Run to the Moon. "การลงทุนไม่หยุดนิ่ง เหมือนการวิ่งสู่ดวงจันทร์!"

CV AMARC  บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์ และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด By สมาคมนักลงทุนประเทศไทย X หลักทรัพ...
05/05/2026

CV AMARC บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์ และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด
By สมาคมนักลงทุนประเทศไทย X หลักทรัพย์ Finansia
30 - 4 - 2026

ส่วนที่ 1: เนื้อหาหลัก (Detailed Breakdown)
ภาพรวมธุรกิจและประวัติการดำเนินงานของ AMARC
ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยเริ่มต้นเซ็ตห้องปฏิบัติการ (Lab) ด้านเกษตร อาหาร ยา และสอบเทียบ (Calibration)
3 ปีหลังจากก่อตั้ง ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 และเริ่มบริการตรวจรับรองด้านประมงและปศุสัตว์ส่งออก
ขยายบริการอย่างต่อเนื่อง เช่น ปี 2018 เริ่มตรวจพืชผักผลไม้ส่งออก ตรวจแปลง GAP, Organic, มาตรฐาน GMP และ HACCP
ปี 2022 จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ได้รับเงินระดมทุนกว่า 300 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนซื้อเครื่องมือวิทยาศาสตร์ 100 ล้านบาท ชำระหนี้ 75 ล้านบาท และที่เหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ปัจจุบันบริษัทมีประสบการณ์กว่า 22 ปี มีนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 250 คน และมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท
มีการขยายสาขาไปยังภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (จ.ลำพูน) และภายในปีนี้จะมีการเปิดสาขาภาคตะวันออก (จ.จันทบุรี) เพิ่มอีก 1 แห่ง
ให้บริการแบบ One Stop Service ดูแลการตรวจรับรองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (ใหญ่ที่สุด) จนถึงปลายน้ำ (นำเข้า ส่งออก และผู้บริโภค)
บริการหลักของบริษัท (Core Services แบ่งเป็น 3 ส่วน)
Testing (การให้บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์):
เกษตรอาหาร: ตรวจเคมี, จุลินทรีย์, กายภาพ และระดับโมเลกุล (GMO, DNA, สารก่อภูมิแพ้) ครอบคลุมตั้งแต่ผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม รวมถึงการทำ Swab test และ Air test ในสถานที่ผลิตและบรรจุภัณฑ์
ปัจจัยการผลิตและสิ่งแวดล้อม: ตรวจสอบปุ๋ย, สารเคมี, ดิน, น้ำบาดาล, น้ำทิ้งโรงงาน และหาสารพิษ/โลหะหนักตกค้าง
ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง: ตรวจยาแผนปัจจุบัน, ยาแผนโบราณ, สมุนไพร, วิตามิน และเครื่องสำอาง ทั้งหาสารสำคัญ สารปนเปื้อน และสารก่อมะเร็ง
Calibration (สอบเทียบอุปกรณ์และเครื่องมือ):
ตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์ขนาดเล็ก (เช่น บีกเกอร์, หลอดแก้ว, เทอร์โมมิเตอร์) ที่ส่งมายังห้องแล็บ และเครื่องมือขนาดใหญ่ (เช่น ตู้แช่, ตู้อบ, ตู้แช่เลือด, เครื่องวัดออกซิเจน) โดยไปตรวจที่สถานประกอบการหรือโรงพยาบาล
Inspection and Certification (IC - ตรวจสอบและรับรองระบบ):
ลงพื้นที่ตรวจประเมินหน้างานจริง (ฟาร์มปลูกพืช, ประมง, โรงงานแปรรูปอาหาร) สำหรับมาตรฐานต่างๆ เช่น GAP, Organic, ISO เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและใช้สำหรับยื่นส่งออก
กลุ่มลูกค้า ขอบข่ายการรับรอง และการส่งออก
ปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 11,000 ราย โดยงานด้าน Testing และ Calibration สัดส่วน 80-90% เป็นลูกค้าภาคเอกชน ส่วนกลุ่มงาน IC จะมีลูกค้าภาครัฐเป็นส่วนมาก
สัดส่วนรายได้จากการส่งออกคิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยประเทศปลายทางหลักคือ จีน (42% เน้นผลไม้/ทุเรียน), ยุโรป (25% เน้นอาหารแช่แข็ง/อาหารกระป๋อง) และสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 3 (เครื่องเทศ/ขนม)
ปี 2026 มีการพัฒนาและยื่นขอขยายขอบข่ายการรับรอง (ISO/IEC 17025) กว่า 1,600 รายการทดสอบ รวมรายการทดสอบที่ได้รับการรับรองทั้งหมดกว่า 3,100 รายการ
ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ Application Body 3 แห่งในไทย ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรมวิทยาศาสตร์บริการ, และ สมอ. (TISI)
ให้บริการรองรับกฎระเบียบและมาตรฐานของ Regulator หลายแห่ง เช่น กรมวิชาการเกษตร (ผักผลไม้สด), กรมปศุสัตว์, กรมประมง, มกอช., กรมโรงงานอุตสาหกรรม (น้ำเสีย) และกรมสรรพสามิต (แอลกอฮอล์/ภาษีความหวาน)
แผนการเติบโตและการลงทุน
พัฒนา AMARC Platform/Portal ให้ลูกค้าเข้าถึงและทำธุรกรรมได้แบบ 24/7 ไร้รอยต่อ มีการแจ้งเตือน เช็คสถานะ โหลดใบรับรอง และเตรียมพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Monthly/Yearly) เพื่อให้ลูกค้าใช้วางแผนลดความเสี่ยง
รายการทดสอบที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (Intangible Asset) หรือ Trade Secret ของบริษัทที่มีมูลค่าทางบัญชี
สรุปผลประกอบการทางการเงิน ปี 2025
รายได้: รายได้รวมประมาณ 495 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42% YoY (กลุ่ม Testing 93%, สอบเทียบ 3%, IC 3%)
หลังเข้าตลาดมา 3 ปี รายได้เติบโตรวมกันขึ้นมาถึง 200 ล้านบาท (เติบโตเฉลี่ยปีละราว 30% โดยปี 2024 โต 19% และ 2025 โต 42%)
โครงสร้างกลุ่ม Testing: เกษตรอาหาร 432 ล้านบาท (93% ของ Testing), ปัจจัยการผลิตฯ 14 ล้านบาท (3%), กลุ่มยาและอาหารเสริมเติบโตสูงสุดถึง 37%
ต้นทุนและค่าใช้จ่าย:
ต้นทุน (COGS) อยู่ที่ 225 ล้านบาท โตขึ้นเพียง 10% (ขณะที่รายได้โต 42%) สะท้อน Economy of Scale
สัดส่วนต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) 64% ประกอบด้วย บุคลากร 41%, ค่าเสื่อม 15%, บำรุงรักษา 8%
ค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร 110 ล้านบาท โตขึ้น 8% โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน (47%)
กำไร: กำไรขั้นต้น (Gross Profit) โตกระโดดถึง 90% ดันอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ขยับจาก 40% เป็น 54% และกำไรสุทธิทำได้ 159 ล้านบาท โตขึ้นเกือบ 300% (NP Margin 32%)
งบดุล (Balance Sheet): สินทรัพย์รวม 705 ล้านบาท มีเงินสดราว 180 กว่าล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากการพัฒนาวิธีทดสอบ (TM) มูลค่า 22 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินลดลงเหลือ 103 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท
สิทธิประโยชน์ทางภาษีและปันผล: มีบัตร BOI 2 ใบครอบคลุม ทำให้ปี 2025 บริษัทไม่เสียภาษีนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 บัตร 1 ใบจะหมดอายุ ทำให้สัดส่วนรายได้ BOI จะอยู่ที่ประมาณ 50:50 ซึ่งอาจมีการเสียภาษีบางส่วน นอกจากนี้ บริษัทยังมีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% (2 ปีที่ผ่านมาจ่ายมากกว่า 60%)
--------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่ 2: สรุปประเด็นซักถามและคำชี้แจง (Q&A)
Q: คู่แข่งคือใคร และกำไรในปี 2025 ที่เติบโตสูงมีโอกาสไปต่อหรือเป็นรายได้เพียงครั้งเดียว?
A: บริษัทเป็นผู้ให้บริการ One Stop Service ด้านห้องแล็บเอกชนเพียงรายเดียวในไทย คู่แข่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และบริษัทข้ามชาติจากยุโรป
อุปสรรคคู่แข่งใหม่ (Entry Barrier): สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และการรับรองมาตรฐาน (Accreditation) อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีต่อรายการ
ลักษณะรายได้: เป็นรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) กว่า 90% จากฐานลูกค้าเดิมที่เชื่อมั่นในมาตรฐานสากล รายได้ปี 2025 จึงไม่ใช่กำไรครั้งเดียว (One-time) และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายขอบข่ายการทดสอบเพิ่มอีก 1,600 รายการ

Q: ขีดความสามารถในการรองรับลูกค้า (Capacity) ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
A: ปัจจุบันใช้ Capacity อยู่ที่ประมาณ 70% บริษัทมีการลงทุนเพิ่มเครื่องมือทุกปีจากเงิน IPO และกระแสเงินสดของตัวเอง หากมีปริมาณงาน (Volume) เพิ่มขึ้นก็พร้อมขยายได้ทันทีโดยไม่กระทบโครงสร้างต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

Q: สิทธิประโยชน์ BOI เหลืออีกกี่ปี และต้องใช้เวลากี่ปีในการพัฒนาศักยภาพให้เท่าเทียมบริษัทข้ามชาติ?
A:ศักยภาพ: บริษัทถูกตรวจสอบ (Audit) จากหน่วยงานรัฐปีละ 30-45 วัน เพื่อรักษามาตรฐาน การพัฒนาจะเน้นตามกฎหมายใหม่ๆ เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข และตามความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้าง Value Added ให้สินค้า
BOI: บัตรปัจจุบันจะสิ้นสุดปี 2575 (เหลือประมาณ 6 ปี) บริษัทมีแผนลงทุนใหญ่ในเครื่องมือใหม่ทุก 4-5 ปี เพื่อขอรับสิทธิ BOI ต่อเนื่อง

Q: หากสินค้าที่ผ่านการตรวจจากบริษัทไปสร้างความเสียหายหรือผู้บริโภคแพ้ บริษัทต้องรับผิดชอบหรือไม่?
A: บริษัทรับผิดชอบเฉพาะผลการทดสอบของ "ตัวอย่างที่ส่งตรวจ" (Sample) เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมทั้งล็อตการผลิต อย่างไรก็ตามบริษัทมีการทำประกันความรับผิด (Liability Insurance) และมีกระบวนการทำงานตามมาตรฐาน ISO 17025 ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการวิเคราะห์

Q: ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทยเป็นอย่างไร?
A: การประเมิน Market Share ภาพรวมทำได้ยาก เนื่องจากคู่แข่งข้ามชาติมีขอบข่ายกว้าง (เช่น ตรวจยานยนต์, ปิโตรเคมี) แต่หากโฟกัสเฉพาะ "แล็บเกษตรและอาหาร" บริษัทประเมินว่าตนเองอยู่อันดับ 2 ของประเทศ

Q: รายได้จากงานตรวจภาครัฐ (IC) ที่ลดลงในปีที่ผ่านมามีสาเหตุจากอะไร?
A: เกิดจากการปรับลดงบประมาณและการโอนภารกิจของหน่วยงานรัฐที่น้อยลง บริษัทจึงปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นลูกค้าเอกชนเพื่อชดเชยรายได้ส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

Q: ทำไมรายได้ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมาถึงสูงกว่าไตรมาส 3 ที่ปกติเป็นช่วง Peak?
A: มาจากการตรวจทุเรียนส่งออกซึ่งเป็นรายได้ใหม่ตามฤดูกาลใน Q2-Q3 โดยปี 2026 นี้คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกทุเรียนจะมากกว่าปีที่ผ่านมา

Q: สัดส่วนการตรวจทุเรียนและคู่แข่งในกลุ่มนี้เป็นอย่างไร?
A: การตรวจผักและผลไม้ส่งออก (รวมทุเรียน) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม ปีนี้คู่แข่งเพิ่มขึ้นจาก 10 ราย เป็น 14 ราย ทำให้ส่วนแบ่งตลาดถูกแชร์ออกไปบ้าง แต่บริษัทเน้นความเชื่อมั่นและบริการที่รวดเร็วเพื่อรักษาฐานลูกค้า

Q: นอกจากการตรวจทุเรียน มี New S-Curve อื่นหรือไม่?
A: เทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ อาหารเสริม (ตรวจโปรตีน, วิตามิน), อาหารสัตว์, สมุนไพร (กัญชา, กระท่อม), เครื่องปรุงรส และสินค้าประมง

Q: สิทธิ BOI ที่ลดลงกระทบกำไรอย่างไร?
A: สิทธิจากเครื่องมือชุดเดิม (ลงทุนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว) จะลดลง ทำให้ต้องเสียภาษีในสัดส่วนกำไรประมาณ 30% แต่เนื่องจากมีบัตร BOI ใบใหม่จากโครงการใหม่เข้ามาเสริม ภาพรวมภาษีปีนี้จึงยังไม่กระทบมากนัก

Q: มีแผนขยายไปต่างประเทศหรือไม่?
A: เน้นกลุ่มประเทศ CLMV โดยพิจารณารูปแบบการหาพันธมิตรหรือใช้ระบบโลจิสติกส์ส่งตัวอย่างกลับมาตรวจที่ไทย (Hub) เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนซ้ำซ้อนในต่างประเทศ

Q: กลยุทธ์การบริหารต้นทุนและบุคลากร (สมองไหล)?
A:บุคลากร: บริษัทเน้นการทำงานด้วยระบบและ Test Method ตามมาตรฐาน ISO 17025 ซึ่งผูกติดกับองค์กรไม่ใช่ตัวบุคคล จึงลดความเสี่ยงหากมีการเปลี่ยนพนักงาน
เทคโนโลยี: นำ Automation และ AI มาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์เพื่อลดการเพิ่มคนในอนาคต
วัสดุสิ้นเปลือง: ทำสัญญาล็อกราคาเคมีภัณฑ์รายปีเพื่อป้องกันความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

Q: จุดแข็งเมื่อเทียบกับบริษัทข้ามชาติคืออะไร?
A: ความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับรูปแบบรายงานตามความต้องการลูกค้า และความรวดเร็ว (Speed) ในการออกผลทดสอบผ่านบริการ Express ซึ่งแล็บต่างชาติมักมีระบบที่ตายตัวกว่า

Q: ความคืบหน้าของห้องแล็บในภาคตะวันออก?
A: ปัจจุบันเป็นศูนย์รับตัวอย่าง คาดว่าจะติดตั้งเครื่องมือเสร็จในเดือนพฤษภาคม และเริ่มวิเคราะห์จริงได้ในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับกลุ่มล้งทุเรียนโดยเฉพาะ

Q: ทำไมถึงมั่นใจว่าลูกค้าจะใช้บริการเราอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อธุรกิจส่งออกหรือโมเดิร์นเทรดมักเน้นความเร็วและราคาเป็นหลัก
A: ฐานข้อมูลเราพบว่าลูกค้ามีการซื้อซ้ำกว่า 90% และเมื่อเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่รายได้เราก็โตตาม
อาจมีลูกค้ารายย่อยบางรายเปลี่ยนใจเพราะเรื่องราคาบ้าง แต่เป้าหมายหลักของเราคือการรักษาลูกค้ารายใหญ่ เพื่อรักษาระดับกำไรและปริมาณงานให้สอดคล้องกับต้นทุน

Q: ลูกค้ากลุ่มสมาคมผู้ปลูกทุเรียนไทยยังเป็นลูกค้าที่ส่งตรวจให้เราอยู่ไหม และเขามีแผนจะย้ายไปตรวจที่อื่นหรือไม่
A: เวลาเขาส่งตัวอย่างจริง เขาแยกส่งเป็นรายล้ง ไม่ได้ส่งรวมกันเป็นสมาคม ปีที่ผ่านมาก็ยังทยอยส่งเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ได้รับผลกระทบอะไร

Q: เวลาเราได้ลูกค้ารายใหม่ๆ เขาเข้ามาหาเราเอง หรือเราต้องทำการตลาดอย่างไร
A: เราทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (ทีมเซลล์ การออกบูธ)
นอกจากนี้เรามีรายชื่อขึ้นทะเบียนกับรัฐ เวลาผู้ประกอบการไปปรึกษากฎหมาย รัฐจะแนะนำให้มาปรึกษาแล็บ ซึ่งเราเป็นรายเดียวที่ให้คำปรึกษาแบบครบจบในที่เดียว (One Stop Service) แนะนำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรา

Q: คู่ค้าต้องการให้ทำระบบ GMP สำหรับสุกรแปรรูป ทางบริษัทสามารถทำให้ได้เหมือนแล็บอื่นไหม
A: ให้บริการได้ทั้งมาตรฐาน GMP หรือ แปลง GAP จะอยู่ในส่วนบริการตรวจสอบและรับรองระบบ (Inspection and Certification)

Q: ในรายได้ Testing ที่โตขึ้น 461 ล้าน มาจากการตรวจผักผลไม้ส่งออกและการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อยากทราบว่าทั้ง 2 ส่วนนี้เติบโตคิดเป็นอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ค
A: ผักผลไม้ส่งออกคิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม กลุ่มอื่นๆ ที่สัดส่วนใหญ่และโตดีคือ ประมง (Seafood) ประมาณ 9-10%, ผักผลไม้บริโภคในประเทศ (โมเดิร์นเทรด) เกือบ 10% และกลุ่มตรวจน้ำประมาณ 5%
ส่วนกลุ่มยา สมุนไพร อาหารเสริม สัดส่วนยังอยู่ประมาณ 3% แต่กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้น

LiveCV Turbo By สมาคมนักลงทุนประเทศไทย X หลักทรัพย์ Finansia27 - 3 - 26ส่วนที่ 1: เนื้อหาหลัก (Detailed Breakdown)ประวัต...
31/03/2026

LiveCV Turbo
By สมาคมนักลงทุนประเทศไทย X หลักทรัพย์ Finansia
27 - 3 - 26

ส่วนที่ 1: เนื้อหาหลัก (Detailed Breakdown)
ประวัติและพัฒนาการของบริษัท "เงินเทอร์โบ" (TURBO)
ปี 2017:เริ่มก่อตั้งบริษัท โดยมีคุณสุธัช เรืองสุทธิภาพ เป็น Founder และ CEO.
เดือนกุมภาพันธ์ 2018:เปิดให้บริการสาขาแรกในจังหวัดนนทบุรี (ใกล้ Headquarter เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามผลงาน).
ปี 2019 (2562):เงินเทอร์โบร่วมมือกับบริษัทในอุตสาหกรรม (เช่น เมืองไทย แคปปิตอล, เงินติดล้อ) ก่อตั้งสมาคมสินเชื่อจำนำทะเบียนเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม.
ต้นปี 2022:จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Exclusive contract) กับ MTL (เมืองไทยประกันชีวิต) เริ่มให้บริการประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเป็นปีแรก.
ปลายปี 2022:ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เข้ามาเป็นพันธมิตรทางการเงิน โดยผ่านบริษัทลูกคือKVision เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 10% ในฐานะ Financial Investor.
ปี 2023 (2566): ย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ชื่อ "Turbo Campus" บนพื้นที่ 13 ไร่ ย่านศรีสมาน. และเป็นปีแรกที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จาก TRIS Rating ที่ระดับ BBB-
วันที่ 30 กันยายน 2023 (2566): นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อย่อ "TURBO"
ปี 2024 (2567):ขยายการให้บริการประกันภัยแบบผ่อนชำระสูง.

ทีมผู้บริหารระดับสูง (Executive Team)
คุณสุธัช เรืองสุทธิภาพ: Founder & CEO อยู่มาตั้งแต่ปี 2017 ประสบการณ์สายธนาคาร.
คุณเอกสิทธิ์: Chief Technology Officer (CTO) อยู่มา 8 ปี เป็นแกนหลักในการนำ Tech มาปรับปรุง Process.
คุณลิตา:ดูแลฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด (เดิมดูแลฝ่ายความเสี่ยง) มีประสบการณ์ตรงในธุรกิจจำนำทะเบียน.
คุณกนกพร:Chief Operations Officer (COO) ดูแลระบบหลังบ้าน นักเรียนทุน KTB.
คุณวรุตม์:ดูแลเครือข่ายสาขา อยู่มาตั้งแต่ปี 2018 ประสบการณ์ธนาคาร 10 ปี.
CFO & CHRO (ผู้บรรยาย): ดูแลการเงินและบุคคล อยู่มาตั้งแต่ปี 2018 นักเรียนทุนกสิกรไทย.
คุณบรูซ:เพิ่งร่วมงานประมาณเกือบ 2 ปี ดูแลเรื่อง Risk Management.
หมายเหตุ:ทีมผู้บริหารส่วนใหญ่มีพื้นฐานจากธนาคาร (Banking) จึงนำมาตรฐานธนาคารมาปรับใช้ร่วมกับเทคโนโลยี.

ภาพรวมธุรกิจและสัดส่วนรายได้
ปัจจุบันรายได้มาจาก 2 ส่วนหลัก: ธุรกิจสินเชื่อ (90%) และนายหน้าประกันภัย (10%)
พอร์ตสินเชื่อ (รวม 11,500 ล้านบาท):
70% สินเชื่อจำนำทะเบียน (รถจักรยานยนต์, รถยนต์ 4 ล้อ, ปิคอัพ) ดำเนินงานภายใต้ใบอนุญาต ธปท..
20% นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance).
10% โฉนดที่ดิน. (อนุมัติวงเงินสูงสุดที่ **100,000 บาท**).
ธุรกิจนายหน้าประกันภัย: มีทั้งประกันชีวิต (คุ้มครองสินเชื่อ) และประกันวินาศภัย (พ.ร.บ., ป.1, ป.2+, ป.3, ป.3+). ปัจจุบันลูกค้าประกันกว่า 90% คือลูกค้าสินเชื่อของบริษัท.
เครือข่ายสาขา: สิ้นปีมี 989 สาขา ครอบคลุม 54 จังหวัด สัดส่วนสาขา: กทม./ปริมณฑล 25%, ตะวันออก 25%, อีสาน 25%, อื่นๆ 25% (ยังไม่เน้นภาคเหนือและใต้ตอนล่าง). ต้นทุนเปิดสาขาใหม่เฉลี่ยประมาณ 400,000 บาท/สาขา (เช่าพื้นที่) จุดคุ้มทุนใช้เวลาเฉลี่ย 1 ปี.

จุดแข็งและประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Competitive Advantages)
บริษัทมีการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) กว่า 20% ในช่วงปี 2563-2568.
20% ของการเติบโตมาจาก Organic (Word of mouth)** ลูกค้าแนะนำเพื่อนมาเองโดยไม่ต้องจ่ายเงินจ้าง.
จุดขายคือ "ความเร็วและความง่าย" ลูกค้าเป็นกลุ่ม Underbanked/Unbanked เวลาเป็นเงินเป็นทอง (เปิดบริการ 7 วัน, จ่ายเงินผ่านแอปแบบ Real-time ไม่ต้องรอ T+1).
พนักงานสาขา 100% ต้องผ่านการฝึกอบรม 13 วัน ก่อนลงหน้างาน.
สาขากว่า 60% อายุต่ำกว่า 5 ปี ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก ปัจจุบันสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาอยู่ที่ 11.3 ล้านบาท (สาขาเก่าสามารถทำได้ถึง 14-15 ล้านบาท).

การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ (Technology & AI)
โครงสร้างบริษัทมี Operating Leverage สูง รายได้เพิ่มแต่รายจ่ายไม่เพิ่มตาม.
30% ของพนักงานสำนักงานใหญ่คือทีม Development สร้างระบบ In-house ใช้งานเองทั้งหมด ทำให้ยืดหยุ่นกว่าการซื้อระบบ Off-the-shelf.
มีทีมบัญชีเพียง 15 คน ครอบคลุมเกือบ 1,000 สาขา.
นำระบบ Credit Scoring มาใช้ 100% (APA Score สำหรับลูกค้าใหม่, Behavior Score สำหรับลูกค้าเดิม).
นำ AI มาช่วยงาน Marketing ลดเวลาทำสื่อจาก 5-7 วันเหลือทำได้ทันที และใช้ AI เขียนโปรแกรม/วิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ลดพนักงานส่วนกลางจาก 400 กว่าคนลงได้ (ไม่รับคนเพิ่มเมื่อมีคนออก) ส่งผลให้ Cost to income ratio ลดจาก 60% เหลือ ~50% ในปีล่าสุด.

การบริหารจัดการหนี้และการฟ้องร้อง (Collection & Litigation)
กระบวนการทวงหนี้มี 4 ระดับ: 1. พนักงานสาขาตาม 2. ทีมติดตามภาคสนาม 3. ทีม Collection โทรจากส่วนกลาง 4. ทีมฟ้องร้องดำเนินคดี.
ทีมฟ้องร้อง In-house ทำงานด้วยเทคโนโลยี: ทนาย 1 คนสามารถฟ้องได้ถึง 100 - 200 เคสต่อเดือน (สูงกว่าจ้าง Outsource ถึง 10 เท่า) โดยใช้โปรแกรมกดเลือกเพื่อ Generate เอกสารฟ้องศาลอัตโนมัติ.
มีทีม Credit Portfolio** ดูแลข้อมูลแบบ T+1 ทำให้สามารถแบ่ง Segment ลูกค้าได้ละเอียดระดับ "ใช้มีดผ่าตัด" ไม่ใช่การเหมาเข่งตัดทิ้ง ส่งผลให้คุณภาพหนี้ดีขึ้นแม้ในภาวะเศรษฐกิจแย่.

ผลประกอบการทางการเงิน (Financial Highlight 2023-2024)
กำไรสุทธิปีล่าสุดจบที่ **503 ล้านบาท (New High) และกำไร Q3-Q4 โตอยู่ที่ไตรมาสละราว 300 ล้านบาท.
บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ สั่งปิดสาขาไปประมาณ 60 สาขา (จาก 1,050 เหลือ 989 สาขา) เพื่อลด Fixed Cost ทันที.
Q4 มีการตั้ง Management Overlay (สำรองพิเศษ) เพื่อให้ NPL Coverage Ratio ขึ้นมาแตะระดับ 100% เพื่อความสบายใจของนักลงทุน แม้ตัวเลขตามโมเดลคำนวณจริงอาจจะน้อยกว่า 100%.
หนี้เสีย (NPL) ผ่านจุด Peak ไปแล้วในช่วงปี 24/25 และเริ่มปรับตัวดีขึ้น.
Cost of Fund อยู่ที่ 4% ได้รับผลดีจากดอกเบี้ยนโยบายขาลง และมี D/E Ratio ที่ 1.0 เท่า

ส่วนที่ 2: ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session)
Q: อยากย้อนกลับไปตรง Management Overlay ในอนาคตถ้าสถานการณ์เรื่องน้ำมันขึ้นหรือกำลังซื้อลดลง จะเอฟเฟกต์ต่อการตั้งสำรองตรงนี้ไหม?
A: การตั้งสำรองมีตัว Forward looking อยู่แล้วครับ เรามีตัวแปรระดับมหภาค 20-30 ปัจจัยเข้าไปรันตลอดเวลา ถ้ามีปัจจัยมากระทบภาพรวม มันก็จะถูกสะท้อนเข้าไปในโมเดลครับ

Q: ลูกค้าที่เข้ามา มีสัดส่วนเท่าไหร่ที่เป็นลูกค้าต่อสัญญา (ทำสัญญาแล้ววนกลับมาทำซ้ำ)?
A: ตอนนี้ไม่มีตัวเลขในมือเป๊ะๆ นะครับ แต่โดยทั่วไป ถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซค์จะอยู่กับเรานานหน่อย แต่ถ้าเป็นรถยนต์จะออกเร็วขึ้น หมายความว่าไม่ได้กลับมาเป็นซ้ำครับ

Q: อยากทราบเหตุผลที่ Management Overlay เพิ่มขึ้นใน Q4 คือยังไงครับ เพราะปกติถ้าที่อื่นตั้งเพิ่มแปลว่าเศรษฐกิจไม่ดี หรือคุณภาพลูกหนี้แย่ลง?
A: จากสูตรโมเดลของเรา มันสะท้อนคุณภาพลูกหนี้และปัจจัยมหภาคเศรษฐกิจอยู่แล้วครับ แต่ในมุมบริษัท เรามองว่าอยากสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เราจึงบังคับตั้ง Management overlay เพื่อให้ NPL Coverage Ratio กระตุกขึ้นมาให้แตะ 100% ครับ

Q: นาโนไฟแนนซ์ ปี 68 มัน 20% แล้วปี 67 ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
A: จะใกล้เคียงกันครับ ประมาณ 19%

Q: แล้ว Credit Cost ของนาโนเป็นยังไงบ้าง ทำไมถึงแย่กว่าตัวอื่น?
A: Credit Quality ของนาโนจะแย่กว่าตัวอื่นนิดนึง ประมาณ 100-200 Basis Point (1-2%) เมื่อเทียบกับพอร์ตอื่นครับ ที่เป็นแค่นี้เพราะเราไม่ได้ปล่อยให้ทุกคน เราปล่อยเฉพาะลูกค้าที่เรารู้จักมาประมาณหนึ่ง มี Credit Scoring ผ่านเกณฑ์เท่านั้นครับ

Q: แปลว่าตรง Segment นาโน เราจะไม่ขยายเพิ่มใช่ไหมครับ?
A: เรามี Soft Limit ของเราอยู่ครับ พยายามคุมให้ไม่เกิน 20%

Q: จำนวนสาขาปีนี้จะขยายเพิ่มกี่สาขาครับ?
A: เป็นกรอบกว้างๆ อยู่ที่ประมาณ 30-50 สาขาครับ

Q: แปลว่าเราขยายสาขาน้อยลง แต่ตั้งเป้าโต 15-25% เราต้องเหยียบคันเร่งปล่อยสินเชื่อเยอะขึ้นไหม?
A: การเปิดสาขาแทบไม่เกี่ยวกับการเติบโตในปีนั้นครับ เพราะสาขาเปิดใหม่แทบยังสร้างสินเชื่อไม่ได้ ส่วนใหญ่ยอดการเติบโตจะมาจากสาขาปัจจุบันที่มีอยู่ครับ

Q: เคยไป Company Visit เมื่อปลายปีที่แล้ว บอกว่าจะโต 15-20% ตอนนี้ภาพจากสถานการณ์ปัจจุบันยังเหมือนเดิมไหมครับ?
A: ยังเหมือนเดิมครับ แต่เรามีทีม Portfolio ที่คอย Refresh และ Monitor สถานการณ์ตลอดเวลาครับ ว่ายังเติบโตได้เหมือนเดิมหรือเปล่า

Q: การใช้ Credit Scoring ที่บอกว่ามี AI วิเคราะห์ ใช้ Computation แบบ 100% เลยไหม หรือผสม Judgment ของเจ้าหน้าที่สาขาด้วย?
A: ผสมกันครับ ระบบจะคำนวณวงเงินสูงสุดออกมา เช่น รถรุ่นนี้โปรไฟล์นี้ได้สูงสุด 100 แต่สาขาจะเป็นคนประเมินใช้ Judgment อีกทีว่าควรจะปล่อย 60, 70 หรือ 80 แต่ปล่อยเกิน 100 ไม่ได้ครับ ลิมิตคือ 100

Q: สาเหตุที่สาขาใหม่ค่อยๆ Contribute มากขึ้นตามปี เป็นเพราะการสร้าง Awareness หรือมีสาเหตุอื่นด้วย และจะ Mature ตอนเปิดไปกี่ปี?
A: เรื่อง Mature ตอบไม่ได้ครับ เพราะสาขาเก่าสุดของเราก็ยังเติบโตอยู่ สาเหตุที่ค่อยๆ โตเพราะ 1. ต้องใช้เวลาสร้างการรับรู้ในชุมชน 2. เราหลับตาปล่อยสินเชื่อไม่ได้ครับ เราต้องค่อยๆ ประเมินปล่อย

Q: ในภาวะสงครามและน้ำมันแพง ทางเทอร์โบประเมินว่ามีผลกระทบต่อ ECL มากน้อยขนาดไหนครับ?
A: ผลกระทบทางตรงต่อบริษัทจำกัดมากครับ มีแค่ค่าน้ำมันรถบริษัท ส่วนผลกระทบต่อลูกค้าตอนนี้ผ่านไป 1 เดือนยังจำกัดอยู่ แต่เรามอนิเตอร์นโยบายตลอด ถ้ามีปัญหาเราเตรียมส่งพนักงานสาขาลงพื้นที่ช่วยเหลือลูกค้าทันทีเหมือนตอนโควิดครับ

Q: ปีที่แล้ว LTV (Loan to Value) ลดลง และ Ticket Size ลดลง แต่ปีนี้ตั้งเป้าโต 15-25% แปลว่าเราจะเพิ่ม LTV ไหมครับ หรือขยายยังไง?
A: การเติบโตมันมาจาก Ticket Size คูณจำนวนลูกค้า ปีที่แล้วจำนวนลูกค้าเราขึ้นตลอด แต่ Ticket Size มันลงแรงกว่า ปีนี้สิ่งที่เราทำคือทำให้ Ticket Size มัน Stable เท่าเดิม ไม่ลดลง มันก็จะสะท้อนการเติบโตจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นครับ

Q: Operating cost to income มีแนวโน้มและไกด์ไลน์ไว้ที่ประมาณเท่าไหร่ครับ?
A: ด้วยความที่เราเป็นน้องใหม่ ผมอาจจะไกด์ไลน์เป๊ะๆ ลำบาก แต่ Cost เราบริหารอย่าง Efficient มาก คงไม่ได้ลดอะไรไปกว่านี้แล้ว ตัวที่จะทำให้ Cost to income ลดลงในปี 2026 จะมาจากฝั่ง "ตัวหาร" คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามเป้า มากกว่าตัว "ค่าใช้จ่าย" ที่ลดลงครับ

Q: Virtual Bank ที่กำลังจะเปิดหลายเจ้า คาดว่าจะมาเป็นคู่แข่งไหมครับ?
A: ในมุมมองส่วนตัวและมุมมองบริษัท เราไม่เห็นว่า Virtual Bank จะทำอะไรได้มากกว่าแบงก์ปกติครับ ถ้าแบงก์ปกติอยากปล่อยสินเชื่อออนไลน์เขาก็ทำได้อยู่แล้ว เราไม่เห็นว่าเขามีฟีเจอร์หรือผลิตภัณฑ์อะไรที่แบงก์ปัจจุบันทำไม่ได้ครับ

Q: Outlook ต่างๆ ทั้งเรื่อง Cost credit, Cost to income, Cost of fund ยังเหมือนเดิมไหมจากวัน Opp day เมื่อเดือนที่แล้ว สองเดือนแรกเป็นไงบ้าง?
A: เรายังไม่เห็นแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมครับ (เรื่อง 2 เดือนแรก ขอให้รอติดตามอีก 2 เดือนครับ พฤษภาคมเจอกัน)

Q: เต็นท์รถใหญ่ๆ เริ่มรับรถ EV สูงมาก ทางเราคงจะรับด้วยใช่ไหมครับ?
A: ปัจจุบันรถ EV เรารับครับ แต่เป็นพอร์ตที่เล็กมากๆ เพราะลูกค้าเราต่างกับเช่าซื้อ ลูกค้าเราคือรากหญ้าต้องถือของเป็นเจ้าของมาก่อน 4-5 ปีถึงจะมาหาเรา ของเราจึงน้อยมากครับ

Q: ในกรณีที่รถ EV เยอะขึ้น เรามีความกังวลหรือดูแลคุณภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับรถสันดาป (ICE)?
A: รถสันดาปอยู่มา 30-40 ปี เรารู้อายุการใช้งาน แต่รถ EV เราปล่อย LTV ต่ำมาก น่าจะเรียกว่าหาร 2 จากรถยนต์สันดาปปกติเลยครับ และเราอ้างอิง Guideline จากต่างประเทศเช่นอเมริกามาใช้ครับ

Q: ลูกค้าประกันกับเรา เป็นลูกค้าสินเชื่อสักกี่เปอร์เซ็นต์?
A: ประมาณ 90% ครับ

Q: เวลาลูกค้ามาขอสินเชื่อ มีข้อบังคับไหมว่าต้องซื้อประกันอะไรกับเราบ้าง และส่วนใหญ่ซื้ออะไร?
A: ไม่บังคับเลยครับ ส่วนใหญ่ซื้อประกันชีวิต (Credit Life) เพราะคุ้มครองสินเชื่อ ลูกค้าเป็นอะไรไปทายาทก็ไม่ต้องรับภาระครับ รองลงมาก็ประกันรถครับ

Q: กลยุทธ์ในการโตธุรกิจประกันจะทำยังไง และช่องทางขายจะเป็นทางไหนบ้าง?
A: ตลาดที่ไม่ได้ขอสินเชื่อมี Potential อีกเยอะ เราเพิ่มคู่ค้าประกัน (ปัจจุบันมี 5 เจ้า) มีทางเลือกจ่ายเงินเยอะขึ้น ปัจจุบันช่องทางหลักคือพนักงานสาขา และเราพยายามทำ Experience ให้ดี คือหลังบ้านเราใช้ Tech เชื่อม API 100% ดึงข้อมูลเข้าออกระบบเราเลย ไม่ต้องไปคีย์หน้าเว็บคู่ค้าทีละเจ้า ทำให้เร็วและลดข้อผิดพลาดครับ

Q: เวลาเปิดสาขาใหม่ๆ ทำยังไงให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเรา อะไรเป็นปัจจัยครับ?
A: วันแรกๆ ลูกค้าจะน้อยกว่าคู่แข่งอยู่แล้วครับ ระยะสั้นเราต้องทำให้สาขาโดดเด่นสะดุดตา ทาสีชมพูดูเป็นมิตร ระยะยาวคือการบริการที่ดี รวดเร็ว ตรงไปตรงมา เพื่อสร้าง Community ให้เขาบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ครับ

Q: มีไหมที่ลูกค้าเข้ามาคุยแล้วไม่ตกลงเอาสินเชื่อ อะไรคือประเด็นที่ทำให้เขาไม่รับ
A: มีอยู่แล้วครับ ลูกค้าก็ประเมินเรา บางคนอาจมีปัจจัยส่วนตัว หรือบางครั้งเราประเมินแล้วเราก็ไม่อยากให้บริกาารก็มีครับ

Q: สาขานึงลงทุนใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุน?
A: เฉลี่ยประมาณ 1 ปีครับ เพราะเราเช่าตึก ไม่ได้มีค่าโครงสร้าง ลงทุนสาขาละประมาณ 400,000 บาท จุดคุ้มทุนจึงถึงเร็วครับ

Q: Yield ของบริษัทเป็นเท่าไหร่ครับ?
A: ไม่แน่ใจว่าเคยเปิดเผยตรงๆ ไหม แต่ดูจากงบไตรมาส 3 ที่เป็น Public ก็เฉลี่ยอยู่ประมาณนั้นครับ

Q: สินเชื่อโฉนดที่ดิน ทำไมให้วงเงินสูงสุดแค่ 100,000 บาท เป็นตัวเลขตั้งขึ้นมาเฉยๆ หรือให้จริงตามนี้?
A: เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วเคยให้มากกว่าแสนครับ แต่เรามีทีมวิเคราะห์ตลอดว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ด้วยบริบทวันนี้ 100,000 บาทคือจุดที่เราโอเค และที่ดินต่างจังหวัดบางที่มูลค่าอาจไม่ได้สูงมากด้วยครับ

Q: ผลตอบแทนพนักงานสาขามีแรงจูงใจให้ขายได้เพื่อเอา Incentive หรือกินเงินเดือนปกติ?
A: มี Incentive แบบ Variable pay ครับ แต่เราจะผูกกับ "คุณภาพหนี้" เป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยเสร็จแล้วได้เงินเลย เครดิตพอร์ตต้องดี และคะแนน Audit จากส่วนกลางก็ต้องดี ทำตามขั้นตอนครบถ้วนครับ

Q: ธุรกิจจำนำทะเบียนมักตั้งติดๆ กัน ลูกค้าเดินช้อปดอกเบี้ยไหม เราแข่งดอกเบี้ยไหม?
A: ดอกเบี้ยเราสูงสุดในตลาดแสดงว่าเราไม่ได้แข่งราคาครับ สำหรับลูกค้ารากหญ้ากู้เงินหมื่น ดอกเบี้ยต่างกัน 4% คิดเป็นเงินแค่ 30 กว่าบาทต่อเดือน Cost ที่แท้จริงของเขาคือ "เวลา" เขาต้องเสียรายได้เพื่อมากู้เงิน สิ่งที่เราทำคือให้ความรวดเร็ว บริการให้ดี และทำให้เขารู้สึกไม่ตัวเล็ก ได้รับเกียรติเวลาเดินเข้ามาครับ

Q: ถ้าเกิดหนี้เสีย เรายึดรถได้ไหม หรือมีวิธีบังคับยังไง?
A: ยึดได้ครับ การจำนำทะเบียนคือการฝากเล่มทะเบียนไว้ที่บริษัทเพื่อไม่ให้เอาไปทำอย่างอื่น ทรัพย์สินอยู่กับลูกค้า เล่มอยู่กับเรา ก่อนยึดเราจะไปคุยก่อน ถ้ายึดมาก็ส่งขายทอดตลาดผ่าน Auction House ครับ

Q: 2-3 ปีที่ผ่านมา LTV ของคู่แข่งลดหมด ของเราลดลง Magnitude แค่ไหน?
A: ตั้งแต่ 23, 24, 25 เราลดลงมาตลอดทางครับ บอกตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ปีนี้เทรนด์เริ่มที่จะ Stable (ทรงตัว) แล้วครับ

Q: Pe*******on โปรดักต์ประกันกับลูกค้าเก่าเรา มีสัดส่วนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
A: อาจจะตอบเป็นตัวเลขไม่ได้เพราะไม่ค่อยได้ Disclose ครับ แต่เราทำประกันมา 4-5 ปี ก็ค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ ครับ

Q: การพัฒนา Tech เอง แตกต่างกับบริษัทในอุตสาหกรรมที่ซื้อ Off the shelf อย่างไร?
A: การซื้อ Off the shelf มีข้อจำกัดในการปรับแก้ (เหมือนซื้อเสื้อสูทสำเร็จรูป) แต่เรามีทีม Developer ของตัวเอง ทำให้เราเขียนโปรแกรมปรับแก้ให้เข้ากับกระบวนการของเราได้ 100% ทำให้ปรับเปลี่ยน Policy ในภาวะฉุกเฉินได้รวดเร็วกว่าคนอื่น โดยไม่ต้องรอผ่านขั้นตอนเสนอราคาจัดจ้างครับ

Q: พอเข้าตลาดมา มีแผนจะปรับซอฟต์แวร์หรือมีโปรดักต์ใหม่ที่ช่วยให้ทำงานดีขึ้นไหม?
A: มีครับ เราเพิ่มโปรดักต์และ System หลังบ้านของเราตลอดทางครับ

นี่คือการถอดความช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) ที่เหลือทั้งหมด เรียบเรียงตามลำดับเวลา และคงรูปแบบตามที่คุณต้องการครับ:

**ส่วนที่ 2: ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) - ต่อจากส่วนที่แล้ว**

Q: จากคุณวุฒิพงษ์ ถ้าเทียบกับปี 23 กับปี 22 เข้าใจว่า Credit Cost มากขึ้น ผลกระทบอาจจะมาจากเรื่องน้ำมันและการลดลงของ LTV ด้วยหรือเปล่าครับ แล้วเราประเมินปีนี้ว่าถ้าน้ำมันขึ้น จะมีผลกระทบกับเรายังไงบ้าง มากน้อยขนาดไหน?
A: เรื่อง Credit Cost และการประเมินผลกระทบ ปัจจุบันเราดูข้อมูลทุกวันครับ ผ่านมา 1 เดือนที่เกิดเหตุการณ์น้ำมันขึ้น เรายังไม่เห็นผลกระทบทางตรง (Direct impact) กับลูกค้าเราเอง แต่พอระยะเวลาเริ่มยาวขึ้นเราก็ต้องติดตามไปเรื่อยๆ ครับ ตอนนี้เรายังไม่ได้มีตัวเลขประเมินในใจที่แน่ชัดครับ

Q: แล้วแนวโน้มราคารถมือสองตอนนี้เป็นแบบไหนบ้างครับ?
A: ราคารถยนต์มือสองก็อยู่ในช่วงปกติครับ มันจะมีแค่ช่วงปี 2023 ที่ราคารถยนต์มือสองดิ่งลงมา ปัจจุบันถ้าไปดูข้อมูลดัชนีราคารถยนต์มือสองใน ธปท. ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่าปกติแล้วครับ แม้จะไม่ได้กลับมาดีเท่า 5 ปีที่แล้ว แต่มันก็พ้นจุดต่ำสุด (Bottom out) ขึ้นมาเยอะในระดับหนึ่งครับ

Q: เรามีลูกค้าประมาณกี่รายตอนนี้ และ Ticket Size ของนาโนประมาณเท่าไหร่ครับ?
A: จำนวนลูกค้าไม่น่าจะเปิดเผย (Disclose) ได้ครับ อยากบอกเหมือนกันแต่มันบอกไม่ได้ครับ

Q: กลุ่มลูกค้าของบริษัทเราส่วนใหญ่เป็นประเภทไหน ประกอบอาชีพอะไรครับ เป็นพนักงานบริษัท (White-collar) หรือเป็นเกษตรกร?
A: สัดส่วนแบ่งเป็น 50:50 ครับ 50% แรกเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำ (เช่น พนักงานโรงงาน, พนักงานใช้แรงงาน, ลูกจ้างตามร้านขายของ) อีก 50% เป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีรายได้ประจำ (เช่น คนขายของในตลาด, ร้านรถเข็น) ส่วนลูกค้านาโนไฟแนนซ์ก็จะผสม (Blend) อยู่ใน 2 กลุ่มนี้ครับ เพราะช่วงแรกที่ลูกค้าเข้ามาเรายังไม่รู้จักลูกค้า พอเขาใช้บริการจำนำทะเบียนหรือโฉนดที่ดินไปสักพัก เราเห็นพฤติกรรมการจ่ายที่ดี ก็จะเสนอ (Offer) สินเชื่อตัวอื่นๆ ให้ได้ครับ

Q: ในพอร์ตจำนำทะเบียนรถยนต์ มีสัดส่วนของรถบรรทุกหรือเปล่าครับ แล้วเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ลูกค้ากลุ่มนี้น่าเป็นห่วงกว่ากลุ่มรถยนต์หรือเปล่าครับ?
A: ปัจจุบันเราไม่ได้ทำพอร์ตรถบรรทุกครับ

Q: กลุ่มผู้ถือหุ้นของเทอร์โบ มีนามสกุลเดียวกับกลุ่มบริษัทดูโฮม (DOHOME) ไม่แน่ใจว่ามีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ?
A: มีกลุ่มผู้ถือหุ้นร่วมกัน (Common Shareholder) ครับ คือกลุ่มครอบครัวตั้งมิตรประชา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (Major Shareholder) ในบริษัทนั้นด้วยครับ

Q: สมมติว่าต้นทุนน้ำมันของลูกค้าที่ใช้ในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้นสัก 10-15% คิดว่าจะกระทบกับการชำระหนี้ของลูกค้าไหมครับ?
A: กระทบครับ แต่ว่าขนาดของผลกระทบ (Magnitude) อาจจะตอบลำบากในวันนี้ ยังไงก็ต้องรอดูสถานการณ์ (Wait and See) และต้องมอนิเตอร์พอร์ตสินเชื่อทุกวันครับ

Q: ดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวและอาจเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ถ้าดอกเบี้ยธนาคารเพิ่มสัก 0.25% จะกระทบกำไร (Bottom line) สักกี่เปอร์เซ็นต์ หรือจะมีผลตามมาอีกกี่เดือนครับ?
A: เนื่องจากดอกเบี้ยธนาคารที่เรากู้มาดำเนินงานเป็นดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate) ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ตัวค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของเราก็จะปรับขึ้นตามกันไปเลยครับ

Q: สาขาของทางเทอร์โบ การกระจายตัวในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดเป็นอย่างไรบ้างครับ?
A: แบ่งง่ายๆ คืออยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 25%, ภาคตะวันออก 25%, ภาคอีสาน 25% และที่อื่นๆ อีก 25% เป็นการกระจายตัวกันไปทั่วครับ

Q: ธุรกิจประกันที่บอกว่าจะโตประมาณ 15-25% ไม่ทราบว่าเป้าจะมาจากไหน ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเองใช่ไหมครับ?
A: อย่างแรกคือการเติบโตคงล้อไปกับตัวสินเชื่อครับ อย่างที่สองคือเราพยายามจะจับลูกค้ากลุ่มใหม่ (Segment) ที่ไม่ใช่ลูกค้าสินเชื่อ แต่ปัจจุบันเรายังอยู่ระหว่างการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและสะดวกครับ สำหรับช่องทาง ปัจจุบันลูกค้ายังต้องเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเองครับ

Q: รบกวนสอบถามเรื่องโครงสร้างทุน (Capital Structure) การระดมทุนปัจจุบันเป็นยังไง แผนการออกหุ้นกู้สัดส่วนจะเป็นยังไง และเรตติ้ง (Rating) จะมีโอกาสปรับขึ้นภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้างคะ?
A: เรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) แนะนำให้อ่านในเอกสารรายงานส่วน Rating Sensitivity ครับ เขาจะบอกชัดเจนว่าเงื่อนไขที่จะทำให้มีการปรับขึ้นหรือลงคืออะไร ส่วนเรื่องหุ้นกู้ เราพยายามออกเพื่อสร้างความคุ้นชินและให้ชื่อบริษัท (Turbo) หมุนเวียนอยู่ในกลุ่มนักลงทุน แต่ช่วงปีสองปีนี้ แหล่งเงินทุนหลัก (Source) ของการเติบโตจะยังคงเป็นเงินกู้จากธนาคารครับ ยอดหุ้นกู้หมุนเวียนก็จะรักษาระดับไว้ใกล้เคียงเดิมไปเรื่อยๆ ครับ

Q: สิ้นปีนี้เราจะคืนเงินกู้ยืมจากกรรมการไหมครับ?
A: ตามที่ CEO แจ้งไป เรามีแผนพยายามจะคืนเงินให้ภายใน 3-5 ปีครับ แต่ยังไม่ได้วางแผนเป๊ะๆ ว่าจะต้องจ่ายคืนในแต่ละปีเป็นจำนวนเท่าไหร่ครับ

Q: สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่เราปล่อย เฉลี่ยต่อคนประมาณเท่าไหร่ครับ?
A: ยอดเงินไม่เยอะครับ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ตามกฎหมายให้วงเงินสูงสุด 100,000 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้วเราปล่อยเงินน้อยกว่านั้นเยอะครับ คือน้อยกว่าครึ่งนึง (ไม่ถึง 50,000 บาท) ครับ

Q: Virtual Bank ที่กำลังจะมาเปิดเป็นคู่แข่ง จะทำบริการต่างจากแบงก์ปกติที่มีสาขาไหมครับ?
A: เท่าที่เข้าใจ Virtual Bank คือธนาคารที่ไม่บังคับว่าต้องมีสาขา สามารถรับฝาก ถอน โอน และปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติครับ ซึ่งในความเป็นจริง ปัจจุบันแบงก์ทุกสีเขาก็มีการปล่อยสินเชื่อผ่านทางออนไลน์กันได้อยู่แล้ว ผมเลยไม่เห็นว่า Virtual Bank จะมีผลิตภัณฑ์อะไรที่สามารถทำได้แตกต่างจากธนาคารในปัจจุบันครับ

Q: สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ทำไมถึงตั้งเกณฑ์คุมไว้ที่ 20% ในเมื่อได้ดอกเบี้ยดีกว่า และ NPL เพิ่มขึ้นมาแค่ 1-2% เองครับ?
A: อย่างแรกคือ เราไม่สามารถปล่อยสินเชื่อนาโนให้กับทุกคนได้ทันที ยังไงก็ต้องมีโปรดักต์อื่นเป็นพื้นฐาน (Base) เพื่อใช้ทำความรู้จักกับลูกค้าเสียก่อนครับ อย่างที่สอง แม้ความสามารถในการทำกำไรของนาโนจะสูงกว่าโปรดักต์อื่น แต่มันเป็นเพราะเราปล่อยเงินให้เฉพาะลูกค้าที่เรารู้จักและคัดกรองมาแล้ว ถ้าเรานำไปปล่อยให้ลูกค้าที่เราไม่รู้จัก ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) อาจจะไม่ได้มีหน้าตาออกมาดีแบบนี้ครับ

Q: ทราบว่าจะขยายลูกค้ากลุ่มประกันไปยังกลุ่มคนที่ไม่ได้ขอสินเชื่อ จะมีวิธีขยายไปหายังไงครับ?
A: หลักๆ คือเราต้องเตรียมโครงสร้างหลัก (Backbone) ให้พร้อมก่อนครับ คือต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ครบ คู่ค้าที่พร้อม ช่องทางการชำระเงินที่หลากลาย และระบบหลังบ้าน (Operation system) ที่ทำงานได้เร็ว ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้างระบบนี้อยู่ครับ พอระบบพร้อม เราถึงจะค่อยเริ่มสร้างการรับรู้ (Awareness) ให้ลูกค้าภายนอกมารู้จักครับ ถ้าเราไปสร้างการรับรู้ตั้งแต่ตอนนี้ที่ระบบยังไม่พร้อม ก็จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ครับ

Q: การรับรู้รายได้จากธุรกิจประกัน เป็นการรับรู้แบบครั้งเดียว (One-time) หรือเป็นการกระจายรับรู้ตลอดทั้งปีครับ?
A: รับรู้แบบครั้งเดียวครับ (One-time) โดยอิงตามการเกิดรายการ (Transaction basis) ครับ

Q: ปกติลูกค้าจะมาซื้อประกันในวันที่ทำรายการสินเชื่อที่สาขา แล้วหลังจากนั้นเขามีโอกาสมาซื้อผ่านช่องทางอื่นไหม จ่ายผ่านแอปพลิเคชันได้ด้วยหรือเปล่าครับ?
A: จุดสัมผัสบริการ (Touchpoint) หลักของลูกค้าก็คือเวลาเดินมาที่สาขาครับ แต่ปัจจุบันเรื่องการจ่ายเงิน ลูกค้าก็สามารถทำผ่านแอปพลิเคชันได้ครับ ปัจจุบันยังไม่มีฟีเจอร์ให้ลูกค้าซื้อผ่านแอปพลิเคชันด้วยตัวเองครับ

Q: แปลว่าสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เราต้องการให้มันเป็นแค่โปรดักต์เสริม (Add-on) พ่วงกับโปรดักต์หลัก (จำนำทะเบียน) เราไม่ได้ตั้งใจใช้เพื่อเป็นตัวรุก (Lead) ตลาดใช่ไหมครับ?
A: ใช่ครับ เรายังหาความสำเร็จ (Success case) ของบริษัทที่ปล่อยเฉพาะสินเชื่อนาโนเพียวๆ ไม่เจอเลยครับ เราต้องดึงลูกค้ามาใช้บริการของเราก่อนเพื่อทำความรู้จัก ส่วนวงเงินที่จะปล่อยให้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราประเมินความสามารถในการรับภาระหนี้ของลูกค้าคนนั้นๆ ครับ

Q: สมมติ Customer Journey คือผมเอารถมาจำนำทะเบียน ผ่อนชำระไป 6 เดือน ถือเป็นลูกค้าเกรด A ผมจะขอเงินสินเชื่อเพิ่ม ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกได้ไหมว่าจะขอต่อวงเงินหรือจะเอาเป็นนาโนไฟแนนซ์?
A: ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกได้ครับ

Q: ถ้าผมนำเงินมาปิดยอดสินเชื่อทั้งหมดและเอาเล่มทะเบียนกลับไป แต่ยอดนาโนไฟแนนซ์ยังค้างอยู่ สัญญาจะดำเนินการแยกกันแบบนี้ได้เลยใช่ไหมครับ?
A: ทำได้ครับ มีโอกาสดำเนินต่อไปได้ เพราะต้องมองว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนกับสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็นสินเชื่อที่แยกสัญญากันครับ ถ้าปิดสัญญาสินเชื่อจำนำไป สินเชื่อนาโนก็ยังอยู่ตามปกติครับ

Q: ถ้าผมเป็นลูกค้าเกรด A คราวหน้ามาผมไม่จำนำทะเบียนแล้ว ผมจะมาเอาแต่นาโนไฟแนนซ์อย่างเดียวเลย ทำได้ไหมครับ?
A: ทำได้ครับ แต่มันก็จะมีหลักเกณฑ์ (Criteria) บางอย่างที่ต้องพิจารณาอย่างเข้มงวดเพิ่มขึ้นมารองรับครับ

Q: สภาพเศรษฐกิจรากหญ้าตอนนี้แย่ พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดดั้งเดิมโดนร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) แย่งลูกค้า หรือโดนเลิกจ้าง โอกาสเบี้ยวหนี้ค่อนข้างสูง ทางบริษัทมีมุมมองและกลยุทธ์รับมือปัญหาเหล่านี้อย่างไรครับ?
A: ยอมรับครับว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2024-2025 ไม่ดี การทำงานเพื่อหารายได้ยากขึ้น แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณภาพเครดิต (Credit Quality) ของบริษัทเรากลับดีขึ้นมาตลอดทาง ไม่ใช่เพราะโชคช่วยเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะเรามีวิธีจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้น คอยหาตัวคัดกรองและปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์ตลอดเวลาเมื่อเห็นข้อมูลเปลี่ยนแปลงครับ

Q: ขอยกตัวอย่างการบริหารความเสี่ยงที่ทำได้ดีกว่าอุตสาหกรรม จนทำให้พอร์ตหนี้ดีขึ้นหน่อยได้ไหมครับ?
A: ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเวลาเราจัดกลุ่มลูกค้า เราใช้เปรียบเสมือน "ปังตอสับ" คือถ้ากลุ่มไหนมีความเสี่ยง เราก็จะสับทิ้งออกไปทั้งกลุ่ม ซึ่งในนั้นมีทั้งคนที่มีวินัยดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ แต่ปัจจุบันเรามีระบบจัดเก็บข้อมูลแบบวันต่อวัน (T+1) ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มลูกค้า (Segment) ได้ละเอียดมาก เราจึงเปลี่ยนมาใช้ "มีดผ่าตัด" คัดกรองและวิเคราะห์โปรไฟล์อย่างแม่นยำแทนที่จะจัดกลุ่มแบบหยาบๆ เหมือนเดิมครับ

Q: อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไหร่ และรอบการจ่ายเป็นอย่างไรครับ?
A: ดอกเบี้ยอยู่ที่ 24% ต่อปีครับ รอบการจ่ายคือเดือนละ 1 ครั้งครับ

Q: เคสส่วนใหญ่ของการกู้นาโนไฟแนนซ์ คือลูกค้าจำนำทะเบียนจนเต็มวงเงิน 100% แล้ว มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่ม เลยยอมมากู้นาโนไฟแนนซ์ที่ดอกเบี้ยแพงขึ้น เข้าใจถูกไหมครับ?
A: โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะผ่อนยอดจำนำทะเบียนไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้มีพื้นที่วงเงินเหลือ (Room) เช่น เริ่ม 100 ผ่อนไปเหลือยอด 50 เราก็อาจจะเสนอวงเงินนาโนเสริมให้ได้อีกส่วนครับ หรือลูกค้ามีอีกทางเลือกคือกู้ทำสัญญาสินเชื่อใหม่วงเงินเต็ม แต่ความรู้สึกทางใจของลูกค้าบางคนคือ ไม่อยากเอาเล่มทะเบียนกลับมาทำสัญญาผูกพันใหม่ ขอเลือกสินเชื่อแบบที่ไม่ต้องเอาเล่มมายุ่งเลยจะดีกว่าครับ

Q: ถ้ากู้จำนำทะเบียนเต็ม 100% แล้วเกิดเหตุฉุกเฉิน ยังไม่ได้คืนหนี้ สามารถกู้นาโนไฟแนนซ์เพิ่มได้อีกไหมครับ แม้จะเป็นลูกค้าชั้นดีสุด?
A: ไม่ได้ครับ สินเชื่อไม่ได้ผูกวงเงินรวมกัน แต่มันจะมีเพดานควบคุมรวม (Cap) บางอย่างอยู่ ซึ่งอาจทำให้บางคนกู้ได้หรือกู้ไม่ได้ครับ พอพอร์ตจำนำที่ผ่อนเริ่มลดลง ลูกค้ามักเลือกกู้นาโนเพราะเหตุผลทางความรู้สึก แม้จะต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าครับ

Q: ธุรกิจระดับล่างต้องอาศัยวอลุ่มเยอะๆ เราเคยตั้งเป้าควบคุม NPL ไว้ไม่ให้เกินกี่เปอร์เซ็นต์ไหมครับเพื่อไม่ให้ไปกินรายได้?
A: ข้อดีของการปล่อยตั๋วเงินขนาดเล็ก (Low Ticket Size) คือถือเป็นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ในตัวเอง ลูกค้าเพียงคนเดียวไม่มีทางทำให้คุณภาพพอร์ตโดยรวมเสียระบบได้ครับ ปลายทางเราควบคุมคุณภาพโดยมองจากเป้าหมายผลตอบแทน (Target ROA) เป็นหลักครับ

Q: การคอนโทรลไม่ให้เกิดหนี้เสียเยอะ เราใช้โมเดลคล้าย Grameen Bank ที่บังกลาเทศ ที่พยายามให้คนในหมู่บ้านมาค้ำประกันกันเองหรือเปล่าครับ?
A: บริบทของโมเดลนั้นอาจจะแตกต่างกับของไทยครับ ที่นั่นคือการให้เงินกู้แก่กลุ่มหมู่บ้าน และใช้แรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ถ้ามีใครในหมู่บ้านเบี้ยวหนี้ หมู่บ้านนั้นทั้งหมู่บ้านก็จะกู้ต่อไม่ได้ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างเหนียวแน่นและไม่ค่อยย้ายถิ่นฐานครับ

Q: ช่วยอธิบายเรื่องสินเชื่อโฉนดที่ดิน ที่เคยบอกว่าสัดส่วนน่าจะไม่เพิ่ม เพราะพิจารณาในส่วนของผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงแล้ว (Risk-Adjusted Return) หน่อยครับ?
A: โฉนดที่ดินเราทำ 2 รูปแบบ คือ 1.แบบจำนำ (นำโฉนดมาฝากไว้) และ 2.แบบจำนอง (สลักหลังจดทะเบียนที่กรมที่ดิน) การจำนองความเสี่ยงต่ำกว่าแต่มีค่าใช้จ่ายดำเนินการ (Operation Cost) สูงกว่ามาก พนักงานต้องไปต่อคิวและเสียเวลาทั้งวัน ปัจจุบันเราจึงเปลี่ยนมาเน้นที่การทำแบบจำนำที่ดินมากกว่าครับ และเมื่อนำไปเทียบผลตอบแทน (Delta Profit) ดอกเบี้ยรถอยู่ที่ 24% ที่ดินอยู่ที่ 15% แม้ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ของที่ดินจะต่ำกว่ารถ แต่มันไม่ได้ชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย 9% นี้ได้คุ้มค่า เราเลยไม่เร่งเพิ่มสัดส่วนตรงนี้ครับ

Q: เปิดบริการ 7 วันมานานหรือยังครับ และสถิติคนมาใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เยอะไหมครับ?
A: น่าจะเปิดมาตั้งแต่ปี 2018 หรือ 2019 ครับ สถิติคนมาใช้บริการในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์มีปริมาณเยอะกว่าวันธรรมดาครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ากลยุทธ์นี้คุ้มค่าสำหรับเราครับ

Q: สินเชื่อโฉนดที่ดิน ให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกินเท่าไหร่ครับ?
A: ให้วงเงินสูงสุดอยู่ที่ 100,000 บาทครับ

Q: วงเงินกู้ของธนาคารที่ให้กับบริษัทเงินเทอร์โบมีประมาณเท่าไหร่ครับ และมีการพูดคุยเรื่องการขอเพิ่มวงเงินอย่างไรบ้าง?
A: ตอบยากและขอไม่ลงรายละเอียดตัวเลขนะครับ แต่ปกตินี่เป็นกระบวนการที่เราต้องคุยเพื่อขยายวงเงินกับแบงก์เดิมเป็นประจำทุกปี รวมถึงมองหาแบงก์ใหม่ๆ มาสนับสนุนด้วย ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีส่วนช่วยในความน่าเชื่อถือตรงนี้ได้ครับ

Q: พื้นที่ภาคเหนือไม่มีสาขาเลย มีแพลนจะขยายไปไหมครับ?
A: มีแพลนครับ แต่อาจจะเป็นความสำคัญในระดับรอง (Priority รอง) เนื่องจากความหนา

ที่อยู่

777/188
Bangkok
10330

เบอร์โทรศัพท์

+66868951100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Run to the Moon.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Run to the Moon.:

แชร์