ฟรีนิกซ์: เครดิต

ฟรีนิกซ์: เครดิต -ลองทักเข้ามาคุย ยินดีให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
099-4191337 (คุณบอส)📲
ID Line : 0994191337
⏭️ เฉพาะในกรุงเทพ ปริมณฑลและพื้นที่ใกล้เคียง ⏭️

27/11/2025

📌 Mark Zuckerberg กับคำตอบที่ว่า... ทำไมคน 99% ถึงไปไม่ถึงฝัน ?

เรามักหลงเชื่อว่า "ถ้าเราอธิบายให้ดีพอ ทุกคนจะเข้าใจเรา"

แต่ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นหากคุณกำลังสร้างสิ่งใหม่ที่โลกไม่เคยเห็น คำอธิบายใดๆ ก็ไร้ค่า เพราะคนอื่นไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกับคุณ

Mark Zuckerberg เรียนรู้เรื่องนี้ในวันที่เขาปฏิเสธเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ จาก Yahoo ที่ขอซื้อ Facebook ซึ่งเหตุการณ์นี้เองที่สอนให้เขารู้ว่า การจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ "คุณต้องยอมถูกเข้าใจผิด เป็นเวลานาน" มันคือค่าผ่านทางที่คุณต้องจ่าย

-----

📌 บทเรียนราคา 1 พันล้านดอลลาร์

ซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งของ Facebook นั่นคือตอนที่เขาตัดสินใจ "ปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์"

ในมุมมองของคนนอก และแม้กระทั่งคนในทีม การปฏิเสธเงินมหาศาลขนาดนั้นคือเรื่องที่ "บ้าคลั่ง" และผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนั้นรุนแรงมาก:

▪ ทุกคนมองว่า Zuckerberg เสียสติ

▪ ทีมงานของ Zuckerberg ลาออกกันหมด เพราะไม่เชื่อในทิศทางที่เขาเลือก

-----

📌 ความโดดเดี่ยวคือ "ค่าผ่านทาง"

เหตุการณ์นั้นสอนบทเรียนสำคัญให้เขาว่า การจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ คุณต้องเตรียมใจที่จะเผชิญกับความโดดเดี่ยว

"คุณต้องยินดีที่จะถูกเข้าใจผิด เป็นระยะเวลายาวนาน"

ความไม่เข้าใจของคนรอบข้างไม่ใช่สัญญาณว่าคุณทำผิด แต่มันคือ "ราคาค่าเข้า" สำหรับการทำสิ่งที่สำคัญและแตกต่าง

-----

📌 บทสรุป: เลิกวิ่งหาแสงไฟจากคนอื่น

ท้ายที่สุด ซักเคอร์เบิร์ก สรุปเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ล้มเลิกไปก่อนไว้อย่างคมคายว่า:

"ถ้าคุณต้องอาศัยการยอมรับจากภายนอกเพื่อให้มีแรงก้าวต่อไป... คุณจะล้มเลิกแน่นอน"

เพราะในวันที่ยากลำบากที่สุด จะไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีใครเข้าใจ สิ่งเดียวที่จะพาคุณวิ่งฝ่าอุปสรรคไปจนถึงเส้นชัยได้ มีเพียง "ความเชื่อมั่นจากภายใน" ของคุณเองเท่านั้น

#แนวคิดคนสำเร็จ #แรงบันดาลใจ #พัฒนาตัวเอง #ข้อคิดดีๆ

27/11/2025
27/11/2025

📌 “ผมยอมเสียเงินลงทุนมากเกินไป ยอมทุ่มเกินความเป็นจริง ดีกว่าลงทุนน้อยเกินไป…แล้วแพ้ในอุตสาหกรรม AI ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”
— Mark Zuckerberg CEO Facebook กล่าว

เมื่อผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกยังต้อง “เดิมพันหนัก” เพื่อไม่ให้ตกขบวน AI…
คำถามคือ นักลงทุนทั่วไปอย่างเรา พร้อมหรือยังสำหรับคลื่นเปลี่ยนโลกครั้งนี้ ?
AI วันนี้คือ ฟองสบู่ ที่อาจรอวันที่แตก ?
หรือคือ Mega Opportunity ที่ใครพลาด…เท่ากับตกยุค ?

คำตอบทั้งหมด…
คุณจะได้พบในงาน — งานลงทุนเทคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี
เวทีเดียวที่รวมมันสมองระดับโลก–ไทย มาวิเคราะห์อนาคตให้คุณแบบเจาะลึก

✨ ถอดรหัส “AI: Bubble หรือ Mega Opportunity?”
✨ มองเศรษฐกิจโลก–ไทยท่ามกลางความผันผวน
✨ วิเคราะห์ Alternative Assets ทั้ง Bitcoin–ทองคำ ป้องกันพอร์ตได้จริงหรือไม่
✨ ฟังมุมมองตรงไปตรงมาจาก Warren Redlich / Tom Nash / Jekky Ride the Dragon และสมาคม VI ดีเบตเดือด “หุ้น 10 เด้งแห่งอนาคต” — ใครจะเป็น Tesla / Nvidia / Palantir ตัวต่อไป?

🗓️ วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 (เปิดลงทะเบียน 08:30)
📍 True Digital Park Grand Hall
👉 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด — รายละเอียดอยู่ในคอมเมนต์ด้านล่าง

ท้ายที่สุด…คุณเชื่อว่า AI จะพาโลกไปสู่อนาคตแบบไหน ?
ฟองสบู่…หรือโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตนักลงทุน ?
มาหาคำตอบร่วมกันในงานนี้

#ลงทุน

27/11/2025

ยักษ์หลับ ‘Google’ ตื่นขึ้นแล้ว กลับมาทวงบัลลังก์ ‘ผู้นำ AI’ ดีลโครงสร้างชิป Meta–Anthropic ดันมูลค่า Alphabet ใกล้แตะ 4 ล้านล้านดอลล์
หลังจากเคยถูกมองว่า ‘ตามหลัง’ ในสงคราม AI มานาน ‘Google’ กำลังกลับมาทวงบัลลังก์ ด้วยโมเดล Gemini 3 ที่ได้รับเสียงชื่นชม มีชิป TPU ของตัวเองที่เป็นทางเลือกใหม่ของยักษ์เทค รวมถึงดีลร่วมมืออย่าง Meta-Google และ Anthropic-Google กำลังพลิกเกมตลาด
นับตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT เมื่อสามปีก่อน เหล่านักวิเคราะห์ รวมถึงวิศวกรของกูเกิลเอง ต่างเคยมองว่า Google กำลัง “ตามหลัง” ในศึกชิงความเป็นผู้นำปัญญาประดิษฐ์ที่เดิมพันสูง
แต่ตอนนี้ ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เนื่องจาก Google ได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ AI ชุดใหม่ มีชิป AI เป็นของตัวเอง ในชื่อ TPU (Tensor Processing Unit) และทำข้อตกลงสำคัญด้านชิปกับ Anthropic PBC อีกทั้งโมเดล AI “Gemini 3” ก็ได้รับคำชื่นชมทันทีในด้านความสามารถในการให้เหตุผล การเขียนโค้ด รวมถึงงานเฉพาะทางที่เคยเป็นจุดอ่อนของแชตบอต AI
ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป สตาร์ทอัพ AI อย่าง Anthropic ประกาศในเดือนตุลาคมว่า จะใช้ TPU ของ Google มากถึง 1 ล้านตัว ภายใต้ดีลมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยักษ์เทค Meta กำลังเจรจาเพื่อใช้ชิปของ Google ส่งผลให้หุ้นของบริษัทแม่ Alphabet ทะยานขึ้น ใกล้ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าตลาดได้เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้วนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการที่วอร์เรน บัฟเฟตต์เข้าถือหุ้น Google รวมมูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสาม
ขณะที่หุ้น SoftBank Group หนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ OpenAI ร่วงลง 10% ในวันอังคารจากความกังวลการแข่งขันจาก Gemini ของ Google
ส่วนหุ้น Nvidia ลดลง 2.6% มูลค่าตลาดหายไปกว่า 115,000 ล้านดอลลาร์
“Google อาจเคยเป็นม้ามืดมาตลอดในศึก AI นี้” นีล ชาห์ นักวิเคราะห์และผู้ร่วมก่อตั้ง Counterpoint Research กล่าว “นี่คือยักษ์หลับที่ตอนนี้ ตื่นขึ้นเต็มตัวแล้ว”
สิ่งที่เหนือกว่า OpenAI ในขณะนี้ คือ Google มีฐานข้อมูลมหาศาลในการใช้เทรนและปรับแต่งโมเดล AI มีกำไรต่อเนื่องที่หล่อเลี้ยงการลงทุน และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านประมวลผลของตนเอง
“เราเลือกแนวทางแบบ Full-Stack ในโลก AI อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่บนลงล่าง” ซุนดาร์ พิไช ซีอีโอของ Alphabet กล่าวกับนักลงทุนในไตรมาสที่ผ่านมา “และตอนนี้ผลลัพธ์ก็กำลังชัดเจนแล้ว”
นอกจากนี้ ความได้เปรียบของ Google ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างทางธุรกิจ บริษัทเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ผลิต Full Stack ด้านคอมพิวติ้งได้ “ครบวงจร” ตั้งแต่แอป AI ที่ผู้คนใช้งาน เช่น Nano Banana โมเดลซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงชิปที่รองรับทั้งหมด
เบื้องหลังยังมีขุมทรัพย์ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากดัชนีเสิร์ช ระบบ Android และ YouTube ซึ่ง Google ใช้เพื่อพัฒนา AI และมักเก็บไว้เป็นทรัพยากรเฉพาะในบริษัท
สิ่งนี้หมายความว่า Google สามารถควบคุมทิศทางผลิตภัณฑ์ AI ได้มากกว่า และไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายให้ซัพพลายเออร์เหมือน OpenAI
อย่างหนึ่งคือ นักพัฒนา AI สามารถเข้าถึงชิปของ Google ได้ผ่านบริการคลาวด์ของ Google เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สามารถใช้ชิปของ Nvidia ได้แบบยืดหยุ่นกว่ามาก
“หลายบริษัทล้มเหลวในการพยายามพัฒนาชิปของตัวเอง แต่ตอนนี้ Google แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สามารถเพิ่มความได้เปรียบใหม่ให้กับตัวเองได้” เบน แบร์ริงเจอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ Quilter Cheviot ระบุผ่านอีเมล
“ทันทีที่คุณเลือกใช้ชิป TPU ก็เท่ากับถูกผูกเข้าไปในระบบนิเวศของ Google Cloud แล้ว” เมอรีเยม อาริก ซีอีโอของสตาร์ทอัพ AI Doubleword กล่าว
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/1209292
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจTech #กรุงเทพธุรกิจBusiness

27/11/2025

🤯 ยักษ์ตื่นแล้ว! Google พลิกเกม AI กลับมาทวงบัลลังก์ ดันมูลค่าบริษัทเฉียด 4 ล้านล้านดอลลาร์

ใครที่เคยปรามาสว่า Google แพ้ราบคาบให้กับ ChatGPT อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะ "ยักษ์หลับ" ตนนี้ตื่นขึ้นมาเต็มตาแล้ว และการตื่นครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับอาวุธครบมือที่ทำให้คู่แข่งต้องหนาวๆ ร้อนๆ กันเลยทีเดียวค่ะ

ย้อนกลับไปช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่โลกเรารู้จักกับ ChatGPT นักวิเคราะห์และกูรูไอทีต่างฟันธงว่า Google เพลี่ยงพล้ำในสงคราม AI ครั้งนี้

แต่สถานการณ์ล่าสุดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อ Google เปิดตัว Gemini 3 โมเดล AI สารพัดประโยชน์รุ่นล่าสุดที่กวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะความสามารถในการใช้เหตุผลและการเขียนโค้ดที่ทำได้ดีเยี่ยม รวมถึงการแก้โจทย์ยากๆ ที่แชทบอทเจ้าอื่นมักจะตกม้าตาย อย่างเช่นการสร้างภาพที่มีตัวอักษรประกอบได้ถูกต้องแม่นยำ จน Andrej Karpathy หนึ่งในผู้ก่อตั้ง OpenAI ถึงกับเอ่ยปากชมว่านี่คือโมเดลภาษาระดับ Tier 1 อย่างแท้จริง

ซึ่งผลงานนี้สะท้อนไปถึงผลการจัดอันดับบนกระดานผู้นำอย่าง LMArena และ Humanity’s Last Exam ที่ Gemini 3 Pro สามารถไต่อันดับขึ้นไปอยู่หัวตารางได้อย่างสวยงามค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจคือ Google ไม่ได้สู้แค่ด้วยซอฟต์แวร์ แต่กำลังใช้ความได้เปรียบแบบ "Full Stack" หรือการกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ย้ำชัดเจนว่าบริษัทลงทุนทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่แอปพลิเคชันที่เราใช้อย่าง Nano Banana (ตัวสร้างภาพ), โมเดลซอฟต์แวร์, ระบบคลาวด์ ไปจนถึงชิปประมวลผล นี่คือจุดแข็งที่หาตัวจับยาก เพราะ Google มีเหมืองทองข้อมูลมหาศาลจาก Search, Android และ YouTube อยู่ในมือ ทำให้สามารถกำหนดทิศทางเทคโนโลยีได้เองโดยไม่ต้องง้อซัพพลายเออร์เจ้าอื่น เหมือนที่ OpenAI ต้องพึ่งพาคนอื่น

เรื่อง "ชิป" นี่แหละค่ะที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ โดย Google ซุ่มพัฒนาชิปของตัวเองที่เรียกว่า TPU (Tensor Processing Unit) มานานกว่าทศวรรษ เพื่อใช้เร่งความเร็วในการค้นหาข้อมูลและประมวลผล AI โดยเฉพาะ ล่าสุดมีการเปิดตัวชิป Ironwood TPU ในปี 2025 ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากในฐานะทางเลือกไม่กี่ทางที่จะมางัดข้อกับเจ้าตลาดอย่าง Nvidia ได้

ความฮอตของชิป Google พิสูจน์ได้จากดีลยักษ์ใหญ่กับสตาร์ทอัพ AI มาแรงอย่าง Anthropic ที่ตกลงจะใช้ชิป TPU ของ Google ถึง 1 ล้านตัว คิดเป็นมูลค่าดีลหลายหมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวลือที่สะเทือนวงการที่สุดคือรายงานจากสื่อ The Information ที่ระบุว่า Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) กำลังเจรจาเพื่อนำชิปของ Google ไปใช้ในศูนย์ข้อมูลของตนเองในปี 2027 แม้ Google จะเลี่ยงที่จะตอบเรื่องนี้ตรงๆ แต่ก็ยอมรับว่าธุรกิจคลาวด์กำลังมีความต้องการชิป TPU พุ่งสูงขึ้นมาก

ข่าวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Alphabet (บริษัทแม่ Google) ดีดตัวขึ้นทันที 1.5% ปิดที่ 323.44 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งเฉียด 4 ล้านล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว

ในมุมมองการลงทุน นี่คือสัญญาณบวกที่ชัดเจนมากค่ะ ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นต้นมา มูลค่าตลาดของ Alphabet เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากปู่นักลงทุนในตำนานอย่าง Warren Buffett ที่เข้ามาซื้อหุ้นมูลค่าถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสที่ 3 ในขณะที่คู่แข่งและผู้ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้ามกลับเจ็บตัวไปตามๆ กัน อย่าง SoftBank ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของ OpenAI หุ้นร่วงลงถึง 10% เพราะความกังวลต่อการมาของ Gemini ส่วน Nvidia เองก็หุ้นตก 2.6% หายไปถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้ Google จะดูแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ก็ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้

หากเราดูตัวเลขผู้ใช้งานจริง แอปพลิเคชัน Gemini มียอดดาวน์โหลดต่อเดือนในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 73 ล้านครั้ง ซึ่งยังตามหลัง ChatGPT ที่ทำได้ 93 ล้านครั้งอยู่พอสมควร และในฝั่งธุรกิจคลาวด์ Google ก็ยังคงเป็นเบอร์ 3 ทำรายได้ไตรมาสล่าสุดที่ 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (โต 34%) แต่ก็ยังน้อยกว่า Amazon Web Services (AWS) ถึงครึ่งต่อครึ่ง

อีกทั้งการใช้ชิป TPU ของ Google ยังมีข้อจำกัดคือผู้ใช้จะถูกผูกติดกับระบบคลาวด์ของ Google เท่านั้น ต่างจากชิป GPU ของ Nvidia ที่ยืดหยุ่นกว่า

ถึงกระนั้น ภาพรวมตอนนี้ชัดเจนว่า Google ผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว การปรับโครงสร้างองค์กรโดยรวมทีม AI ภายใต้การนำของ Demis Hassabis จาก DeepMind ทำให้ทิศทางชัดเจนขึ้น จากที่เคยวิจัยสะเปะสะปะ ตอนนี้โฟกัสไปที่โมเดลพื้นฐานเพื่อชนกับคู่แข่งโดยตรง แถมความกังวลเรื่องการถูกผูกขาดทางการค้า (Antitrust) ก็เบาบางลงเพราะการแข่งขันในตลาด AI ที่ดุเดือดทำให้ข้อหาผูกขาดฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป

🎯 สรุปสั้นๆ ในภาษานักลงทุนก็คือ Google กลับมาเป็น "Top Pick" ในสนาม AI อีกครั้ง ด้วยพื้นฐานที่แน่นปึ้กทั้งเงินทุน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน

คำกล่าวของ Thomas Husson นักวิเคราะห์จาก Forrester น่าจะสรุปสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่า "รายงานข่าวเกี่ยวกับการตายของ Google นั้น ดูจะเกินจริงไปมาก" เพราะยักษ์ตัวนี้ตื่นแล้ว และกำลังวิ่งด้วยความเร็วเต็มสูบค่ะ

ปล. บทความนี้เขียนโดย Gemini 3.0 Pro และรูปภาพสร้างโดย Nano Banana Pro… ดูออกกันไหมคะ

26/11/2025

"จี๋ สุทธิรักษ์" จากนักแสดงสู่ "นักลงทุนสร้างแบรนด์": มองขาดในสมรภูมิสุขภาพ / PR News จากลงทุนแมน
“จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร” นักแสดงหนุ่มที่คุ้นเคยกับการอยู่หน้ากล้อง วันนี้ได้เปลี่ยนบทบาทอย่างน่าสนใจสู่ "ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจสุขภาพ" กับแบรนด์ BioActive+ การก้าวกระโดดครั้งนี้ไม่ได้มาจากความปรารถนาที่จะเป็นแค่คนดังทำสินค้า แต่มาจาก Mindset แบบนักลงทุน ที่มองเห็น “โอกาส” และ “ความยั่งยืน” ในตลาดใหม่
จุดเปลี่ยน: มองเห็น "New Economy" ของคนรุ่นใหม่
จี๋เริ่มต้นจากการสังเกต โมเดลธุรกิจสุขภาพในต่างประเทศ ที่ผสานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เขาไม่ได้มองเห็นแค่ "เทรนด์" แต่เห็นว่า ธุรกิจสุขภาพกำลังจะกลายเป็น New Economy ที่คนรุ่นใหม่ต้องการการลงทุนในตัวเองอย่างจริงจัง จากจุดนี้ เขาจึงตัดสินใจร่วมลงทุนและก่อตั้ง บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซต 1984 จำกัด ร่วมกับ ดร.วาสนา อินทะแสง
กลยุทธ์: ลงทุนในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม
แทนที่จะเน้นการตลาดแบบฉาบฉวย จี๋เลือก "ลงทุนในพื้นฐาน" ที่แข็งแกร่งที่สุด:
• Product Innovation คือหัวใจ: เขาเชื่อว่าความยั่งยืนมาจากผลิตภัณฑ์ที่ดีจริง และการตลาดจะตามมาเอง
• การลงทุนต้นทาง: BioActive+ เลือกจับมือกับโรงงานที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น Astaxanthin จาก AstaReal ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับพรีเมียม
• นวัตกรรมที่เปลี่ยนพฤติกรรม: ลงทุนในการออกแบบ “Drop & Drink” ที่ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย พกง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ
Smart Business Partnership: พลังแห่งการรวมความรู้
สิ่งที่ทำให้จี๋แตกต่างจากคนดังที่ทำแบรนด์ทั่วไปคือแนวคิด "Smart Partnership" เขามองว่านี่คือการ "เอาความรู้ไปสร้างระบบธุรกิจร่วมกัน" โดยการเลือกพาร์ทเนอร์อย่าง ดร.วาสนา อินทะแสง เพราะความสามารถและความเข้าใจตลาดเชิงลึก
การผสานพลังระหว่าง "Brand Strategy x Health Science" ทำให้ BioActive+ เติบโตอย่างรวดเร็ว จี๋เรียกสิ่งนี้ว่า "Potential Partnership" คือการจับมือกับผู้ที่มีศักยภาพในด้านที่ตนเองไม่มี แล้วผลักดันกันให้ถึงเป้าหมายเดียวกัน
จากนักแสดงสู่เป้าหมาย 1,500 ล้าน
เพียง 5 เดือนแรก BioActive+ ก็สามารถสร้างภาพจำว่า "ของดีต้องเห็นผล" ด้วยผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน และตั้งเป้ารายได้สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท
จี๋ไม่ได้เรียกตัวเองว่า "เจ้าของแบรนด์" แต่คือ "นักลงทุนที่สร้างแบรนด์อย่างเข้าใจ" เพราะทุกการกระทำของเขามีการวิเคราะห์ตลาด การวางระบบผลิต และการเลือกพาร์ทเนอร์อย่างรอบคอบ ทั้งหมดนี้คือ Mindset แบบมืออาชีพ ที่มุ่งหวัง “คุณค่าและความยั่งยืนของธุรกิจ” มากกว่าแค่กำไรระยะสั้น
สำหรับเขา “การลงทุนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ในหุ้น หรืออสังหาฯ แต่คือการลงทุนในแบรนด์ที่เราเชื่อจริงๆ” ซึ่งกำลังทำให้ จี๋ สุทธิรักษ์ กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาธุรกิจที่น่าจับตาที่สุดของปีนี้
#จี๋สุทธิรักษ์

26/11/2025

ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว เต็มไปด้วยสิ่งเร้า และบริการ ‘Buy now pay later’ ที่กระตุ้นให้คนใช้เงินในอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่ (Gen Z) เผชิญความท้าทายหนักในการสร้างความมั่งคั่ง โดยมีกับดักสำคัญคือ ‘ความรู้ทางการเงินไม่เพียงพอ’ และ ‘การขาดวินัย’
ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเน้นย้ำว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือ WEALTH + well-being ที่มาพร้อมความยืดหยุ่น (Resilience) และชีวิตที่มีความหมาย (Purposeful) ซึ่งไม่มีทางลัด
อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ : https://thestandard.co/genz-wealth-against-the-stream/

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฟรีนิกซ์: เครดิตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์