22/05/2026
Forex History
ประวัติศาสตร์ของตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex (Foreign Exchange)
คือการเดินทางของระบบการเงินโลก
ที่มีจุดเริ่มต้น
"จากการแลกเปลี่ยนสิ่งของในยุคโบราณ"
จนกลายมาเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
มากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งทางการเมือง
สงคราม และเทคโนโลยี
ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมมูลค่าเงินตราของชาติต่างๆ
มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
โดยเราสามารถแบ่งประวัติศาสตร์เชิงลึกออกเป็น 5 ยุคสำคัญดังนี้
1. ยุคก่อนประวัติศาสตร์และการกำเนิดเงินตรา (โบราณ - ศตวรรษที่ 19)
- ระบบ Barter System
ในยุคแรกเริ่ม มนุษย์ใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง เช่น นำข้าวเปลือกไปแลกหนังสัตว์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความต้องการที่ไม่ตรงกัน
- การใช้สื่อกลาง
มนุษย์เริ่มใช้สิ่งของที่มีค่าและหายากเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น เปลือกหอย เกลือ และฟันสัตว์
- ยุคเหรียญกษาปณ์
ราวๆ 600 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรลีเดีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) เป็นชนชาติแรกที่เริ่มผลิตเหรียญเงินและเหรียญทองคำที่มีการปั๊มตราประทับเพื่อควบคุมน้ำหนักและมูลค่าที่เป็นมาตรฐานสากล
- ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราแห่งแรก
ในช่วงศตวรรษที่ 15 ตระกูล Medici ในอิตาลีได้เปิดธนาคารในต่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้พ่อค้าสามารถแลกเปลี่ยนตั๋วเงินตราต่างประเทศได้ ต่อมาในศตวรรษที่ 17 เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการแห่งแรกของโลก
2. ยุคมาตรฐานทองคำ (Gold Standard: ค.ศ. 1875 - 1914)
- การผูกค่าเงินกับทองคำ
ในปี ค.ศ. 1875 รัฐบาลทั่วโลกได้ร่วมมือกันจัดตั้งระบบ มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของโครงสร้างตลาด Forex ยุคเก่า
- กลไกการทำงาน
ทุกประเทศจะกำหนดมูลค่าเงินตราของตนเองให้คงที่เมื่อเทียบกับทองคำหนึ่งออนซ์ เช่น หากสหรัฐฯ กำหนดให้ทองคำ 1 ออนซ์มีราคา 20 ดอลลาร์ และอังกฤษกำหนดให้อยู่ที่ 4 ปอนด์ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์และปอนด์จะถูกตรึงไว้คงที่ทันที ($5 ต่อ £1)
- ข้อดี
สร้างเสถียรภาพทางการค้าโลกในระดับสูงสุด ป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ พิมพ์เงินออกมาตามใจชอบโดยไม่มีทองคำค้ำประกัน
- จุดจบของยุค
ระบบนี้ต้องล่มสลายลงเมื่อเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914) เนื่องจากรัฐบาลของชาติต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม จึงยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำแล้วหันมาพิมพ์เงินกระดาษเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีทองคำหนุนหลัง
3. ยุคเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System: ค.ศ. 1944 - 1971)
- ความร่วมมือหลังสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้สิ้นสุดลง ประเทศพันธมิตร 44 ประเทศได้ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมกันที่เมืองเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1944 เพื่อวางรากฐานระบบการเงินโลกใหม่
- การตั้งดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและถือครองทองคำสำรองไว้มากที่สุดในขณะนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ ผูกมูลค่าของสกุลเงินสำคัญทั่วโลกเข้ากับดอลลาร์สหรัฐ (Fixed Exchange Rate) และให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐไปผูกไว้กับทองคำอีกทอดหนึ่งที่อัตราคงที่ 35 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ออนซ์
- การกำเนิดองค์กรระดับโลก
ยุคนี้ทำให้เกิดองค์กรทางการเงินสำคัญอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) เพื่อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระบบนี้
- วิกฤตการณ์ Nixon Shock
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาขาดดุลเนื่องจากสงครามเวียดนาม ทำให้พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามากเกินกว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่จริง หลายประเทศเริ่มไม่มั่นใจและนำเงินดอลลาร์มาขอแลกคืนเป็นทองคำ จนกระทั่งในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศระงับการนำดอลลาร์มาแลกเป็นทองคำอย่างถาวร ส่งผลให้ระบบเบรตตันวูดส์ล่มสลายลงทันที
4. การกำเนิดของอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (ค.ศ. 1973 - 1990s)
- เข้าสู่ระบบลอยตัว (Floating Exchange Rate)
หลังจากความพยายามที่จะตรึงราคาเงินตราล้มเหลวอีกครั้งในความตกลงสมิธโซเนียน (Smithsonian Agreement) ในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1973 ชาติมหาอำนาจจึงยอมปล่อยให้สกุลเงินหลักของโลก เคลื่อนไหวได้อย่างเสรีตามกลไกตลาด (อุปสงค์และอุปทาน)
- การเติบโตของตลาด Interbank
ตลาด Forex ยุคใหม่ได้กำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน และบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างกันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์และโทรเลข (Telex)
- ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord - 1985)
ชาติมหาอำนาจ 5 ประเทศ (G5) ได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อแทรกแซงตลาดและกดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นและมาร์กเยอรมัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจและการเก็งกำไรในตลาด Forex ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ในชั่วข้ามคืน
5. ยุคอินเทอร์เน็ตและการเข้าถึงของรายย่อย (ค.ศ. 1990s - ปัจจุบัน)
- การปฏิวัติดิจิทัล
ในช่วงทศวรรษ 1990 ระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดระบบการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Trading Platforms) เช่น แพลตฟอร์มของ Reuters และ Bloomberg เข้ามาแทนที่การส่งคำสั่งทางโทรศัพท์
- การเปิดโอกาสให้รายย่อย (Retail Forex)
ก่อนปี ค.ศ. 1990 ตลาด Forex จำกัดเฉพาะธนาคารและสถาบันการเงินที่มีเงินทุนมหาศาลเท่านั้น แต่การกำเนิดขึ้นของ Online Forex Brokers (โบรกเกอร์ออนไลน์) ในช่วงปลายยุค 90 ทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถเข้ามาเก็งกำไรในตลาดได้
- การนำระบบ Leverage มาใช้
โบรกเกอร์เริ่มนำเสนอระบบเงินกู้ยืมหรือ Leverage ทำให้นักลงทุนสามารถวางเงินค้ำประกันจำนวนเล็กน้อย (Margin) เพื่อควบคุมมูลค่าสัญญาที่สูงกว่าเงินทุนจริงได้หลายเท่าตัว ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน (และความเสี่ยง) ให้กับรายย่อยทั่วโลก
- ความทรงอิทธิพลระดับโลก
ปัจจุบัน ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยหมุนเวียนไปตามโซนเวลาของศูนย์กลางการเงินโลก ตั้งแต่ซิดนีย์ โตเกียว ลอนดอน ไปจนถึงนิวยอร์ก กลายเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เข้าสู่ตลาดง่ายๆ แค่คลิ๊ก
https://hub.kcm9.com/links/go/22846
#𝗖𝗼𝗽𝘆𝗧𝗿𝗮𝗱𝗲 #เทรดทอง #เทรดทองคำ #เทรดเดอร์ #เทรดเดอร์มือใหม่