22/08/2016
ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาว่า หากหลังจากประเมินผลงานประจำปี หรือ performance appraisal แล้ว skill ไหนที่คนประเมินบอกยังไม่ดีพอ พนักงานคนนั้นจะต้องหันมาปรับปรุงตัวเองให้ได้มาตรฐานตามที่องค์กรตั้งเป้าไว้
แต่ Youngme Moon แห่ง Harvard ผู้เขียนหนังสือ Different: Escaping the Competitive Herd กลับมองว่า นี่คือวิธีการที่ไม่เข้าท่า มีผลเสียในระยะยาวต่อองค์กรและพนักงานเอง
เพราะ นี่คือวิธีที่ทำให้แต่ละคนเดินทางไปสู่ “ความธรรมดา” เหมือนๆ กันแบบ cookie cutter ทำให้กลายเป็นมนุษย์โหล หรือ องค์กรโหล
เช่นเดียวกับ เรื่อง consultant ที่พก template มาให้คำปรึกษาในการปรับปรุงการบริหารจัดการ เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานของสำนัก consulting firm ต่างๆ -หรือ- เรื่องที่บริษัทต่างๆ พยายามปรับปรุง product โดย benchmark กับคู่แข่ง เพื่อจะได้ไม่ด้อยกว่ากัน -หรือ- เวลาที่อาจารย์บอกกับ class ว่า ถ้าอยากจะได้เกรดดี รายงานที่ส่งต้องเน้นเนื้อจุดไหนบ้าง
ทั้งหมดนี้ ล้วนตรงกับธรรมชาติคน ที่ชอบความชัดเจน จะได้เดินทางถูก และทำกันเป็นปกติ
แต่ทว่า ความหวังดีเหล่านี้ ทำให้ทุกคนตะเกียกตะกายไปสู่จุดเดียวกัน ในนามของ “มาตรฐาน” ผลคือ ทุกคน “ดีเหมือนกันหมด” จนแทบไม่มีอะไรแตกต่าง เมื่อไร้ความเด่นพิเศษ แต่ละคนจึงกลายสภาพเป็น commodities ไปโดยปริยาย
ความพยายาม To be excellence จึงกลายเป็นแค่ To be conformed ไป
ปกติการแข่งขันมีจุดหมายเพื่อให้ได้ชัยชนะ ให้เหนือกว่า เด่นกว่าคู่แข่ง คงไม่มีใครตั้งเป้าว่าจะแข่งขันเพื่อบรรลุสู่ความธรรมดา แต่ปรากฏว่าในโลกจริง หลายคนกลับแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงเพื่อที่จะจบลงด้วยการเป็นของสามัญ เกลื่อนตลาด
CEO ทุบโต๊ะว่า เราต้อง differentiate ให้ได้! แต่เอาเข้าจริง กลับหันซ้ายหันขวา ดูว่าคู่แข่งที่ล้ำหน้าไปทำอะไรบ้าง แล้วทำตาม เพิ่ม feature หรือ design ให้ match กับคู่แข่ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็น รถ Volvo ที่กลายพันธุ์เป็นรถหรูธรรมดา แทนที่จะมีภาพลักษณ์บึกบึน ดูปลอดภัย อันเป็นเอกลักษณ์ที่เคยนำมาสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะ Volvo ทำ customer survey และได้ผลว่า รถสวยไม่เท่าคู่แข่ง ก็เลยเปลี่ยนให้สวยตามที่ลูกค้าบอก ผลคือ ยอดขายกลับลดลง และ brand ไม่ได้โดนเด่นเหมือนแต่ก่อน
ลูกค้าอาจอยากได้รถสวยขึ้นก็จริง แต่ความสวยไม่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ Volvo ดังนั้น เมื่อ Volvo ฝืนทำสวย จึงไม่เคย “สวยพอ” ในสายตาลูกค้า ผลคือ จุดด้อยที่ไร้ปัญหา กลับกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เมื่อพยายามฝืนเปลี่ยนเป็นจุดเด่น
หนังสือ Different คือ บอกว่า แทนที่เราจะไปพะวงเรื่องที่เราแย่กว่าคนอื่น แล้วพยายามอุดข้อเสียตรงนั้นให้จงได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราหันไป ทุ่มเทจริงจังกับสิ่งที่เราเก่งและคนอื่นไม่มี ให้มันเด่นเป็นเอกลักษณ์ไปเลย ส่วนข้อเสียนั้น มันเป็นสิ่งที่ มี value น้อยสำหรับเราอยู่แล้ว จะไปเสียเวลามากมายกับมันทำไม ยังไงๆ ข้อเสียเหล่านั้นต่อให้พัฒนาให้ดีขึ้น มันก็ไม่สามารถเป็น brand ของเราได้
มาลงแรงทำความสามารถพิเศษที่มีอยู่ให้เป็น brand ประจำตัวเราดีกว่า
ดังนั้น ใน performance appraisal ที่ดี อย่าไปให้น้ำหนักกับความสามารถที่ขาดไป ให้ไป focus ว่าทำอย่างไรพนักงานถึงใช้ความเก่งที่มีอยู่แล้วให้ดีที่สุดดีกว่า องค์กรที่ฉลาดต้องสนับสนุนคนเก่งให้แสดง ไม่ใช่ ทำคนเก่งให้เป็นคนโหล
การเลี้ยงลูกก็เช่นกัน และการดูแลตนเองก็เช่นกัน
Professor Moon บอกว่า หนทางไปสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่ ทำตัวให้ “ดีเหมือนคนอื่น” แต่ “ทำตัวให้ต่างจากคนอื่น” หรือ Be different
แน่นอนว่าคำว่า “ต่าง” เป็นได้ทั้ง ดีและไม่ดี บางคนมองว่าดี ในขณะที่บางคนมองว่าไม่เอาไหน แต่อย่างน้อยเราสามารถสร้าง premium ได้ในกลุ่มคนที่เห็นว่าดีได้ ซึ่งนั่นก็น่าจะดีกว่าการกลายเป็นคนระดับ average ไปหมดทุกสายตา จนไม่มีใครมอง
ถ้า “ความแย่ที่เห็น” นั้น ไม่ได้ถึงขนาดวิกฤติ ความแย่ นั้นอาจทำให้ “ความดีที่มี” โดดเด่นขึ้นมาก็ได้ เพราะโดยปกติ คงไม่มีใครเชื่อคนทีอ้างว่าเก่งไปหมดทุกอย่างอยู่แล้ว
Google search page มีแต่ความว่างเปล่า ทำให้ search function โดนเด่น ในขณะที่ Yahoo เต็มไปด้วยโน่นนี่ทั้งเพจเพราะต้องการเป็นทั้ง portal และ search page พร้อมกัน จนไม่เด่นสักอย่าง
Ferrari ไม่พยายามวาง position เป็น รถที่ปลอดภัย Red Bull ไม่พยายามบอกว่าดื่มแล้วอร่อย IKEA เน้น creativity กับ practicality แต่ไม่ได้บอกว่าทนทาน กล้องถ่ายรูป Leica ที่แพงแสนแพง ไม่เคยอ้างว่ามีเทคโนโลยีสุดยอด
แปลกแต่จริงว่า ความต้องการ perfect นำพาไปสู่ความสามัญ แต่การยอมรับความไม่ perfect กลับนำพาไปสู่ความสำเร็จ
เพราะความไม่ perfect นั้น คือจุดเริ่มต้นของ Be Different
กลับมาที่เรา QC ควรต้องเก่งทุกเรื่องไหม? เพื่อจะอยู่ในจุดที่ Perfect