูลค่าในตัว เมื่อราคาขึ้นก็สามารถนำไปขายเพื่อเอากำไรได้ทันที ลดปัญหาจากภาวะเงินเฟ้อได้อย่างยอดเยี่ยม

อยากรู้ว่าซื้ออสังหากับ Wanda ง่ายแค่ไหน ลองอ่านโพสนี้ดูครับไม่แน่นี่อาจจะเป็นคำตอบสำหรับเศรญฐีคริปโตที่อยากจะเปลี่ยนควา...
21/01/2022

อยากรู้ว่าซื้ออสังหากับ Wanda ง่ายแค่ไหน ลองอ่านโพสนี้ดูครับ
ไม่แน่นี่อาจจะเป็นคำตอบสำหรับเศรญฐีคริปโตที่อยากจะเปลี่ยนความมั่งคั่งบนโลกคริปโตมาสู่โลกจริงก็ได้นะ
วิธีการก็ง่ายๆ ไม่ยากเลยครับ ขั้นตอนทุกอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และถูกกฎหมาย 100%
นี่เป็นเหตุผลที่ผมชอบคริปโต!!
ใครอยากตามอ่านลองดูที่นี่ฮะ

“Ever wondered how an transaction to buy a or really works? 😉 Maybe way more "unspectacular" as you would imagine 😜🙈 Check our Channel to see the full process: https://t.co/SMd805jO4T”

Cross-Chain Communication คืออะไร? สำคัญกับ Blockchain มากน้อยแค่ไหน?การเทรดคริปโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี “บล็อกเชน”...
21/01/2022

Cross-Chain Communication คืออะไร? สำคัญกับ Blockchain มากน้อยแค่ไหน?
การเทรดคริปโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี “บล็อกเชน” เนื่องจากสิ่งนี้คือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงมาก โอกาสการโจรกรรมถือเป็นหนึ่งในล้านเลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลจะถูกเก็บแบบเรียงต่อกันเหมือนลูกโซ่ หากมีใครคิดที่จะแก้ไขข้อมูล ก็ต้องไปตามแก้ให้ครบทุกอุปกรณืในเครือข่ายด้วยจึงจะสมบูรณ์ ต่างจากการเก็บข้อมูลแบบธรรมดาที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถใช้อุปกรณ์ของตัวเองเพียงเครื่องเดียวในการแฮ็กระบบได้
และแน่นอนว่าบล็อกเชนไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆที่ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอเพื่อใช้งานได้หลากหลายขึ้น และในบทความนี้เราก็จะมาพูดถึง “Cross-Chain” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานบล็อกเชนอย่างมาก จะมีประโยชน์อย่างไร และมันคืออะไรนั้น มาดูกัน
Cross-Chain คืออะไร?
Cross-Chain คือการนำบล็อกเชนต่างเครือข่ายมาเชื่อมโยงกัน ประโยชน์ที่ได้คือผู้ใช้จะแลกเปลี่ยนและบันทึกข้อมูลระหว่างกันได้
ซึ่ง Cross-Chain จะมีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือการเชื่อมแบบไม่เสริมเทคโนโลยีอื่นเข้าช่วย(Isomorphic) เป็นรูปแบบที่คู่บล็อกเชนสามารถทำงานร่วมกันได้เองโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางมาแปลงข้อมูลให้ กับการเชื่อมแบบเสริมเทคโนโลยีอื่นเข้าช่วย(Heterogeneous) รูปแบบนี้จะต้องอาศัยตัวกลางเพื่อแปลงข้อมูล
ประโยชน์ของ Cross-Chain
เมื่อบล็อกเชนต่างเครือข่ายสามารถเชื่อมโยงกันได้ การเทรดคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะง่ายขึ้น เพราะจะช่วยเพิ่มความลื่นไหลย่นเวลาในการทำธุรกรรมข้ามสกุล ปราศจากค่าธรรมเนียม มีความเสถียรและความปลอดภัยสูง เชื่อถือได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบ Cross-Chain กับถนนสองฟาก เดิมทีถนนสองฟากนี้ไม่มีสะพานลอย คนเดินเท้าจะข้ามไปมาก็ยาก เสียเวลาเพราะต้องคอยระวังรถ แต่เมื่อมีสะพานลอยแล้วทุกอย่างก็ง่าย เดินข้ามสะพานไปถึงอีกฟากได้อย่างรวดเร็ว
หรือการติดต่อสื่อสาร ที่สมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า ต้องเขียนจดหมายหากันอย่างเดียวและต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะไปถึงผู้รับ อยู่ห่างไกลกันจะคิดถึงกันแค่ไหนก็ต้องอดทน แต่เมื่อมีอินเตอร์เน็ตแล้วก็เสมือนได้ใกล้ชิดกันตลอดเวลา เชื่อมถึงกันได้ง่าย แม้จะอยู่คนละฟากโลกก็คุยโต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วทันใจ
เช่นเดียวกับระบบบล็อกเชน ที่เดิมทีการทำธุรกรรมข้ามเครือข่ายเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เมื่อมี Cross-Chain เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมการทำธุรกรรม ทุกอย่างก็สะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ไม่เสียเวลาอีกต่อไป
Cross-Chain กับชีวิตในอนาคต
ปัจจุบันการใช้งานหลักๆของ Cross-Chain คือการแปลงสกุลเงินดิจิทัล แต่อนาคตอาจใช้ทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น…
ดีต่อการรูดบัตรเครดิตซื้อของที่ต่างประเทศ จากเดิมที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงิน หากใช้ Cross-Chain ก็จะไม่ต้องเสีย อีกทั้งยังประหยัดเวลาด้วย
2. หากในอนาคตข้อมูลประจำตัวประชาชนต่างๆ ไม่ว่าจะบัตรประชาชน ใบขับขี่ พาสปอร์ตและอื่นๆถูกบันทึกไว้ด้วยระบบบล็อกเชน อย่างนั้นแล้วก็จะมีประโยชน์มากในการแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนเมื่อไปต่างประเทศ เพราะสามารถเชื่อมข้อมูลถึงกันได้ ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ ลดเวลาการตรวจคนเข้าเมือง และอาจไม่จำเป็นต้องพกเอกสารเป็นเล่มๆใบๆอีกต่อไป
3. เพิ่มความสะดวกสำหรับคนไทยที่ต้องการรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศ จากเดิมที่ต้องมีตัวกลาง ต้องให้ระบบแปลงสกุลเงิน ต้องเสียค่าธรรมเนียม และต้องรอถอนเข้าบัญชีธนาคารอีกหลายวัน ยุ่งยากพอสมควร แต่ Cross-Chain จะช่วยย่นเวลาตรงนี้ได้ สามารถรับเงินเป็นสกุลไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
4. เพิ่มความปลอดภัยในการใช้จ่าย เพราะในอนาคตมีแนวโน้มว่าเงินคริปโตจะถูกนำมาใช้ซื้อข้าวของในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายขึ้น ลดการพกเงินสดได้เกือบหมด เก็บเงินในกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลแทนกระเป๋าสตางค์ธรรมดา และกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลเหล่านั้นหากถูกเชื่อมข้อมูลด้วย Cross-Chain ก็จะยิ่งสะดวกมากกว่าเดิม จะทำให้ใช้จ่ายได้ทั่วโลก สามารถแปลงสกุลเงินธรรมดาเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้โดยง่าย ความปลอดภัยสูง หมดกังวลเรื่องการโจรกรรมข้อมูล

IOT กับชีวิตในโลกอนาคต .​โลกของเรามีเทคโนโลยีใหม่ๆถูกพัฒนาขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้ชีวิตเสมอ และอินเตอร์เน็ตก็เป็นหนึ่งในเ...
19/01/2022

IOT กับชีวิตในโลกอนาคต
.
​โลกของเรามีเทคโนโลยีใหม่ๆถูกพัฒนาขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้ชีวิตเสมอ และอินเตอร์เน็ตก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะช่วยตั้งแต่เรื่องติดต่อสื่อสารส่วนบุคคลไปจนถึงการทำธุรกิจขององค์กรใหญ่ๆ
​ซึ่งหากพูดถึงอินเตอร์เน็ตแล้ว หลายคนอาจนึกถึงแต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ที่เราใช้เข้าเว็บไซต์ เล่นโซเชียล หรือดูหนังฟังเพลง แต่ที่จริงแล้วอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานที่แพร่หลายกว่านี้มาก
​เคยได้ยินคำว่า Internet of Things(iOT)หรือไม่?…
​iOT คืออะไร?
​iOT หรือ Internet of Things หากแปลตรงตัวก็จะหมายถึง “อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เพราะ iOT คือสิ่งของอะไรก็ตามที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ที่เราใช้ดู Netflix, เครื่องจีพีเอสในรถที่ต้องเชื่อมกับดาวเทียม, กล้องวงจรปิดที่ต้องเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นบนมือถือ, โคมไฟที่ต้องใช้มือถือเป็นรีโมทควบคุม, ดิกชันนารี่อิเล็กทรอนิคส์ที่ต้องเชื่มกับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาคำ เป็นต้น
​iOT มีประโยขน์อย่างไร?
​ปัจจุบัน iOT สามารถใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะ…
​1. เพื่อการศึกษา
​.
​เป็นต้นว่าผู้สอนอาจใช้โทรทัศน์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตและเปิดสื่อการสอนให้ผู้เรียนดูได้ และวิชากลุ่มภาษาก็สามารถหาคำศัพท์ได้อย่างง่ายดายด้วยดิกชันนารี่อิเล็กทรอนิคส์
​2. เพื่อการป้องกันภัยและการใช้หลักฐาน
​.
​หากเป็นสมัยก่อน การจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดก็ต้องไปเปิดดูในคอมพิวเตอร์ ยุ่งยากกว่า เสียเวลากว่า แต่กล้องวงจรปิดรุ่นหลังๆถูกออกแบบให้ดูภาพผ่านมือถือได้ สามารถซื้อมาติดตั้งในครัวเรือนได้ง่ายๆ ไม่ต้องเดินสายไฟ เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นก็สามารถดูภาพได้ทุกเวลาต้องการ หรือแม้แต่กล้องวงจรปิดตามท้องถนนก็ยังมีแอพพลิเคชั่นให้ประชาชนดาวน์โหลด และสามารถเลือกดูภาพการจราจรตามจุดต่างๆได้
​.
​3. เพื่อความบันเทิง
​การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในปัจจุบันนั้นง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งโทรทัศน์ ทั้งมือถือ ทั้งแท็บเล็ต หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกมพกพาก็ยังสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ ทำให้ทุกคนสามารถใช้เวลาว่างได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น
​4. เพื่อธุรกิจ
​ธุรกิจทุกวันนี้จำเป็นต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี ทั้งเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวก และเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น เช่น การรับออเดอร์ในร้านอาหาร จากอดีตที่พนักงานจะใช้วิธีจดลงกระดาษ ปัจจุบันก็หันมารับออเดอร์บนแท็บเล็ตแทน สะดวกรวดเร็วกว่าหลายเท่า รับออเดอร์ได้มากขึ้น ทำกำไรได้เยอะขึ้น
​5. เพื่อสุขภาพร่างกาย
​อีกหนึ่งอุปกรณ์ iOT ที่ลืมไม่ได้เลยคือสมาร์ทวอช ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนรักสุขภาพ เพียงแค่สวมติดตัวเอาไว้ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ก็สามารถวัดแคลอรี่ วัดอัตราการเต้นของหัวใจ แสดงเส้นทางที่กำลังวิ่งหรือเดินออกกำลังกายอยู่ได้ และไปประมวลผลรวมได้ในแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ยังสามารถใช้รับสายและโทรออก แสดงการแจ้งเตือนของเฟซบุ๊ก ไลน์ และอื่นๆได้อีกมากมาย
​.
​ข้อควรระวังในการใช้ iOT
​เทคโนโลยีถือเป็นดาบสองคม ถ้าใช้อย่างระมัดระวังก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าใช้อย่างประมาทหรือผิดวิธีก็จะเกิดโทษมหันต์แทน
​เนื่องจาก iOT คือการนำอุปกรณ์มาเชื่อมกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต นั่นหมายถึงต้องมีการล็อกกิน ต้องมีชื่อผู้ใช้(username) และรหัสผ่าน(password) นอกจากนี้ยังอาจต้องป้อนรหัสอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าผู้ใช้งานไม่คอยระวัง ก็อาจถูกโจรกรรมข้อมูลได้โดยง่าย
​.
​ในอนาคต iOT จะมีการพัฒนาไปอีกไกลแค่ไหน?
​แน่นอนว่า iOT ในโลกอนาคตจะต้องล้ำมากกว่าตอนนี้ เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งนานวันยิ่งถูกพัฒนาให้ซับซ้อนขึ้น
​.
​:ความเป็นไปได้ของ iOT ในอนาคต: จะมีอุปกรณ์อะไรใหม่ๆบ้าง?:
​-อุปกรณ์ไอทีสุดไฮเทคอย่างที่เราเห็นบ่อยๆในภาพยนตร์ เช่น โฮโลแกรมที่ TonyStark ใช้ใน Iron Man, สายรัดข้อมืออัจฉริยะที่ควบคุมการทำงานได้ด้วยการสัมผัสฝ่ามือและเชื่อมต่อกับสายรัดข้อมือของอีกคนเพื่อเข้าถึงข้อมูลของอีกฝ่ายได้ แบบใน What Happened To Monday, หรือแม้แต่หุ่นไซบอร์ดที่สามารถใช้ระบบของตัวเองต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลที่ต้องการได้ แบบใน Terminator 3, สมาร์ทโฟนที่มาในรูปแบบถุงมือ เพียงสวมใส่ก็ใช้งานได้ง่าย แสดงผลด้วยการฉายภาพโฮโลแกรมแทนหน้าจอ แบบในซีรี่ส์แอนิเมชั่น Talking Tom And Friends ตอน GlovePhone ฯลฯ เหล่านี้มีความเป็นไปได้สูงว่าตะถูกสร้างขึ้นจริงในอีกหลายปีข้างหน้า
​-อาจมีรถยนต์ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ(ไม่ต้องใช้คนควบคุม) ที่ใช้งานได้ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบจีพีเอสและตั้งค่าการขับเคลื่อน อีกทั้งสามารถติดตามการเคลื่อนไหวพร้อมแจ้งเหตุผิดปรกติได้ผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ
​.
ถ้าชอบบทความนี้ ฝากกดติดตามเพจ Wanda Exchange TH ด้วยนะครับ

ทำความรู้จักกับ Evolution of Web (1-3)ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันมาก การส่งต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไ...
18/01/2022

ทำความรู้จักกับ Evolution of Web (1-3)
ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันมาก การส่งต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะบทความสำหรับอ่านเพื่อความรู้ การซื้อขายสินค้า การแจ้งเตือน ฯลฯ ก็นิยมทำผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook, Instagram, Twitter แทบทั้งสิ้น
เทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่สามารถช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็วทันใจนั้น เคยสงสัยหรือไม่? ว่ามันมีระบบการทำงานอย่างไร
อินเตอร์เน็ตถูกใช้งานมาแล้วหลายทศวรรษ และแน่นอนว่าแรกเริ่มเดิมทีเว็บไซต์ไม่ได้รองรับการใช้งานที่หลากหลายอย่างป้จจุบัน ในบทความนี้จะขออธิบายเกี่ยวกับ “Evolution of Web” หรือ “วิวัฒนาการของเว็บไซต์” เพื่อให้เห็นความเป็นมาว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เว็บไซต์ถูกพัฒนาอย่างไรบ้าง
Evolution of Web คืออะไร?
วิวัฒนาการของเว็บไซต์แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ ดังนี้…
1. ช่วงแรก(Web 1.0)
หรือเรียกว่า Web1.0 เป็นประเภทเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคแรกๆของอินเตอร์เน็ต โดยจำกัดบทบาทของผู้ใช้อยู่ที่การอ่านข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หรือง่ายๆคือเป็นการสื่อสารกับผู้ใช้ฝ่ายเดียว ผู้ใช้ไม่สามารถตอบกลับ แชร์ หรือคอมเม้นอะไรได้

ปัจจุบันเว็บไซต์แบบนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่อย่างกว้างขวาง โดยจะเป็นเว็บไซต์ประเภทบล็อกส่วนตัว หรือเว็บไซต์ขององค์กรที่มีไว้เพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีบทบาทใดๆ
2. ช่วงที่สอง(Web 2.0)
เป็นช่วงต่อจาก 1.0 โดยประเภทนี้จะเป็นเว็บไซต์โซเชียล เช่น Facebook, Tiktok, Instagram, Pinterest ฯลฯ ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมีบทบาท เริ่มตั้งแต่สร้างบัญชีผู้ใช้ ไปจนถึงโพสต์เรื่องราวที่ตนสนใจ แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ และสื่อสารกับทีมงานเจ้าของเว็บไซต์
3. ช่วงที่สาม(Web 3.0)
เว็บไซต์รูปแบบล่าสุดที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligen(AI) เข้ามาเกี่ยวของ โดยผู้ใช้จะไม่เพียงแต่มีบทบาทในการสื่อสารเท่านั้น แต่ระบบ AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาและให้ข้อมูลกลับไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Siri และ Google Voice ที่ผู้ใช้สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง สามารถถามข้อสงสัย สามารถสั่งให้โทรหาคนที่ต้องการ สามารถให้ช่วยหาข้อมูลได้ ส่วนตัวระบบก็สามารถส่งเสียงโต้ตอบกับผู้ใช้ได้เช่นกัน และจะทำการประมวลผลในเวลาอันรวดเร็ว
แนวโน้มของ Evolution of Web ในอนาคต
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาตามยุคสมัย สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา Evolution of Web ก็เช่นกัน ในอดีตเว็บไซต์ใช้งานได้อย่างจำกัด แต่นานวันเข้าก็ถูกปรับปรุงให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น
ดังนั้นในอนาคตจะต้องมี Evolution of Web ในระดับที่สูงขึ้น เต็มไปด้วยนวัตกรรมที่ซับซ้อน และรองรับการใช้งานที่หลากหลายกว่าเก่าแน่นอน
ตัวอย่างความเป็นไปได้ของ Evolution of Web ในอนาคต:
1. ระบบ VR จะถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง
สร้างโลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอย เช่น การศึกษาในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนอีก แต่เด็กๆสามารถเรียนทางออนไลน์ได้โดยมีระบบ VR เป็นตัวช่วย ทำให้เห็นภาพของสิ่งที่ครูผู้สอนต้องการสื่อได้ดีขึ้น หรือแม้แต่การท่องเที่ยวก็อาจไม่จำเป็นต้องไปสถานที่จริง แต่สามารถเที่ยวในโลก VR ได้ หรือเปลี่ยนจากการชมภาพยนตร์แบบธรรมดาบนระบบสตรีมมิ่งและการชมภาพยนตร์ในโรง เป็นการชมด้วยเทคโนโลยี VR ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากภาพยนตร์ด้วย เป็นต้น
2. ติดต่อสื่อสารกับคนไกลได้สะดวกขึ้น เสมือนมีตัวจริงอยู่ตรงหน้า
ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารก็ถือว่าสะดวกรวดเร็วพอตัว ไม่ว่าจะเป็น Voice Call(สนทนาแบบได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียว) Instant Message(ติดต่อกันทางข้อความส่วนตัวแบบตอบกลับได้ทันที) Video Call(สนทนาแบบเห็นภาพเคลื่อนไหวและเสียง) หรือการส่งอีเมล์
เป็นไปได้ว่าในอนาคตจะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นเสมือนกำลังอยู่กับตัวจริง เช่น อาจใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมฉายภาพสามมิติของคู่สนทนาขึ้นมา หรืออาจผนวกเทคโนโลยี 4D เข้าไปด้วยเพื่อให้สัมผัสได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว
3. แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้รวดเร็วขึ้น
การแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายในปัจจุบันใช้วิธี Voice Call เป็นหลัก บางครั้งก็แจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นได้ Evolution of Web ในอนาคตเป็นไปได้ว่าถูกพัฒนาให้สะดวกและผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้น โดยจะหันมาใช้การแจ้งผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก เนื่องจากสามารถส่งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้ อีกทั้งยังระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุได้แม่นยำกว่า ทำให้ดำเนินการช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้อาจมีการใช้ระบบ AI ที่มีความฉลาดมากกว่าปัจจุบัน เข้ามาพูดคุยและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นด้วย
เทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งถูกพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ วันนี้เรามีนวัตกรรมไฮเทคหลายอย่างไว้ใช้งาน แต่ใครจะรู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า ทุกอย่างอาจถูกพัฒนาให้ดีกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และแม่นยำกว่าเดิมก็เป็นได้
ถ้าชอบก็ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจ Wanda Exchange TH ด้วยนะครับ

เหตุผลที่ทำให้ BAYC(Bored Ape Yacht Club) ฮิตติดชาร์จ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มของ NFT ในอนาคต!การเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ N...
17/01/2022

เหตุผลที่ทำให้ BAYC(Bored Ape Yacht Club) ฮิตติดชาร์จ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มของ NFT ในอนาคต!
การเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ NFT(Non-fungible Token) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการทำเงินแบบ Passive Income อย่างหนึ่ง กับการที่ผลงานที่มีเพียงต้นฉบับชิ้นเดียวในโลก สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล สร้างกำไรให้นักเทรดที่ถือครอง เรียกได้ว่าให้เงินทำงานแทนคน ไม่เปลืองเวลาและแรงกาย ซึ่งแหล่งของ NFT นั้นก็มีหลายโปรเจกต์ด้วยกัน
ส่วนในบทความนี้เราจะพูดถึงโปรเจก์ที่ชื่อ “Bored Ape Yacht Club”
Bored Ape Yacht Club คืออะไร?
Bored Ape yacht Club หรือ BAYC มีเว็บไซต์คือ www.boredapyachtclub.com เป็นตลาดที่ผลิตสินทรัพย์ดิจิทัลขายเอง (ผู้ใช้ไม่สามารถลงขายผลงานตัวเองบนเว็บไซต์ได้) เอกลักษณ์อยู่ที่รูปลิงหน้าบูดเป็นการ์ตูนสีสันสวยงาม สินทรัพย์ราว 10,000 ชิ้นในคอลเลคชั่นขายหมดภายในครึ่งวันเท่านั้น
BAYC จัดเป็นงาน NFT ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันได้รับความนิยมนั้นมาจากเหล่าคนดังที่เป็นเจ้าของหรือแสดงท่าที่สนใจในสินทรัพย์ ทำให้นักเทรดคนอื่นๆเกิดความสนใจตาม นอกจากนี้ทางทีมงานยังพัฒนา NFT ตัวใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ
และล่าสุดมีข่าวออกมาว่าทางทีมพัฒนากำลังทำเกม Play-To-Earn คาดว่าจะเปิดให้เล่นภายในปี 2022 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกระแสที่ทำให้ BAYC ได้รับความนิยมยิ่งกว่าเดิม
ความนิยมของ Bored Ape Yacht Club บ่งบอกถึงเทรนด์ NFT ในอนาคตอย่างไรบ้าง?
เดิมที NFT ก็ได้รับความนิยมมากพออยู่แล้ว และเป็นไปได้ว่าในอนาคตความนิยมนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากการที่ BAYC สามารถขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากถึง 10,000 ชิ้นภายในเวลาเพียงครึ่งวัน นั่นทำให้เราเห็นแล้วว่า…
1. อินฟลูเอนเซอร์หรือคนดังมีผลอย่างมากในการผลักดันความนิยมของ NFT เนื่องจาก NFT ส่วนใหญ่มีมูลค่าสูง หลายคนจึงอาจลังเลที่จะนำเงินมาลงทุนในส่วนนี้ ดังนั้นหากมีบุคคลสาธารณะมาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็จะช่วยคลายความลังเลนี้ได้ นักเทรดจะกล้าลงทุนกับ NFT มากขึ้น
2. ความนิยมของ NFT ถูกผลักดันได้จากหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ชิ้นงานที่ต้องมีเอกลักษณ์ ดูโดดเด่น ไม่เหมือนใคร และสวยงาม แต่ยังอยู่ที่ว่าผู้สรรสร้างรู้จักพัฒนาชิ้นงานมากน้อยแค่ไหนด้วย เห็นได้จากการที่แม้ BAYC จะขายภาพลิงหน้าบูดหมดไปแล้ว แต่ทางทีมงานก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น ไม่ได้คิดว่าขายได้ 10,000 ชิ้นแล้วพอ แต่ยังจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นความสนใจใน NFT อยู่เสมอ และตั้งใจจะสร้างเกม Play-To-Earn เพื่อเอาใจคนรักเกม ให้หันมาเล่นเกมที่ทั้งสนุกและสร้างรายได้ในเวลาเดียวกันด้วย
3. การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบธรรมดาอาจหายไปในอนาคต และเกม Play-To-Earn จะเข้ามาแทนที่ เนื่องจากให้ทั้งความบันเทิงและเงินในหนึ่งเดียว จึงดึงดูดความสนใจคนได้มากกว่า
เสริมเกร็ดความรู้: อยากเริ่มลงทุนกับ NFT ต้องทำอย่างไร?
สำหรับใครที่อยากลองซื้อ NFT สักชิ้น ขั้นแรกแนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน เพราะ NFT ที่มีชื่อส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูงมาก จึงควรดูแนวโน้มให้ดีๆ ว่างานแบบไหนที่คนให้ความสนใจมาก งานแบบไหนที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากในอนาคต อีกทั้งต้องเลือกตลาดให้ดีด้วย เพราะจุดประสงค์ของการซื้อ NFT นั้นมีหลากหลายมาก อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ดังนั้นหากเราซื้อเก็งกำไร และได้สินทรัพย์ชนิดที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ ตลาดไม่ดี เวลาขายก็จะขายยาก
หรือถ้าใครยังไม่พร้อมซื้อ NFT โดยตรง อาจลองเริ่มต้นด้วยการเล่นเกม Play-To-Earn ก่อนได้ เพราะเป็นการครอบครองไอเท็มในเกมและขายต่อให้คนอื่นได้ในเกมซึ่งมูลค่าไม่สูงเท่าการซื้อขาย NFT แบบธรรมดา นอกจากนี้ยังมีเกมให้เลือกหลายประเภทตามความชอบของผู้เล่น แต่ต้องใช้เหรียญดิจิทัลในการซื้อไอเท็ม แล้วแต่ว่าแต่ละเกมให้ใช้เหรียญอะไร
ถ้าชอบก็ฝากกดติดตาม Wanda Exchange TH ไว้ด้วยนะครับ

ที่อยู่

99/47 Moo. 13, Nongprue Sub-district, Banlamung District
Chon Buri
20150

เบอร์โทรศัพท์

+66993504505

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wanda Exchange THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์