Ampere First Class : ประกันภัย

Ampere First Class : ประกันภัย ที่ปรึกษาทางการเงิน ,ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, ประกันมรดก , ออมเงินให้ได้ประสิทธิภาพ , วางแผนทางเงิน

ที่สุดของ...ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายใหม่!!! FWD Precious Care คุ้มครบ จบหายห่วง ออกแบบมาเพื่อตอบรับ ทุกสถานการณ์ ที่อาจเก...
04/04/2025

ที่สุดของ...ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
ใหม่!!! FWD Precious Care คุ้มครบ จบหายห่วง ออกแบบมาเพื่อตอบรับ ทุกสถานการณ์ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะป่วยหนักป่วยเบา ครอบคลุมทุกการรักษา วงเงินเหมาจ่ายสูงถึงหลักล้าน ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่เราเลือกแล้วว่าดี ไม่ต้องเปรียบเทียบให้เสียเวลา ไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงยื่นบัตรแคร์การด์ สามารถแฟกซ์เคลมที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทั่วไป
เพราะเราเข้าใจถึงความต้องการ และความกังวลของคุณในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ

ฉีกกฎทุกคำนิยามประกันสุขภาพแบบเดิมๆ
💥บริษัทเดียวในตลาดที่มี
ใหม่ ‼️ FWD Health Family Sharing
ประกันสุขภาพแนวคิดใหม่ ‼️
ครอบคลุมทุกคำนิยามของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
💥พิเศษ‼️ คุ้มกว่า💥ทำประกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 5 คนต่อครอบครัว สามารถ ต่อเติมเพิ่มแต่ง ด้วยแผนประกันสุขภาพแนวคิดใหม่ Health Family Sharing เป็นบริษัทเดียวที่มีในตลาด ที่ให้คุณและคนที่คุณรักสามารถแชร์วงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในร่วมกันกับคนที่คุณรักและครอบครัวได้

💥 เริ่มรับประกันตั้งแต่อายุ 6 ปี ถึง 70 ปี

มีแผนเริ่มต้นให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 แผน
▶️ 1. Bronze
✅ ค่ารักษาเหมาจ่าย 1,000,000 ต่อปี
✅ ค่าห้อง ค่าอาหาร 2,500 บาท/ต่อวัน
✅ OPD ผู้ป่วยนอก 3,000 บาท/ต่อปี
✅ ชดเชยรายได้ 1,000 บาท/ต่อวัน

▶️ 2. Silver
✅ ค่ารักษาเหมาจ่าย 3,000,000 ต่อปี
✅ ค่าห้อง ค่าอาหาร 4,000 บาท/ต่อวัน
✅ OPD ผู้ป่วยนอก 5,000 บาท/ต่อปี
✅ ชดเชยรายได้ 1,000 บาท/ต่อวัน

▶️ 3. Gold 🔥Hot🔥
✅ ค่ารักษาเหมาจ่าย 6,000,000 ต่อปี
✅ ค่าห้อง ค่าอาหาร 6,000 บาท/ต่อวัน
✅ OPD ผู้ป่วยนอก 10,000 บาท/ต่อปี
✅ ชดเชยรายได้ 1,000 บาท/ต่อวัน

▶️ 4. Platinum
✅ ค่ารักษาเหมาจ่าย 12,000,000 ต่อปี
✅ ค่าห้อง ค่าอาหาร 8,000 บาท/ต่อวัน
✅ OPD ผู้ป่วยนอก 18,000 บาท/ต่อปี
✅ ชดเชยรายได้ 1,000 บาท/ต่อวัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📲 คุณ ณทิพรดา (แอมป์) ยินดีบริการ ค่ะ
Tel: 099 446 4291
Line:
https://lin.ee/vkQRzLT

#ประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ดีที่สุด
#สมัครง่าย #เคลมง่าย #ไม่ยุ่งยาก
#ประกันสุขภาพเหมาจ่ายFwd
#ประกันคุ้มครองเสาหลักของครอบครัว
#เล่าเรื่องประกันbyแอม #ประกันง่ายๆ #ประกันดีๆ
#ใช้ชีวิตติดประกัน
#ให้คุณพร้อมสำหรับทุกอย่างในชีวิต
#ประกันชีวิต #ประกันมรดก
#ประกันสุขภาพ #ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

6 ข้อดีๆว่าทำไมควรทำประกันสุขภาพ บางคนอาจจะมองว่าไม่คุ้มบ้าง ไม่เคยได้ใช้ค่ารักษาพยาบาลที่เสียเงินจ่ายทุกๆปีเลย เบี้ยก็เ...
18/02/2025

6 ข้อดีๆว่าทำไมควรทำประกันสุขภาพ บางคนอาจจะมองว่าไม่คุ้มบ้าง ไม่เคยได้ใช้ค่ารักษาพยาบาลที่เสียเงินจ่ายทุกๆปีเลย เบี้ยก็เป็นเบี้ยทิ้ง
แต่ทุกท่านคะ เคยลองคิดกลับกันบ้างไหมคะว่า ณ วันนี้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคใดๆ หากวันใดวันหนึ่ง เกิดแจ็คพอตเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา ท่านมีค่ารักษาเพียงพอแล้วหรือยัง? ในอนาคตตัวท้านและครอบครัวจะมีชีวิตอย่างไร หากขาดเสาหลักของครอบครัว หรือ นำเงินเก็บจากการทำงานมาทั้งชีวิต เพื่อมาเป็นค่ารักษาพยาบาลในบั้นปลาย
ประกันสังคม/สิทธิ์สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลก็มี ไม่เห็นต้องทำประกันเพิ่มเลย!!!
รู้ไหมคะว่า ประกันสังคมมียาบางตัวไม่สามารถใช้รักษาได้ ท่านสามารถไปรักษาได้แค่โรงพยาบาลเดียวเท่านั้น นั่งรอหมอเป็นวันๆ หรือกรณีสิทธิ์สวัสดิการก็เช่นเดียวกัน นั่งรอคิวหมอเป็นวันๆกว่าจะได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ปัญหาเตียงเต็ม หมอติดประชุม ....
จะดีกว่าไหมคะ ถ้าวันนี้ท่านมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเรื่องค่ารักษพยายาล หมดปัญหากังวลใจใดๆ
ไม่เป็นภาระของครอบครัว

สอบถามเพิ่มเติมได้นะคะ แอมยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านด้วยความเต็มใจค่ะ
โทร. 099-446-4291
เพจ เล่าเรื่องประกัน by แอม

17/02/2025
14/02/2025
บางคนมองว่าการจ่ายประกันสุขภาพเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายทิ้งไปทุกๆปี          แต่ถ้าทุกคนม...
14/02/2025

บางคนมองว่าการจ่ายประกันสุขภาพเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายทิ้งไปทุกๆปี
แต่ถ้าทุกคนมองในมุมกลับกัน หากวันนึงคุณเกิดตรวจเจอโรคร้ายแรง หรือเฉียบพลันแบบที่คุณไม่คาดคิด คุณมีเงินเก็บมากพอที่สามารถจ่ายโรคที่เกิดขึ้นหรือยัง??

🙂แอมยินดีให้คำปรึกษาการวางแผนทางการเงิน และประกันกับทุกท่านนะคะ 🙂

ความเสี่ยงทางการเงิน เมื่อคุณป่วยเป็นโรคร้ายแรง
ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า "ค่าเสียโอกาส" ครับ
"ค่าเสียโอกาส" เป็นคำที่ใช้ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ แปลว่า "ราคา"ของสิ่งที่เราสละไป เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่ง เราต้องสละอีกสิ่งหนึ่งไปเสมอ เป็น "ต้นทุน" ที่มองไม่เห็นจากการตัดสินใจของเรา
เช่น
เมื่อคุณป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (heart attack, coronary artery disease)
นอกจากค่ารักษาที่คุณต้องเสียไปแล้ว
เวลาที่คุณเสียไป 1-3 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น เช่น บางคนใช้เวลาเป็นปีในการฟื้นตัว
ช่วงเวลาที่คุณไม่ได้กลับไปทำงานหาเงินแบบเต็มที่ จากการเจ็บป่วยของคุณ → เกิด “ค่าเสียโอกาส” ขึ้นครับ
"ค่าเสียโอกาส" จากการที่คุณตัดสินใจพักฟื้นสภาวะหัวใจของคุณให้แข็งแรงเต็มที่ แทนที่คุณจะกลับไปทำงานทันที แล้วเสี่ยงเป็นโรคหัวใจซ้ำ
ซึ่งในกรณีโรคร้ายแรงเช่นนี้ แน่นอนว่า เกิดค่าเสียโอกาสขึ้นอย่าง "มหาศาล" เลยทีเดียว เนื่องจากสภาพหัวใจของคุณที่ถดถอยลง ต้องใช้เวลาอีกนานสักระยะในการฟื้นตัว
ผลลัพธ์ที่ตามมา
🟡 คุณต้องดูแลตัวเอง ใส่ใจสุขภาพมากกว่าเดิมมาก 🥗
🟡 คุณโฟกัสกับการ "หาเงิน" น้อยลง เนื่องจากคุณตัดสินใจ "ดูแลสุขภาพ" มากขึ้น
🟡 คุณอาจกลับไปทำงานหนักไม่ได้ดังเดิม 👨‍💻
🟡ครอบครัวคุณอาจต้องรับภาระในการดูแลคุณ ทั้งการดูแลโดยตรงและโดยอ้อม
👨‍👩‍👧‍👦ดูแลโดยตรง คือดูแลอาหารการกิน ด้านการใช้ชีวิตของคุณ และขับรถพาคุณไปพบแพทย์ตามนัด
👨‍👩‍👧‍👦ดูแลทางอ้อม คือ หารายได้ชดเชยส่วนที่คุณทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม แบกรับภาระหนี้สินระยะยาวที่เดิมทีเคยจัดการได้ ต่อมาเมื่อคุณเจ็บป่วย ก็อาจจัดการไม่ได้แล้ว
🟡คุณอาจต้องดึงเงินจาก "พอร์ตเกษียณ" มาใช้ก่อนกำหนด เพราะสภาพคล่องในปัจจุบันถดถอยลง
สถานการณ์ที่ยกตัวอย่างมานี้ มีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน "ตัวหนึ่ง" ที่ตอบโจทย์คุณได้
คือ “ประกันโรคร้ายแรง” นั่นเองครับ
ที่จริงแล้ว "ประกันโรคร้ายแรง” มีแนวคิดคล้ายประกันชีวิต
แต่รูปแบบ คือ ประกันลักษณะนี้ ไม่ต้องรอให้คุณเสียชีวิต
ขอเพียงแค่ เมื่อคุณเป็น “โรคร้ายแรง”
➡️ บริษัทพร้อมจ่าย "เงินก้อนโต" ทันที ณ วันที่คุณได้รับการวินิจฉัยโรค
➡️ จุดประสงค์ เพื่อให้คุณลดความเสี่ยงจากภาระทางการเงินอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น เมื่อคุณป่วยและหลังจากที่คุณหายป่วยแล้วต้องพักฟื้น
เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เรามาดูสถิติของสหรัฐกันครับ 🇺🇸
🩺 ด้านสุขภาพ
แน่นอนว่าความก้าวหน้าในด้านการแพทย์นำไปสู่การเพิ่มอัตราการรอดชีวิตสำหรับโรคร้ายแรง เช่น 📈 การศึกษาช่วงเวลาปัจจุบัน เปรียบเทียบกับปี 1968:
❤️อัตราการรอดชีวิตจากอาการหัวใจวายเพิ่มขึ้น 60% เปรียบเทียบกับปี 1968
🎗️อัตราการรอดชีวิต โดยมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปี (5-year survival rate) ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 63% (ตัวเลขอาจสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นมะเร็งอะไร)
💸ด้านการเงิน
📉 ความจริงที่น่าเศร้า คือ ตัวเลขสวนทางกับทางด้านสุขภาพครับ
จากการสำรวจปี 2019 พบว่า โรคร้ายแรงเป็นสาเหตุสำคัญของความเดือดร้อนทางการเงินในสหรัฐอเมริกา
😰 66.5% ของคนอเมริกันที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เมื่อผ่านพ้นการรักษาไป กลายเป็นบุคคลล้มละลาย (bankruptcy) จากสาเหตุทั้งค่ารักษาที่แพง 💸 และค่าเสียโอกาสในการทำเงินจากการประกอบวิชาชีพ 💼 รวมถึงหนี้สินที่มีอยู่เดิม
😰 ที่น่าตกใจกว่านั้น คือ การสำรวจในปี 2023 คนอเมริกันเพียง 38% ที่ตระหนักรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์การเงินที่ชื่อว่า ประกันโรคร้ายแรง (Critical illness insurance) อยู่
😰 แปลง่าย ๆ คือ คนอเมริกันเกินครึ่ง ไม่รู้จักคำว่า “ประกันโรคร้ายแรง” ครับ
ผมยังหาข้อมูลการศึกษาในไทยไม่เจอ หากใครทราบรบกวนแชร์ข้อมูลด้วยนะครับ แต่ความเชื่อโดยส่วนตัวของผมคือ คนไทยจำนวนหนึ่งอาจยังไม่รู้จัก "ศักยภาพที่แท้จริง" ของ การที่คุณมี "ประกันโรคร้ายแรง" ไว้กับตัว
พูดถึงข้อดีของประกันโรคร้ายแรงกันไปแล้ว
มาดูอีกด้านหนึ่งกันบ้าง นั่นคือ “ค่าเบี้ยประกัน” ที่คุณต้องจ่าย 💰
ปัจจุบัน การจ่ายเบี้ยประกันโรคร้ายแรงมี 2 แบบ คล้ายกับประกันชีวิต คือ:
1️⃣จ่ายแบบเบี้ยทิ้ง 🗑️คือ คุณจ่ายทุกปี ถ้าคุณไม่ได้เป็นโรคอะไร คุณต้องจ่ายไปเรื่อย ๆ มิฉะนั้นกรมธรรม์ (หรือสัญญา) ที่คุณทำไว้จะถูกยกเลิก 🚫
2️⃣จ่ายแบบสะสมไว้ 💰คือ คุณต้องจ่ายไปเรื่อย ๆ เช่นเดิม มิฉะนั้นจะเป็นประกันจะเป็นโมฆะ 🚫 แต่เมื่อคุณจ่ายถึงอายุขัยระดับหนึ่ง (สมมติว่าอายุ 65 ปี)
🏦 บริษัทจะให้คุณสามารถ “ถอนเงินคืน” ได้พร้อม “ดอกเบี้ย” ครับ คล้ายรูปแบบการฝากเงินในธนาคาร
🏦 แน่นอนว่าให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร แต่ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนไม่ได้มหัศจรรย์ขนาดนั้น และอาจจะเอาชนะเงินเฟ้อไม่ได้
🏦 ประการสุดท้าย คือ การจ่ายแบบสะสม เบี้ยประกันอาจ “แพงกว่า” จ่ายแบบทิ้ง นะครับ
โดยส่วนตัว ผมมองว่า แบบหลังจะมีประโยชน์ต่อทุกท่านมากกว่า
เพราะอย่างน้อย มองในแง่ดี หากคุณโชคดี ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงเลยตลอดชีวิต ➡️ เมื่ออายุคุณมากพอถึงระดับหนึ่ง คุณยังได้เงินคืนเต็มจำนวน พร้อมดอกเบี้ยประมาณหนึ่ง แม้อาจไม่ได้มากอะไร แต่ดีกว่าการจ่ายแบบเบี้ยทิ้ง
เรื่องเบี้ยประกัน เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของผม
ผมอยากให้คุณตัดสินใจด้วยตัวเองเป็นการดีที่สุดครับ เลือกสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่สุดกับตัวเอง

ถึงตรงนี้ อยากให้ทุกท่านมองทั้งรอบด้าน หยุดคิด พิจารณา และชั่งน้ำหนักของประโยชน์ที่ได้กับเบี้ยที่จ่าย
สำหรับ เพจของเรา "หนึ่งใน Framework ที่สำคัญ" สำหรับการวางแผนเกษียณ คือ เราเชื่อในการ คือ “การกระจายความเสี่ยง”
คุณต้องมองให้รอบด้าน
ไม่มีใครการันตีได้ว่า วันหนึ่งคุณจะไม่ป่วยรุนแรง แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหนก็ตาม
แนวคิดของการ “ไม่ประมาทไว้ก่อน” คือ แนวคิดหลักของการวางแผนเกษียณ
📣 และจากสถิติที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า ต่อให้คุณเตรียมตัวดีแค่ไหน
➡️ เมื่อคุณป่วยเป็นโรคร้ายแรงครับ คุณก็อาจมี “ปัญหาทางการเงิน” จากค่ารักษา และค่าเสียโอกาส ได้
สรุป
✅ หนึ่งในการวางแผนเกษียณที่ดี คือ คุณควรมี "ประกันโรคร้ายแรง" ติดไว้ในพอร์ตเกษียณ ของคุณ เพื่อ "กระจายความเสี่ยง" ครับ
เพจ เราอยากเกษียณ
#วางแผนเกษียณ #วางแผนสุขภาพ
#ประกันสุขภาพ #ประกันโรคร้ายแรง

14/02/2025

ประกันสุขภาพ Copayment: มุมมองส่วนตัวของผมในฐานะหมอคนหนึ่ง
เบื้องต้นขออนุญาติทบทวน เผื่อคนที่ยังไม่ทราบก่อนนะครับ
🛡ประกันสุขภาพ Copayment คือ ประกันสุขภาพที่เมื่อคุณป่วย “บริษัทประกัน” และ “คุณ” ร่วมกันจ่ายค่ารักษา
รูปแบบนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน คือ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล คุณอาจต้องสำรองจ่ายไปก่อน แล้วไปเบิกกับบริษัทประกันทีหลัง หรือคุณอาจไม่ต้องจ่ายเงินเลยที่ร.พ. กลับบ้านได้เลย ซึ่งจะเป็นรูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาที่คุณทำไว้กับบริษัทตั้งแต่ต้น
ไม่กี่เดือนที่มานี้ ในฐานะที่ประกอบวิชาชีพแพทย์
3 คำถามที่ผมถูกถามบ่อยสุดในวงสนทนา คือ
❓️ “ถ้าเราป่วย ต่อไปเราต้องจ่ายเพิ่มขึ้นแล้วสิ”
❓️ “ทั้งที่เสียเบี้ยประกันมาแล้ว ยังต้องร่วมจ่ายค่ารักษาตัวเองอีก นี่เป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคชัด ๆ”
❓ “Copayment กำลังจะมาแล้ว เราควรรีบทำประกันก่อน 20 มี.ค.นี้ไหม”
ผมขออนุญาตเล่าความเห็นส่วนตัว ใน 3 ประเด็นสำคัญนี้ครับ
▪️ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ?
▪️ผู้บริโภคเสียเปรียบ ?
▪️รีบซื้อประกันก่อนปรับนโยบาย ?
ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงการแชร์ “ความเห็นส่วนตัว” ในฐานะคนที่ประกอบวิชาชีพนี้คนหนึ่งเท่านั้น
[1]
“ค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น”
จากเมื่อก่อนบริษัทประกันจ่าย 100% ปรับมาเป็นแชร์การจ่ายร่วมกัน บริษัทประกันจ่ายส่วนใหญ่ คุณจ่ายส่วนน้อย

เมื่อมี Keyword คำว่า “ร่วมกันจ่าย” โผล่มา เกือบทุกคนเข้าใจในทันทีว่า “เมื่อป่วย ค่าใช้จ่ายของคุณเพิ่มขึ้น”

แต่หากมองอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวนี้ เมื่อผมทบทวนดู ที่จริงแล้วผมอาจจ่ายเท่าเดิม เมื่อเทียบกับนโยบายเดิมก่อนมี Copayment

— บางครั้งที่ผมป่วย แล้วทางบริษัทปฏิเสธการเคลมประกัน ผมต้องจ่ายค่ารักษาทั้งหมด เช่น เคยมีช่วงที่ผมป่วยเป็นไข้ติดเชื้อ RSV ผมได้นอนโรงพยาบาล 1 คืน ทางบริษัทปฏิเสธการจ่าย เพราะถือว่าเป็น simple disease (โรคพื้นฐาน ไม่ต้องนอน รพ. สามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้)

— ตอนนั้นผมไม่ทันฉุกใจคิดถึงประเด็นนี้ สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นผมก้มีเคือง คิดในใจว่า “อุตส่าห์จ่ายเบี้ยประกันทุกปี ทำไมเบิกไม่ได้” แต่พอมองย้อนหลังความคิดนี้ก็ไม่เหมาะเลย เพราะการติดเชื้อ RSV ในผู้ใหญ่ อาการเล็กน้อยมาก และหายเองได้โดยการรักษาตามอาการ (แตกต่างจากผู้ป่วยวัยเด็ก)

— ตั้งแต่นั้นมา บทเรียนที่ผมได้ คือ “ใจเขา ใจเรา” คือ ในมุมมองบริษัทประกันในเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย ก็ไม่ควรได้รับเบิกการจ่ายค่ารักษาหากนอน รพ. หากไม่มีข้อบ่งชี้

— โดยพื้นฐาน ไม่มีบริษัทหรือธุรกิจไหนในโลกหรอกที่อยากเสียลูกค้าไป หากผมไม่ได้มีประวัติเป็นลูกค้าที่เจ็บป่วยอะไรก็เบิกประกันทุกกรณีไป ในอนาคต วันหนึ่งที่ผมป่วยหนักจริง ผมมีความเชื่อว่าบริษัทประกันต้องอยากช่วยผมจนถึงที่สุดอยู่แล้ว (เพราะนั่นคือแก่นหลักของธุรกิจนี้)
[2]
“ผู้บริโภคเสียเปรียบ”
— จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ประกอบวิชาชีพแพทย์มา 10 กว่าปี ทั้งพบเจอด้วยตนเองและได้ยินเรื่องราวจากเพื่อนร่วมวิชาชีพเดียวกัน ที่ต้องเจอกับสถานการณ์ผู้ป่วยขอความร่วมมือให้แพทย์เขียนใบเคลม เพื่อให้เบิกประกันผ่านให้ได้ เช่น เขียนให้ดูอาการหนักกว่าความเป็นจริง เขียนว่าเป็นอุบัติเหตุ ทั้งที่จริงๆไม่ใช่ เป็นต้น

— เท่าที่ผมอ่านบทความของ คปภ. และฟังการเสวนาในเวทีที่เชิญทุกฝ่ายมาพูด ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นโยบายนี้ตั้งใจทำมาเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่ และให้บทลงโทษกับคนที่ “เบิกประกันอย่างไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์” หรือเบิกเกินความจำเป็นและสมควร ซึ่งที่จริงแล้วเป็น “กลุ่มคนส่วนน้อย”

— ที่ผมบอกว่า “ปกป้องคนส่วนใหญ่” หมายถึง ให้กลับมาที่หลักการเดิม คือ “ใจเขา ใจเรา” บริษัทประกันเองก็อยากรักษาฐานลูกค้าใจจะขาด บริษัทกำลังจะออกนโยบายต่าง ๆ มาจูงใจให้คุณอยู่ต่อ เช่น ถ้าคุณเบิกไม่ถึงเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด คุณอาจ “ไม่ต้องร่วมจ่ายเลย” หรือถ้าคุณเป็นลูกค้าชั้นยอด คุณอาจได้รับการลดเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในปีถัดไป

— นอกจากนี้ หากผมบอกคุณว่า คุณอาจได้รับยารักษาที่ดีขึ้น จากการร่วมจ่ายล่ะ 💊

เพราะเดิมการเหมาจ่ายมีการยกเว้น “ยาบางตัว” หรือ “การรักษาบางอย่าง” ที่บริษัทมองว่าอาจทำให้กิจการเจ๊งได้ เพราะรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการร่วมจ่าย แน่นอนว่าในทางเศรษฐศาสตร์ บริษัทยินดีที่ยอมรับการรักษา “ยาบางตัว” หรือ “การรักษาบางอย่าง” มากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียว ผู้บริโภคอย่างผมก็ได้เข้าถึงการรักษาเหล่านี้ในราคาที่ถูกลง จากเดิมจ่าย 100% เป็นมีคนมาร่วมจ่ายให้

ซึ่งในประเด็นนี้ ผมมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาวเสียด้วยซ้ำ
[3]
“ควรรีบซื้อประกันสุขภาพก่อนปรับนโยบายหรือไม่”

▶️ มุมมองส่วนตัวของผม คือ “ควร” ครับ

แม้ว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการรับฟังการเสวนา หรือการอ่านบทความเท่านั้น ยังไม่มีเอกสารยืนยันความเห็นส่วนตัวของผมอย่างเป็นทางการออกมาเลยแม้แต่ฉบับเดียว

ซึ่งโดยส่วนตัว ผมเองก็กำลังสนับสนุนให้คนในครอบครัวของผมทุกคนซื้อก่อนปรับนโยบายครับ
ย้ำอีกครั้ง ว่าทั้งหมดที่กล่าวมา
เป็น “ความเห็นส่วนตัว” นะครับ!

#ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
#อัพเดตประกันสุขภาพ

ด่วน!!! คปภ.มีการประกาศปรับเปลี่ยนเงื่อนไขประกันสุขภาพของผู้เอาประกันภัยในปี 2568 นี้ เป็นต้นไป มีการระบุเรื่องให้ผู้เอา...
22/01/2025

ด่วน!!!
คปภ.มีการประกาศปรับเปลี่ยนเงื่อนไขประกันสุขภาพของผู้เอาประกันภัยในปี 2568 นี้ เป็นต้นไป มีการระบุเรื่องให้ผู้เอาประกับภัยมีส่วนร่วมจ่าย ทั้งนี้ต้องศึกษาข้อมูลดีๆนะคะ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ampere First Class : ประกันภัยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์