05/05/2026
CV AMARC บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์ และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด
By สมาคมนักลงทุนประเทศไทย X หลักทรัพย์ Finansia
30 - 4 - 2026
ส่วนที่ 1: เนื้อหาหลัก (Detailed Breakdown)
ภาพรวมธุรกิจและประวัติการดำเนินงานของ AMARC
ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยเริ่มต้นเซ็ตห้องปฏิบัติการ (Lab) ด้านเกษตร อาหาร ยา และสอบเทียบ (Calibration)
3 ปีหลังจากก่อตั้ง ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 และเริ่มบริการตรวจรับรองด้านประมงและปศุสัตว์ส่งออก
ขยายบริการอย่างต่อเนื่อง เช่น ปี 2018 เริ่มตรวจพืชผักผลไม้ส่งออก ตรวจแปลง GAP, Organic, มาตรฐาน GMP และ HACCP
ปี 2022 จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ได้รับเงินระดมทุนกว่า 300 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนซื้อเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 100 ล้านบาท ชำระหนี้ 75 ล้านบาท และที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ปัจจุบันบริษัทมีประสบการณ์กว่า 22 ปี มีนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 250 คน และมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท
มีการขยายสาขาไปยังภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (จ.ลำพูน) และภายในปีนี้จะมีการเปิดสาขาภาคตะวันออก (จ.จันทบุรี) เพิ่มอีก 1 แห่ง
ให้บริการแบบ One Stop Service ดูแลการตรวจรับรองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (ใหญ่ที่สุด) จนถึงปลายน้ำ (นำเข้า ส่งออก และผู้บริโภค)
บริการหลักของบริษัท (Core Services แบ่งเป็น 3 ส่วน)
Testing (การให้บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์):
เกษตรอาหาร: ตรวจเคมี, จุลินทรีย์, กายภาพ และระดับโมเลกุล (GMO, DNA, สารก่อภูมิแพ้) ครอบคลุมตั้งแต่ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม รวมถึงการทำ Swab test และ Air test ในสถานที่ผลิตและบรรจุภัณฑ์
ปัจจัยการผลิตและสิ่งแวดล้อม: ตรวจสอบปุ๋ย, สารเคมี, ดิน, น้ำบาดาล, น้ำทิ้งโรงงาน และหาสารพิษ/โลหะหนักตกค้าง
ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง: ตรวจยาแผนปัจจุบัน, ยาแผนโบราณ, สมุนไพร, วิตามิน และเครื่องสำอาง ทั้งหาสารสำคัญ สารปนเปื้อน และสารก่อมะเร็ง
Calibration (สอบเทียบอุปกรณ์และเครื่องมือ):
ตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์ขนาดเล็ก (เช่น บีกเกอร์, หลอดแก้ว, เทอร์โมมิเตอร์) ที่ส่งมายังห้องแล็บ และเครื่องมือขนาดใหญ่ (เช่น ตู้แช่, ตู้อบ, ตู้แช่เลือด, เครื่องวัดออกซิเจน) โดยไปตรวจที่สถานประกอบการหรือโรงพยาบาล
Inspection and Certification (IC - ตรวจสอบและรับรองระบบ):
ลงพื้นที่ตรวจประเมินหน้างานจริง (ฟาร์มปลูกพืช, ประมง, โรงงานแปรรูปอาหาร) สำหรับมาตรฐานต่างๆ เช่น GAP, Organic, ISO เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและใช้สำหรับยื่นส่งออก
กลุ่มลูกค้า ขอบข่ายการรับรอง และการส่งออก
ปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 11,000 ราย โดยงานด้าน Testing และ Calibration สัดส่วน 80-90% เป็นลูกค้าภาคเอกชน ส่วนกลุ่มงาน IC จะมีลูกค้าภาครัฐเป็นส่วนมาก
สัดส่วนรายได้จากการส่งออกคิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยประเทศปลายทางหลักคือ จีน (42% เน้นผลไม้/ทุเรียน), ยุโรป (25% เน้นอาหารแช่แข็ง/อาหารกระป๋อง) และสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 3 (เครื่องเทศ/ขนม)
ปี 2026 มีการพัฒนาและยื่นขอขยายขอบข่ายการรับรอง (ISO/IEC 17025) กว่า 1,600 รายการทดสอบ รวมรายการทดสอบที่ได้รับการรับรองทั้งหมดกว่า 3,100 รายการ
ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ Application Body 3 แห่งในไทย ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรมวิทยาศาสตร์บริการ, และ สมอ. (TISI)
ให้บริการรองรับกฎระเบียบและมาตรฐานของ Regulator หลายแห่ง เช่น กรมวิชาการเกษตร (ผักผลไม้สด), กรมปศุสัตว์, กรมประมง, มกอช., กรมโรงงานอุตสาหกรรม (น้ำเสีย) และกรมสรรพสามิต (แอลกอฮอล์/ภาษีความหวาน)
แผนการเติบโตและการลงทุน
พัฒนา AMARC Platform/Portal ให้ลูกค้าเข้าถึงและทำธุรกรรมได้แบบ 24/7 ไร้รอยต่อ มีการแจ้งเตือน เช็คสถานะ โหลดใบรับรอง และเตรียมพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Monthly/Yearly) เพื่อให้ลูกค้าใช้วางแผนลดความเสี่ยง
รายการทดสอบที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (Intangible Asset) หรือ Trade Secret ของบริษัทที่มีมูลค่าทางบัญชี
สรุปผลประกอบการทางการเงิน ปี 2025
รายได้: รายได้รวมประมาณ 495 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42% YoY (กลุ่ม Testing 93%, สอบเทียบ 3%, IC 3%)
หลังเข้าตลาดมา 3 ปี รายได้เติบโตรวมกันขึ้นมาถึง 200 ล้านบาท (เติบโตเฉลี่ยปีละราว 30% โดยปี 2024 โต 19% และ 2025 โต 42%)
โครงสร้างกลุ่ม Testing: เกษตรอาหาร 432 ล้านบาท (93% ของ Testing), ปัจจัยการผลิตฯ 14 ล้านบาท (3%), กลุ่มยาและอาหารเสริมเติบโตสูงสุดถึง 37%
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย:
ต้นทุน (COGS) อยู่ที่ 225 ล้านบาท โตขึ้นเพียง 10% (ขณะที่รายได้โต 42%) สะท้อน Economy of Scale
สัดส่วนต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) 64% ประกอบด้วย บุคลากร 41%, ค่าเสื่อม 15%, บำรุงรักษา 8%
ค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร 110 ล้านบาท โตขึ้น 8% โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน (47%)
กำไร: กำไรขั้นต้น (Gross Profit) โตกระโดดถึง 90% ดันอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ขยับจาก 40% เป็น 54% และกำไรสุทธิทำได้ 159 ล้านบาท โตขึ้นเกือบ 300% (NP Margin 32%)
งบดุล (Balance Sheet): สินทรัพย์รวม 705 ล้านบาท มีเงินสดราว 180 กว่าล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากการพัฒนาวิธีทดสอบ (TM) มูลค่า 22 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินลดลงเหลือ 103 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท
สิทธิประโยชน์ทางภาษีและปันผล: มีบัตร BOI 2 ใบครอบคลุม ทำให้ปี 2025 บริษัทไม่เสียภาษีนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 บัตร 1 ใบจะหมดอายุ ทำให้สัดส่วนรายได้ BOI จะอยู่ที่ประมาณ 50:50 ซึ่งอาจมีการเสียภาษีบางส่วน นอกจากนี้ บริษัทยังมีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% (2 ปีที่ผ่านมาจ่ายมากกว่า 60%)
--------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่ 2: สรุปประเด็นซักถามและคำชี้แจง (Q&A)
Q: คู่แข่งคือใคร และกำไรในปี 2025 ที่เติบโตสูงมีโอกาสไปต่อหรือเป็นรายได้เพียงครั้งเดียว?
A: บริษัทเป็นผู้ให้บริการ One Stop Service ด้านห้องแล็บเอกชนเพียงรายเดียวในไทย คู่แข่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และบริษัทข้ามชาติจากยุโรป
อุปสรรคคู่แข่งใหม่ (Entry Barrier): สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และการรับรองมาตรฐาน (Accreditation) อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีต่อรายการ
ลักษณะรายได้: เป็นรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) กว่า 90% จากฐานลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในมาตรฐานสากล รายได้ปี 2025 จึงไม่ใช่กำไรครั้งเดียว (One-time) และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายขอบข่ายการทดสอบเพิ่มอีก 1,600 รายการ
Q: ขีดความสามารถในการรองรับลูกค้า (Capacity) ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
A: ปัจจุบันใช้ Capacity อยู่ที่ประมาณ 70% บริษัทมีการลงทุนเพิ่มเครื่องมือทุกปีจากเงิน IPO และกระแสเงินสดของตัวเอง หากมีปริมาณงาน (Volume) เพิ่มขึ้นก็พร้อมขยายได้ทันทีโดยไม่กระทบโครงสร้างต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ
Q: สิทธิประโยชน์ BOI เหลืออีกกี่ปี และต้องใช้เวลากี่ปีในการพัฒนาศักยภาพให้เท่าเทียมบริษัทข้ามชาติ?
A:ศักยภาพ: บริษัทถูกตรวจสอบ (Audit) จากหน่วยงานรัฐปีละ 30-45 วัน เพื่อรักษามาตรฐาน การพัฒนาจะเน้นตามกฎหมายใหม่ๆ เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข และตามความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้าง Value Added ให้สินค้า
BOI: บัตรปัจจุบันจะสิ้นสุดปี 2575 (เหลือประมาณ 6 ปี) บริษัทมีแผนลงทุนใหญ่ในเครื่องมือใหม่ทุก 4-5 ปี เพื่อขอรับสิทธิ BOI ต่อเนื่อง
Q: หากสินค้าที่ผ่านการตรวจจากบริษัทไปสร้างความเสียหายหรือผู้บริโภคแพ้ บริษัทต้องรับผิดชอบหรือไม่?
A: บริษัทรับผิดชอบเฉพาะผลการทดสอบของ "ตัวอย่างที่ส่งตรวจ" (Sample) เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทั้งล็อตการผลิต อย่างไรก็ตามบริษัทมีการทำประกันความรับผิด (Liability Insurance) และมีกระบวนการทำงานตามมาตรฐาน ISO 17025 ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการวิเคราะห์
Q: ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทยเป็นอย่างไร?
A: การประเมิน Market Share ภาพรวมทำได้ยาก เนื่องจากคู่แข่งข้ามชาติมีขอบข่ายกว้าง (เช่น ตรวจยานยนต์, ปิโตรเคมี) แต่หากโฟกัสเฉพาะ "แล็บเกษตรและอาหาร" บริษัทประเมินว่าตนเองอยู่อันดับ 2 ของประเทศ
Q: รายได้จากงานตรวจภาครัฐ (IC) ที่ลดลงในปีที่ผ่านมามีสาเหตุจากอะไร?
A: เกิดจากการปรับลดงบประมาณและการโอนภารกิจของหน่วยงานรัฐที่น้อยลง บริษัทจึงปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นลูกค้าเอกชนเพื่อชดเชยรายได้ส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
Q: ทำไมรายได้ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมาถึงสูงกว่าไตรมาส 3 ที่ปกติเป็นช่วง Peak?
A: มาจากการตรวจทุเรียนส่งออกซึ่งเป็นรายได้ใหม่ตามฤดูกาลใน Q2-Q3 โดยปี 2026 นี้คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกทุเรียนจะมากกว่าปีที่ผ่านมา
Q: สัดส่วนการตรวจทุเรียนและคู่แข่งในกลุ่มนี้เป็นอย่างไร?
A: การตรวจผักและผลไม้ส่งออก (รวมทุเรียน) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม ปีนี้คู่แข่งเพิ่มขึ้นจาก 10 ราย เป็น 14 ราย ทำให้ส่วนแบ่งตลาดถูกแชร์ออกไปบ้าง แต่บริษัทเน้นความเชื่อมั่นและบริการที่รวดเร็วเพื่อรักษาฐานลูกค้า
Q: นอกจากการตรวจทุเรียน มี New S-Curve อื่นหรือไม่?
A: เทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ อาหารเสริม (ตรวจโปรตีน, วิตามิน), อาหารสัตว์, สมุนไพร (กัญชา, กระท่อม), เครื่องปรุงรส และสินค้าประมง
Q: สิทธิ BOI ที่ลดลงกระทบกำไรอย่างไร?
A: สิทธิจากเครื่องมือชุดเดิม (ลงทุนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว) จะลดลง ทำให้ต้องเสียภาษีในสัดส่วนกำไรประมาณ 30% แต่เนื่องจากมีบัตร BOI ใบใหม่จากโครงการใหม่เข้ามาเสริม ภาพรวมภาษีปีนี้จึงยังไม่กระทบมากนัก
Q: มีแผนขยายไปต่างประเทศหรือไม่?
A: เน้นกลุ่มประเทศ CLMV โดยพิจารณารูปแบบการหาพันธมิตรหรือใช้ระบบโลจิสติกส์ส่งตัวอย่างกลับมาตรวจที่ไทย (Hub) เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนซ้ำซ้อนในต่างประเทศ
Q: กลยุทธ์การบริหารต้นทุนและบุคลากร (สมองไหล)?
A:บุคลากร: บริษัทเน้นการทำงานด้วยระบบและ Test Method ตามมาตรฐาน ISO 17025 ซึ่งผูกติดกับองค์กรไม่ใช่ตัวบุคคล จึงลดความเสี่ยงหากมีการเปลี่ยนพนักงาน
เทคโนโลยี: นำ Automation และ AI มาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์เพื่อลดการเพิ่มคนในอนาคต
วัสดุสิ้นเปลือง: ทำสัญญาล็อกราคาเคมีภัณฑ์รายปีเพื่อป้องกันความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
Q: จุดแข็งเมื่อเทียบกับบริษัทข้ามชาติคืออะไร?
A: ความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับรูปแบบรายงานตามความต้องการลูกค้า และความรวดเร็ว (Speed) ในการออกผลทดสอบผ่านบริการ Express ซึ่งแล็บต่างชาติมักมีระบบที่ตายตัวกว่า
Q: ความคืบหน้าของห้องแล็บในภาคตะวันออก?
A: ปัจจุบันเป็นศูนย์รับตัวอย่าง คาดว่าจะติดตั้งเครื่องมือเสร็จในเดือนพฤษภาคม และเริ่มวิเคราะห์จริงได้ในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับกลุ่มล้งทุเรียนโดยเฉพาะ
Q: ทำไมถึงมั่นใจว่าลูกค้าจะใช้บริการเราอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อธุรกิจส่งออกหรือโมเดิร์นเทรดมักเน้นความเร็วและราคาเป็นหลัก
A: ฐานข้อมูลเราพบว่าลูกค้ามีการซื้อซ้ำกว่า 90% และเมื่อเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่รายได้เราก็โตตาม
อาจมีลูกค้ารายย่อยบางรายเปลี่ยนใจเพราะเรื่องราคาบ้าง แต่เป้าหมายหลักของเราคือการรักษาลูกค้ารายใหญ่ เพื่อรักษาระดับกำไรและปริมาณงานให้สอดคล้องกับต้นทุน
Q: ลูกค้ากลุ่มสมาคมผู้ปลูกทุเรียนไทยยังเป็นลูกค้าที่ส่งตรวจให้เราอยู่ไหม และเขามีแผนจะย้ายไปตรวจที่อื่นหรือไม่
A: เวลาเขาส่งตัวอย่างจริง เขาแยกส่งเป็นรายล้ง ไม่ได้ส่งรวมกันเป็นสมาคม ปีที่ผ่านมาก็ยังทยอยส่งเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ได้รับผลกระทบอะไร
Q: เวลาเราได้ลูกค้ารายใหม่ๆ เขาเข้ามาหาเราเอง หรือเราต้องทำการตลาดอย่างไร
A: เราทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (ทีมเซลล์ การออกบูธ)
นอกจากนี้เรามีรายชื่อขึ้นทะเบียนกับรัฐ เวลาผู้ประกอบการไปปรึกษากฎหมาย รัฐจะแนะนำให้มาปรึกษาแล็บ ซึ่งเราเป็นรายเดียวที่ให้คำปรึกษาแบบครบจบในที่เดียว (One Stop Service) แนะนำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรา
Q: คู่ค้าต้องการให้ทำระบบ GMP สำหรับสุกรแปรรูป ทางบริษัทสามารถทำให้ได้เหมือนแล็บอื่นไหม
A: ให้บริการได้ทั้งมาตรฐาน GMP หรือ แปลง GAP จะอยู่ในส่วนบริการตรวจสอบและรับรองระบบ (Inspection and Certification)
Q: ในรายได้ Testing ที่โตขึ้น 461 ล้าน มาจากการตรวจผักผลไม้ส่งออกและการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อยากทราบว่าทั้ง 2 ส่วนนี้เติบโตคิดเป็นอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ค
A: ผักผลไม้ส่งออกคิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม กลุ่มอื่นๆ ที่สัดส่วนใหญ่และโตดีคือ ประมง (Seafood) ประมาณ 9-10%, ผักผลไม้บริโภคในประเทศ (โมเดิร์นเทรด) เกือบ 10% และกลุ่มตรวจน้ำประมาณ 5%
ส่วนกลุ่มยา สมุนไพร อาหารเสริม สัดส่วนยังอยู่ประมาณ 3% แต่กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้น