19/05/2026
เงินเดือนเท่านี้ เสียภาษีเท่าไหร่?
แล้วถ้ามี “ค่าลดหย่อนเพิ่ม” ช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ มาดูกันค่ะ
มนุษย์เงินเดือนเช็กด่วน !!!
มาดูวิธีคำนวณง่าย ๆ ว่าเราจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่
✨️ถ้าอยากประหยัดภาษี
✨️โดยวางแผนภาษี กับ "ประกันชีวิตหรือเงินออม" หรือ"ประกันสุขภาพ" 10% ของเงินเดือน
จะช่วยประหยัดภาษีได้ขนาดไหน!
ทำความเข้าใจ “เงินได้สุทธิ” ก่อนคำนวณภาษี
รายได้เงินเดือน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ซึ่งมีวิธีคำนวณ “เงินได้สุทธิ” ดังนี้
✨️ หักค่าใช้จ่าย
หักได้ 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
✨️หักค่าลดหย่อนพื้นฐาน
• ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ทุกคนได้)
✨️ค่าลดหย่อนประกันสังคม ตามจริง เพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน
ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 10,500 บาท/ปี
✨️สำหรับผู้ที่เงินเดือนต่ำกว่าเพดานใหม่
จะยังคงถูกหัก 5% จากฐานเงินเดือนจริง และนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
✨️ค่าใช้ลดหย่อน พื้นฐาน อื่นๆ หรือตามประกาศเพิ่มเติม
✨️ สูตรคำนวณ✨️
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
นำ “เงินได้สุทธิ” ไปเทียบ ตามตารางอัตราภาษีก้าวหน้า
• เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก → ไม่เสียภาษี
• เกิน 150,000 – 300,000 บาท → เสียภาษี 5%
• เกิน 300,000 – 500,000 บาท → เสียภาษี 10%
• เกิน 500,000 – 750,000 บาท → เสียภาษี 15%
• เกิน 750,000 – 1,000,000 บาท → เสียภาษี 20%
• เกิน 1,000,000 – 2,000,000 บาท → เสียภาษี 25%
• เกิน 2,000,000 – 5,000,000 บาท → เสียภาษี 30%
• เกิน 5,000,000 บาท → เสียภาษี 35%
✨️เกณฑ์ “ต้องยื่นภาษี” และ “เริ่มเสียภาษี”
✔️หน้าที่ “ยื่นภาษี”
✔️ถ้ามีรายได้จากเงินเดือน หรือรายได้ประเภท 40(1) เกิน 120,000 บาท/ปี
(หรือเกิน 10,000 บาท/เดือน)
✔️ ถือว่า “ต้องยื่นภาษี” แม้จะ “ไม่ต้องเสียภาษี” ก็ตาม
✨️ เริ่ม “เสียภาษี” เมื่อไหร่?
สำหรับคนที่มีแค่ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
• ส่วนตัว 60,000 บาท
• ประกันสังคมสูงสุด 10,500 บาท
จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินเดือนเกินประมาณ 26,708 บาท/เดือน
คำนวณจากคนที่ มีค่าลดหย่อนพื้นฐาน ที่ยังไม่มีค่าลดหย่อนอะไรใดๆเลย
ส่วนใครที่มีค่าลดหย่อนมากกว่านี้ก็สามารถนำมาคำนวณเพิ่มได้ เงินได้สิทธิก็จะลดลงก่อนที่จะนำไปคำนวณในตารางอัตราภาษีก้าวหน้า
🚹 ตัวอย่าง: นาย A เงินเดือน 30,000 บาท
🫣กรณีที่ 1 : ไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
1️⃣ หาเงินได้สุทธิ
360,000 (รายได้)
100,000 (ค่าใช้จ่าย)
60,000 (ค่าลดหย่อนส่วนตัว)
10,500 (ประกันสังคม)
= เงินได้สุทธิ 189,500 บาท
2️⃣ นำไปคำนวณภาษีที่ต้องจ่าย
เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก → ไม่เสียภาษี
• ส่วนต่างเงินได้สุทธิ ที่ต้องเสียภาษี
คำนวนจาก = 189,500 - 150,000
= 39,500 บาท
ภาษีที่ต้องจ่าย
= 39,500 × 5%
= 1,975 บาท
🥰กรณีที่ 2 : วางแผนภาษี ออมเงินกับ ประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ 10% ของรายได้
นาย A ออมเงิน 10% ของเงินเดือน
คิดเป็น 36,000 บาท/ปี
จึงมีค่าลดหย่อนเพิ่ม 36,000 บาท
1️⃣ หาเงินได้สุทธิใหม่
เงินได้อยู่ที่เดิม 189,500 บาท
ค่าลดหย่อนเพิ่ม 36,000 บาท
= 153,500 บาท
2️⃣ นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีใหม่
= 153,500 - 150,000
= 3,500 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายใหม่
= 3,500 × 5%
= 175 บาท
✨️ สรุป ประหยัดภาษีได้ 1,800 บาท❤️
จากเดิมเสีย 1,975 บาท
เหลือเจ่ายเพียง 175 บาท
📌 ข้อสังเกตสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้
✨️อยากลดภาษี ต้องมี “ตัวช่วย”
"ประกันชีวิต หรือเงินออม"
,"ประกันสุขภาพ "ช่วยลด “เงินได้สุทธิ” ทำให้เสียภาษีน้อยลงได้จริง
📈 ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งประหยัดภาษีได้เยอะมาก
เพราะค่าลดหย่อนเท่ากัน แต่ช่วยลดภาษีได้มากกว่า
✨️ วิธีคิดคร่าว ๆ ว่าจะประหยัดภาษีได้เท่าไหร่
= ค่าลดหย่อนเพิ่มเติม × ฐานภาษีที่เราอยู่
🚫 ถ้ายังไม่เสียภาษีอยู่แล้วล่ะ?
คนที่เงินได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี
(ไม่เกิน 150,000 บาท)
แสดงว่าจะต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อที่จะได้เสียภาษีเยอะๆ😬🤣
อยากมีรายได้เพิ่มและมีความรู้เพิ่มเติมปรึกษาแอนได้เลยค่ะ
#เพราะโลกของการเงินหมุนรอบตัวเรา
#เรื่องของการเงินเปลี่ยนไปในทุกสถานการณ์
#เพราะเรื่องของการเงินไม่ควรที่จะหยุดเรียนรู้ #ภาษีเป็นเรื่องสำคัญ
✨️✨️✨️
#วางแผนภาษี #ลดหย่อนภาษี #มนุษย์เงินเดือน #ยื่นภาษี #ภาษี #คำนวณภาษี #วางแผนการเงิน #ประกันชีวิต #เงินออมลดหย่อนภาษี #ประกันสุขภาพ #ประกันโรคร้ายแรง #ตัวแทนประกันชีวิต