MVP Fund&Insurance

MVP Fund&Insurance ที่ปรึกษาการเงิน ประกัน กองทุน ภาษี หุ้น

ประกันควบการลงทุน (Unit-linked)คืออะไร?ประกันควบการลงทุน เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองชีวิตและมีโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงท...
30/07/2026

ประกันควบการลงทุน (Unit-linked)คืออะไร?

ประกันควบการลงทุน เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองชีวิตและมีโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน "กองทุนรวม" ด้วย นี่คือ 2 ส่วนหลักๆเลยครับของประกันควบการลงทุน จำง่ายๆได้เลยครับว่า ประกันแบบนี้คือ ซื้อประกันชีวิต+ ซื้อกองทุน รวมอยู่ในกรมธรรม์เดียวกัน เหมาะกับคนที่มองหาทั้ง 2 แบบโดยไม่ต้องซื้อแยกกัน และสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้

ข้อดีก็คือ มีความยืดหยุ่นสูง ลูกค้าสามารถเลือกสัดส่วนของทุนชีวิตและสัดส่วนการลงทุนตามต้องการได้เลย พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา มีการแสดงค่าใช้จ่ายต่างๆจากการบริหารชัดเจน ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินการของกองทุนที่เราเลือกเลยครับ ตรงนี้จะแตกต่างจากประกันออมทรัพย์แบบปกติ ที่แบบหลังจะความยืดหยุ่นต่ำ ไม่สามารถปรับแต่ง จูนเครื่องได้เหมือน Unit-linked แต่ข้อดีคือจะมีการการันตีผลตอบแทนชัดเจนว่าสิ้นสัญญาจะได้รับผลประโยชน์เท่าไหร่

สำหรับคนที่กำลังใจสนใจจะซื้อประกันควบการลงทุน ก็ต้องระวังในเรื่องผลตอบแทนด้วยนะครับว่า อาจจะมีสวิงขึ้นลงได้ มีโอกาสได้ผลตอบแทนเยอะแต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนเช่นกัน หากขาดทุนก็มีโอกาสที่เงินลงทุนจะไม่พอให้ชำระในส่วนของความคุ้มครองชีวิตได้ และเบี้ยที่จ่ายไปสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เฉพาะในส่วนของความคุ้มครองชีวิตอย่างเดียว เบี้ยในส่วนของการลงทุนจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ครับ

สำหรับโพสนี้ก็เป็นนิยามสั้นๆของประกัน Unit-linked ที่ผมสรุปมาให้อ่านกันครับ หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถทักมาพูดคุยกับผมได้เลยนะครับ

——————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

ประกันขาดไปแล้ว ทำยังไงดี?เมื่อวันก่อน มีลูกค้าคนนึงถามผมมาว่า ตอนนี้ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันมาระยะเวลานึง ทำให้ประกันที่ทำ...
29/07/2026

ประกันขาดไปแล้ว ทำยังไงดี?

เมื่อวันก่อน มีลูกค้าคนนึงถามผมมาว่า ตอนนี้ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันมาระยะเวลานึง ทำให้ประกันที่ทำไว้ขาดความคุ้มครองไปแล้ว เขาเลยอยากทราบว่าจะทำยังไงบ้างให้ได้กรมธรรม์เล่มนี้กลับคืนมา พอจะมีวิธีไหม ก็ต้องบอกว่า มีแน่นอนครับ เดี๋ยวผมจะพามาดู 2 วิธีที่จะชุบชีวิตประกันของเราขึ้นมาใหม่กันครับ

✅1.)การต่อย้อน
หมายถึงการย้อน(น.หลายตัว)กลับไปจ่ายเบี้ยที่เราค้างชำระไว้ทั้งหมด พร้อมกับดอกเบี้ยย้อนหลัง เพื่อให้กรมธรรม์เล่มเดิมกลับมามีผลอีกครั้งครับ
ข้อดีก็คือ จะยังคงเงื่อนไขและผลประโยชน์ต่างๆเหมือนเดิมตามกรมธรรม์นั้นๆ เหมาะกับคนที่สุขภาพยังแข็งแรงเหมือนเดิม ในช่วงที่ขาดส่งไป เพราะจะต้องแถลงสุขภาพใหม่ทั้งหมดในการขอต่ออายุ และมีระยะเวลารอคอยด้วยครับ

✅2.)การต่อยืด
หมายถึงการขอยืดระยะเวลาออกไป เป็นการต่ออายุกรมธรรม์โดยการคำนวณเบี้ยประกันใหม่ตามอายุปัจจุบันของเราครับ หากเราขาดส่งมาหลายปี และไม่อยากรับภาระการจ่ายเบี้ยย้อนหลัง ก็ใช้ออพชั่นต่อยืดนี้เพื่อเริ่มคำนวณเบี้ยใหม่ได้ครับ เสมือนกับว่าเรามาเริ่มทำประกันใหม่โดยได้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์เดิม แต่ถ้าเราพบว่ากรมธรรม์เล่มนี้ตกรุ่นไปแล้ว แล้วมีของใหม่ออกมาที่ตอบโจทย์กว่า เราก็สามารถเลือกซื้อแผนประกันใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องใช้สิทธิต่อยืดนี้ครับ เพราะยังไงไม่ว่าจะใช้สิทธิหรือซื้อใหม่ก็ยังต้องแถลงสุขภาพ และมีระยะรอคอยเช่นเดียวกันครับ

สรุป:
ต่อย้อน >>> จ่ายเบี้ยย้อนหลัง คืนสภาพเดิม
ต่อยืด >>> เริ่มต้นคำนวณเบี้ยใหม่ ด้วยแบบประกันเดิม

——————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

ซื้อประกัน ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ข้อดีของการซื้อประกันอีกอย่างที่ทุกคนทราบอยู่แล้วคือ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้! แต่จะลดห...
28/07/2026

ซื้อประกัน ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่

ข้อดีของการซื้อประกันอีกอย่างที่ทุกคนทราบอยู่แล้วคือ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้! แต่จะลดหย่อนได้กี่บาท? เดี๋ยวผมจะพาไปดู ประกัน 4 กลุ่มหลักกันครับ ที่สามารถนำเบี้ยไปลดหย่อนได้ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร

✅1.)ประกันชีวิต/สะสมทรัพย์
•ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และระยะเวลาการคุ้มครองต้อง 10 ปีขึ้นไป

✅2.)ประกันสุขภาพ
•ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
***เมื่อนำวงเงินนี้ไปรวมกับข้อ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

✅3.)ประกันบำนาญ
•ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท เช่น เงินได้ทั้งปี 500,000 ลดหย่อนส่วนนี้ได้ 75,000 บาท (จะซื้อประกันบำนาญกี่บาทให้ดูที่รายได้เราเป็นหลักแล้วค่อยมาคำนวณ 15%) และระยะเวลาการคุ้มครองต้อง 10 ปีขึ้นไป
•ถ้ายังไม่ได้ใช้สิทธิข้อ 1 สามารถโยกไปใช้สิทธิได้ = ซื้อแต่บำนาญอย่างเดียวเลย 300,000 บาท
***เบี้ยประกันบำนาญนี้เมื่อนำไปรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ เช่น RMF,SSF + PVD / กบข. / กอช. / กองทุนครูเอกชน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
***ถ้าจะซื้อประกันบำนาญได้เต็มวงเงิน ต้องเป็นผู้มีรายได้ประมาณ 1.33 ล้านบาท/ปี (15% ของรายได้ = 200,000 บาทพอดี)

✅4.)ประกันของคนในครอบครัว
•ประกันสุขภาพพ่อ-แม่(ตนเองหรือคู่สมรส) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (พ่อ-แม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000ต่อปี)
•ประกันชีวิตคู่สมรส ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท (คู่สมรสต้องไม่มีรายได้เลย)

————————————————————————

มาลองดูตัวอย่างกันบ้างครับ โจทย์คือ:
นาย รวย ไม่ไหวแล้ว มีรายได้ทั้งปีที่ 1,000,000 บาท
ซื้อประกันชีวิต 75,000 บาท (ข้อ1)
ซื้อประกันสุขภาพ 25,000 บาท (ข้อ2)
ซื้อประกันบำนาญ 150,000 บาท (ข้อ3 เต็มMax 15% ของรายได้)
ซื้อประกันให้พ่อ-แม่ 15,000 บาท (ข้อ4)
ซื้อประกันให้ภรรยา 10,000 บาท (ข้อ4)

➡️รวม ซื้อประกันทุกหมวด 275,000 บาท

📌📌📌📌📌📌

การคำนวณภาษี:
รายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท
หักค่าซื้อประกัน 275,000 บาท

➡️เหลือเงินได้สุทธิ 565,000 บาท

📌📌📌📌📌📌

นำเงินได้สุทธินี้ไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได:
0-150,000 >>> ยกเว้นภาษี
150,001-300,000 (อัตราภาษี 5%) >>> 7,500 บาท
300,001-500,000 (อัตราภาษี 10%) >>> 20,000 บาท
500,001-750,000 (อัตราภาษี 15%) >>> 9,750 บาท

➡️นาย รวย ไม่ไหวแล้ว จะต้องจ่ายภาษีทั้งสิ้น 37,250 บาท

————————————————————————

โพสวันนี้อาจจะยาวหน่อยนะครับ แต่อยากให้ทุกคนเห็นภาพครับว่า ถ้าเราซื้อประกันแบบต่างๆ จะนำไปลดหย่อนได้เท่าไหร่และจะต้องเสียภาษีจริงๆกี่บาท เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนภาษีในอนาคตได้ครับ จริงๆตัวเลข 37,250 นี้ยังสามารถลดลงได้อีกนะครับ จากการซื้อกองทุนเพื่อการเกษียณต่างๆหรือค่าลดหย่อนอื่นๆเพิ่มเติม เช่น โครงการช้อปดีมีคืน ดอกเบี้ยบ้าน เป็นต้น
ยังไงลองเอาข้อมูลที่ผมมาแชร์วันนี้ไปลองวางแผนภาษีกันดูนะครับ หรือจะทักมาหาผมผ่านเพจนี้ให้ช่วยคำนวณก็พร้อมยินดีให้คำปรึกษาครับผม

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

เงินช็อตแต่ไม่อยากยกเลิกกรมธรรม์ ทำยังไงดี?เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอเหตุการณ์นี้ คือช่วงนี้เรามีเรื่องต้องใช้เงิน ไม่สามาร...
27/07/2026

เงินช็อตแต่ไม่อยากยกเลิกกรมธรรม์ ทำยังไงดี?

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอเหตุการณ์นี้ คือช่วงนี้เรามีเรื่องต้องใช้เงิน ไม่สามารถจ่ายเบี้ยได้แต่ก็ยังอยากให้ประกันคุ้มครองอยู่ ยังไม่อยากเสียไป ถ้าจะเวนคืนก็ขาดทุนหนักอีก จ่ายมาหลายงวดแล้ว เสียดาย วันนี้ผมจะพามาดูวิธีแก้ปัญหาด้วยสิทธิพิเศษ 2 สิทธิ ให้เราปรับเปลี่ยนรูปแบบประกันของเราได้ โดยประกันยังมีผลอยู่ครับ

✅1.) เปลี่ยนมาเป็น "มูลค่าใช้เงินสำเร็จ"
คือการที่เราหยุดจ่ายเบี้ยทันที โดยแลกกับทุนประกันที่ลดลง แต่ระยะเวลาคุ้มครองยังเท่าเดิม เช่น เดิมเราซื้อไว้ที่ทุน 1 ล้านบาท คุ้มครองถึงอายุ 99 เมื่อเราใช้สิทธินี้ ทุนชีวิตเราอาจจะเหลือแค่ 500,000 บาท แต่ความคุ้มครองยังถึงอายุ 99 ปีเหมือนเดิมครับ

✅2.) เปลี่ยนมาเป็น "มูลค่าขยายระยะเวลา"
คือการที่เราหยุดจ่ายเบี้ยทันทีเช่นกัน โดยแลกกับระยะเวลาการคุ้มครองที่สั้นลง แต่ทุนประกันยังเท่าเดิม เช่น เดิมเราซื้อไว้ที่ทุน 1 ล้านบาท คุ้มครองถึงอายุ 99(โจทย์เหมือนข้อแรกเลย) เมื่อเราใช้สิทธินี้ ทุนชีวิตเราจะยังได้ที่ 1 ล้านบาทเท่าเดิม แต่ความคุ้มครองอาจจะเหลือถึงแค่อายุ 60 เป็นต้น

เมื่อเราใช้สิทธิทั้ง 2 ประเภทนี้ การที่จะบอกได้ว่ากรมธรรม์ของเราจะเหลือทุนหรือระยะคุ้มครองเท่าไหร่ จะต้องไปดู "มูลค่าเงินสดสะสม" ณ วันที่จะใช้สิทธิอีกทีนึงครับ ยิ่งเราส่งเบี้ยมาหลายงวด หลายปี มูลค่าเงินสดตรงนี้ก็จะสูง เมื่อเราใช้สิทธิก็จะทำให้ได้รับทุนหรือระยะเวลาคุ้มครองที่ยาวนานขึ้นนั่นเองครับ

————————————————————————

สรุป:
➡️มูลค่าใช้เงินสำเร็จ = ทุนประกันลดลง ความคุ้มครองเท่าเดิม
➡️มูลค่าขยายระยะเวลา = ทุนประกันเท่าเดิม ความคุ้มครองลดลง

และนี่ก็เป็นเทคนิคง่ายๆในการเปลี่ยนรูปแบบของกรมธรรม์ให้เหมาะกับสถานการณ์การเงินของเราในขณะนั้นๆครับ มีอีกข้อควรระวังเมื่อจะใช้สิทธิด้วยนะครับ คือ การใช้สิทธิตรงนี้เนี่ยมันจะเป็นการปรับเปลี่ยนที่ตัวสัญญาหลักของเรา หากว่าเรามีสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพต่างๆที่แนบอยู่ด้วยเนี่ย สัญญาเพิ่มเติมนี้ก็จะถูกยกเลิกไปด้วยอัตโนมัตินะครับผม

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

เป็นโรคอยู่แล้ว ทำประกันได้ไหม?มีหลังไมค์สอบถามกันมาหลายท่านว่า ถ้าเป็นโรคนี้ๆ จะมีผลยังไง จะยังทำประกันได้อยู่ไหม คำถาม...
25/07/2026

เป็นโรคอยู่แล้ว ทำประกันได้ไหม?

มีหลังไมค์สอบถามกันมาหลายท่านว่า ถ้าเป็นโรคนี้ๆ จะมีผลยังไง จะยังทำประกันได้อยู่ไหม คำถามนี้เบื้องต้นก็ต้องบอกว่า "ทำได้ครับ!" แต่ๆๆ ก็จะมีเงื่อนไขการรับทำที่แตกต่างกันไปในแต่ละเคส ซึ่งบริษัทประกันจะพิจารณาตามความรุนแรงและความต่อเนื่องของโรคนั้นๆ ครับ ไม่ได้ปฏิเสธรับทำเสมอไป มาดูกันครับว่าจะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

✅1.)รับประกันตามปกติ:
หากโรคนั้น หายขาดแล้ว ไม่มีผลกระทบต่อลูกค้าในระยะยาว เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าตัดก้อนเนื้อธรรมดา กระดูกหัก ทอนซิลอักเสบ โดยจะต้องอิงจากประวัติการรักษาเป็นหลัก หากแพทย์ยืนยันว่า "หายขาดแล้ว" ไม่มีนัดหมออีกแล้ว ก็จะอนุมัติผ่านได้ตามปกติครับ

✅2.)รับประกัน แต่มีการเพิ่มเบี้ยพิเศษ:
เคสนี้บริษัทจะรับประกันให้ตามปกติ แต่จะขอเก็บเบี้ยเพิ่มเติมพิเศษเป็นค่าความเสี่ยงที่ลูกค้าอาจจะเป็นโรคนั้นซ้ำได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคนั้นด้วยนะครับ อย่างเช่น โรคความดันโลหิตที่คุมอาการได้อย่างดี ก็อาจจะเข้าเงื่อนไขตรงนี้ได้ครับ

✅3.)รับประกัน แต่ยกเว้นโรคนั้นๆ:
แบบนี้ก็จะคุ้มครองโรคอื่นๆทั้งหมดตามแบบประกันที่เลือกครับ แต่จะยกเว้นโรคที่ลูกค้าเคยเป็นมาก่อนหน้าและยังมีอาการสืบเนื่องมาครับ ก็จะมีหมายเหตุไว้ในเล่มกรมธรรม์เลยครับ ว่าไม่รับคุ้มครองโรคนี้ๆ

✅4.)ปฏิเสธการรับประกัน:
กรณีเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งหรือโรคหัวใจขั้นรุนแรง ก็จะไม่สามารถทำประกันได้เลยครับ เพราะว่าอาการอยู่ในขั้นรุนแรงไปแล้วครับ

เห็นไหมครับว่า การที่เราเป็นโรคอะไรบางอย่างแล้วอยากจะทำประกันเนี่ย ไม่ใช่ว่าบริษัทประกันจะปฏิเสธทุกเคสนะครับ เรายังสามารถทำประกันได้อยู่ เพียงแต่อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างเพิ่มเข้ามา ซึ่งถ้าเรายอมรับเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ได้ ก็อาจจะคุ้มที่จะทำนะครับ ถ้าประกันตรงนี้สามารถปิดความเสี่ยง และความกังวลของเราไปได้ สิ่งสำคัญคือ จะต้องแถลงความจริง ไม่ปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของเราครับ เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์แก่ตัวลูกค้าเองด้วยครับ

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

"ระยะรอคอย" (Waiting Period)เวลาเราทำประกันสุขภาพต่างๆ มักจะเจอคำนี้อยู่เสมอ นั่นคือคำว่า "ระยะรอคอย" แล้วมันคืออะไร วัน...
24/07/2026

"ระยะรอคอย" (Waiting Period)

เวลาเราทำประกันสุขภาพต่างๆ มักจะเจอคำนี้อยู่เสมอ นั่นคือคำว่า "ระยะรอคอย" แล้วมันคืออะไร วันนี้ผมจะมาขยายความให้ครับ

ปกติแล้วเวลาซื้อประกันสุขภาพ ประกันจะยังไม่คุ้มครองทันที บริษัทประกันจะกำหนดให้ต้องพ้นช่วงระยะเวลาหนึ่งไปแล้ว ถึงจะเริ่มคุ้มครองตามกรมธรรม์ เป้าหมายเพื่อป้องกันคนที่เป็นโรคอยู่แล้ว แอบเนียนมาซื้อประกันเพื่อที่จะเคลมทันที โดยจะแบ่งออกเป็นระยะหลักๆดังนี้

✅0 วัน (คุ้มครองทันทีตั้งแต่ออกกรมธรรม์) : เคสอุบัติเหตุต่างๆ เช่น รถชน, มีดบาด
✅30 วัน : โรคเจ็บป่วยทั่วๆไป เช่น ไข้หวัด, อาหารเป็นพิษ, ท้องเสีย
✅90 วัน : โรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง, ไตวาย, กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด, กลุ่มโรคประสาทและสมอง
ระยะนี้มักจะถูกระบุไว้ใน "สัญญาประกันโรคร้ายแรง" เป็นหลัก
✅120 วัน : โรคเรื้อรัง/โรคเฉพาะทาง เช่น เนื้องอก, นิ่ว, ต้อกระจก, หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

จำง่ายๆเลยครับว่า โรคทั่วไปรอประมาณ 1 เดือน โรคร้ายแรง/เรื้อรัง รอประมาณ 3-4เดือน ส่วนอุบัติเหตุคุ้มครองทันที และที่สำคัญเลยคือถ้าเป็นโรคมาก่อนจะทำประกัน จะไม่ได้รับความคุ้มครองทุกกรณีครับ เว้นแต่ว่าจะได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ อย่างเช่น รับทำแต่เพิ่มเบี้ย เป็นต้นครับ
เมื่อเราทราบระยะรอคอยเหล่านี้แล้วว่าต้องรอกี่วัน การตัดสินใจทำประกันให้เร็วที่สุดก็เป็นสิ่งจำเป็นนะครับ เพราะถ้าทำประกันแล้วผ่านระยะรอคอยตรงนี้ไปแล้ว เราก็สบายใจได้เลยว่าจะได้รับความคุ้มครองและผลประโยชน์ต่างๆตามกรมธรรม์ที่เรามีอยู่ได้อย่างแน่นอนครับ

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

เทคนิค "แซนวิชประกัน" (Insurance Sandwich Strategy)วันนี้ผมจะมาแชร์เทคนิคที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริงเกี่ยวกับการซื้อประ...
23/07/2026

เทคนิค "แซนวิชประกัน" (Insurance Sandwich Strategy)

วันนี้ผมจะมาแชร์เทคนิคที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริงเกี่ยวกับการซื้อประกันสุขภาพให้ฟังกันครับ นั่นคือเทคนิค "แซนวิชประกัน"
ปกติแล้วถ้าเราซื้อประกันสุขภาพ ส่วนใหญ่ก็จะซื้อกันคนละเล่มใช่มั้ยครับ แต่เทคนิคนี้จะเป็นการวางแผนการซื้อแบบซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็จ่ายเบี้ยคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับครับ เดี๋ยวผมจะพาไปดูแต่ละชั้นกันครับว่า มีอะไรบ้าง

✅1.) ชั้นล่างสุด = สวัสดิการที่เรามีอยู่
ชั้นนี้เราจะจ่ายน้อยที่สุดหรือไม่เสียเลยครับ มันก็คือตัวประกันสังคม, ประกันกลุ่มบริษัท, สวัสดิการข้าราชการที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน้าด่านแรกให้เราในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลครับ

✅2.) ไส้กลาง = ประกันสุขภาพส่วนตัว แบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible)
ไส้กลางนี้คือส่วนหลักเลยครับที่ทำให้แซนวิชเราอร่อย คือเราสามารถเลือกแบบประกันสุขภาพได้ตามที่เหมาะกับเราได้เลยครับ(ไส้ที่เราชอบ) แล้วเลือกเป็นแบบ Deductible หลักการคือให้ชั้นล่างสุดทำหน้าที่ของตัวเองไปก่อน จากนั้นส่วนของไส้กลางก็จะเข้ามาจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อให้ วิธีนี้จะทำให้เราประหยัดการจ่ายเบี้ยรายปีไปได้เยอะมาก แต่ก็ยังได้ความคุ้มครองตามแบบประกันที่เราเลือกไว้เหมือนเดิมทุกอย่างครับ

✅3.) ชั้นบน = ประกันโรคร้ายแรงแบบรับเงินก้อน
ชั้นบนนี้จะจ่ายเงินก้อนให้เราทันทีเมื่อตรวจพบโรคร้ายครับ อันนี้จะไม่ไปซ้ำกับชั้นอื่นแล้ว ก็คือเราจะได้เงินก้อนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือเป็นเงินชดเชยรายได้ ทำให้เรายังมีสภาพคล่องทางการเงินในวันที่ต้องหยุดงานมารักษาตัวครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับกับเทคนิคแซนวิชประกันที่ผมเอามาแชร์วันนี้ พรุ่งนี้ถ้าซื้อแซนวิชกินตอนเช้า ก่อนกัดคำแรก อย่าลืมมองภาพเป็นประกันสุขภาพกันด้วยนะคร๊าบ 🥪🙂

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

เมื่อวันก่อนผมได้คุยกับลูกค้าท่านนึง เขาตั้งใจจะทำประกันให้ตัวเองกับแฟน ผมก็อธิบายรายละเอียดแบบประกันให้ฟัง จนมาถึงช่วงก...
22/07/2026

เมื่อวันก่อนผมได้คุยกับลูกค้าท่านนึง เขาตั้งใจจะทำประกันให้ตัวเองกับแฟน ผมก็อธิบายรายละเอียดแบบประกันให้ฟัง จนมาถึงช่วงการคำนวณเบี้ย ลูกค้าเลยเกิดคำถามว่า ทำไมค่าเบี้ยออกมาไม่เท่ากัน ทั้งๆที่อายุเท่ากัน ผมเลยอยากจะนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังคร่าวๆกันครับ

ผมขอแยกกลุ่มประกันออกเป็น 2 กลุ่มนะครับ
✅1.)ประกันสุขภาพ+โรคร้ายแรง
เนื่องจากเพศหญิงนั้นมีอวัยวะภายในมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะระบบการเจริญพันธุ์ต่างๆ เมื่อมีมากกว่าก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยมากกว่าเพศชาย ตัวอย่างโรคก็เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เนื้องอกทางมดลูก เป็นต้น และสถิติการป่วยและเคลมประกันของเพศหญิงก็ยังมีมากกว่าเพศชาย สืบเนื่องมากจากเหตุผลข้างต้นอีกด้วย จึงทำให้เบี้ยประกันของเพศหญิงในกลุ่มสุขภาพนั้น สูงกว่าเพศชายครับ

✅2.)ประกันอุบัติเหตุ+ประกันชีวิต
ด้วยวิถีชีวิตของเพศชายนั้น มักจะมีความฮาร์ดคอร์มากกว่าเพศหญิง มีแนวโน้มที่จะทำเรื่องเสี่ยงๆที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง เช่น ขับรถเร็ว กินเหล้า สูบบุหรี่ ต่อยตีทะเลาะวิวาท หรือการทำงานเสี่ยงภัยต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เบี้ยประกันในกลุ่มนี้ของเพศชายนั้นสูงกว่าเพศหญิง
อีกประเด็นสำคัญคือสถิติอายุขับเฉลี่ยทั่วโลกนั้น พบว่า เพศชายมีอายุขับเฉลี่ยน้อยกว่าเพศหญิง เมื่อมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเร็วกว่า เบี้ยประกันชีวิตจึงสูงกว่านั่นเองครับ

สรุปสั้นๆ
กลุ่มที่ 1 เพศหญิงจ่ายมากกว่า
กลุ่มที่ 2 เพศชายจ่ายมากกว่า

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

หลายคนคิดว่า ประกันเด็กก็คือประกันผู้ใหญ่ย่อส่วน อันนั้นก็ใช่ครับ แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เดี๋ยวเราลองมาดูเหตุผล ที่มาที่ไป ว...
20/07/2026

หลายคนคิดว่า ประกันเด็กก็คือประกันผู้ใหญ่ย่อส่วน อันนั้นก็ใช่ครับ แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เดี๋ยวเราลองมาดูเหตุผล ที่มาที่ไป ว่าทำไมเราต้องคำนึงถึงสิ่งๆต่างๆเหล่านี้เมื่อจะเลือกซื้อประกันสุขภาพให้เด็กๆกันครับ

✅1.) เบี้ยประกันเด็กจะแพงกว่าของผู้ใหญ่
เห็นมั้ยครับ แค่ข้อแรกก็สะดุ้งแล้ว!! เด็กเล็กตั้งแต่ 0-5 ขวบ เบี้ยมักจะสูงเสมอ เนื่องจากว่าน้องมีโอกาสที่จะป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ เหมือนกับผู้ใหญ่เลยครับ ที่เมื่อผู้ใหญ่อายุมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยสูง ความเสี่ยงที่เราจะป่วยนี้เองที่ทำให้เบี้ยประกันมีการปรับขึ้นตามแต่ละช่วงอายุครับ

✅2.) น้องๆมักจะป่วยบ่อย ติดเชื้อได้ง่าย
ข้อนี้ก็ต่อยอดมาจากข้อแรกเลยครับ เด็กๆมักจะป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินใจและทางเดินอาหาร เช่นไข้หวัด, RSV,มือเท้าปาก เพราะว่าภูมิเค้ายังไม่แข็งแรง เชื้อไวรัสต่างๆเลยเข้ามาโจมตีได้ง่าย เหมือนที่เราได้ยินกันมาว่า เด็กๆมักจะเป็นไข้หวัดจากการติดเชื้อจากเพื่อนที่โรงเรียน ประมาณนั้นครับ แต่น้องๆจะไม่ได้ป่วยพวกกลุ่มโรคเรื้อรังเหมือนผู้ใหญ่นะครับเช่น เบาหวาน ความดัน แค่ว่าเด็กๆจะมีโอกาสป่วยและเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าในช่วงวัยนี้นั่นเองครับ

✅3.) ค่าห้องมักจะแพง
แน่นอนว่าเมื่อเด็กต้องเข้าแอดมิดแล้วก็ต้องมีพ่อแม่คอยเฝ้าใช่ไหมครับ บางครอบครัวอาจจำเป็นจะต้องใช้ห้องขนาดใหญ่กว่า หรือห้องพิเศษสำหรับเด็ก เพื่อความสะดวกที่สุดในการรักษา ตรงนี้เลยอาจเป็นจุดแตกต่างกับค่าห้องมาตรฐานของผู้ใหญ่ ดังนั้นการเลือกประกันที่เน้นค่าห้องก็เป็นจุดนึงที่ต้องพิจารณาครับ

✅4.) Co-Payment
เมื่อน้องๆป่วยบ่อย ต้องแอดมิดบ่อยเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในปีถัดไปอาจจะมีเงื่อนไข Co-paymennt ร่วมจ่ายด้วยครับ เช่น 20-30%

————————————————————————

ทั้ง 4 ข้อนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้ที่ผมนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่ ที่กำลังเลือกซื้อประกันให้ลูกอยู่นะครับ ว่าเราควรจะดูเรื่องอะไรบ้าง แล้วเลือกซื้อแบบประกันที่เหมาะสมครับ เพราะการที่น้องป่วยทีนึง เราก็ต้องหยุดงานมาดูแลใช่ไหมครับ การมีประกันที่ดีที่ช่วยคุ้มครองตรงนี้ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจในทุกช่วงวัยของลูกๆได้ครับ

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

ช่วงนี้มีประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำบางคำ นั่นคือคำว่า IRR แล้วมันคืออะไร วันนี้ผมจะมาอธิบาย...
18/07/2026

ช่วงนี้มีประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำบางคำ นั่นคือคำว่า IRR แล้วมันคืออะไร วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ เอาแบบว่าไม่ต้องลงสูตรอะไรลึกๆเลยครับ แบบพื้นฐานสุดๆ อ่านแล้วเข้าใจทันทีเลยครับ

IRR(Internal Rate of Return) "คือ อัตราผลตอบแทนภายใน"
เป็นดัชนีนึงที่คำนวณผลตอบแทนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยคำนึงถึงมูลค่าเงินตามกาลเวลา (Time Value of Money) กล่าวคือเงิน 100 บาทวันนี้มีค่าไม่เท่ากับ 100 บาท ในอนาคต สามารถใช้วัดความคุ้มค่าในการลงทุนในสินทรัพย์ที่เราใส่เงินเข้าไปเป็นเวลาหลายปีได้ สมมุติว่าสินทรัพย์นึงให้ผลตอบแทน100%เลย ดูเหมือนสูงใช่มั้ยครับ แต่เราต้องรอเวลาหลายปีกว่าจะได้ก้อนนี้มา เราก็จะมาใช้ค่า IRR นี้แหละในการหาอัตราผลตอบแทนที่ควรจะเป็นจริงๆ เดี๋ยวลองมาดูตัวอย่างกันครับ

1.) ลงทุนซื้อคอนโด มา 1 ห้อง ราคา 100 บาท
ปีแรกขายได้เลย 110 บาท = กำไร 10 บาท
เคสนี้ก็คิดง่ายๆเลยครับ ผลตอบแทน 10%

2.) ลงทุนซื้อคอนโน มา 1 ห้อง ราคา 100 บาท เหมือนกัน
แต่คราวนี้ลูกค้าขอผ่อนจ่าย เป็น 2 ปี ปีละ 55 บาท
เราได้กำไรเท่าเดิม 110 บาท เหมือนกันกับด้านบน แต่รอบนี้เงินที่เราได้กลับมามัน "ช้ากว่าเดิม" ต้องรอ 2 ปี เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่เราได้มันก็จะไม่ใช่ 10% แล้ว
เมื่อมาคำนวณแบบ IRR ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี จะอยู่ที่ 6.6% แทน

————————————————————————

ในอนาคตถ้าทุกคนไปลงทุนในสินทรัพย์ไหนก็ลองมองหาค่า IRR ดูเพื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นด้วยนะครับว่าแบบไหน IRR สูงกว่ากัน ทั้งนี้ไม่มีถูกผิดนะครับ สินทรัพย์ที่ IRR ต่ำกว่าแต่เรารับความเสี่ยงกับมันไหว ก็อาจจะเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับเรามากกว่าก็ได้ครับ

มาปิดท้ายด้วยสูตรคำนวณง่ายๆใน Excel/Google Sheets กันนะครับ
ในช่องแรก (A1) ให้ใส่ค่าเงินที่เราลงทุนไป ผมขอยกมาจากข้อ2 เลยนะครับ ก็คือ -100 (ค่าติดลบ)
ช่องที่2 (A2) ให้ใส่เงินที่ได้คืนปีแรก = 55
ช่องที่3 (A3) ให้ใส่เงินที่ได้คืนปีที่สอง = 55
ใช้สูตร = IRR(A1:A3)
เพียงเท่านี้เราก็จะได้ค่า IRR เฉลี่ยต่อปีออกมาแล้วครับ ง่ายมากๆเลยครับ

————————————————————————
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
📞 Tel : 0882523662 (ทอย)
✅ Line ID : 0882523662
📧 Email : [email protected]

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MVP Fund&Insuranceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์