CashFlow สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

CashFlow สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ติดต่อสอบถาม https://line.me/ti/p/Uk7f3k4NCk

19/04/2022

คนที่มีเงินส่วนใหญ่จะไม่ถือเงินไว้เฉยๆ
เทคนิค การใช้เงินดูดเงินแบบทำเองได้ 7 วิธี
โลกของการเงินเป็นอะไรที่ไม่แน่นอนเพราะปัญหาเงินเกิดขึ้นแทบจะทุกปีส่งผลให้ค่าครองชีพในประเทศพุ่งสูงขึ้น ของใช้ของกินก็แพงขึ้นตาม ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีโรคระบาดที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย กี่ระลอกก็ไม่มีวันหายไป ถ้าใครเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ ก็ย่อมผ่านสมรภูมิเหล่านี้ไปได้
การวางแผนเรื่องเงินคือสิ่งที่ทุกคนควรจะทำไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะถ้ามีอะไรฉุกเฉินขึ้นมาอย่างน้อยก็สามารถช่วยเหลือตัวเองไว้ได้ นอกจากเอาเงินไปฝากธนาคารแล้ว หากคุณอยากได้อะไรที่มากกว่านั้นแทนที่จะถือเงินไว้เฉย ๆ ให้มันเหนื่อย ทำไมไม่ลองวางเงินลงทุนเพื่อให้มันทำเงินต่อด้วยตัวมันเอง
(1) โลกนี้มี “เงินเฟ้อ” ถือเงินไว้เฉย ๆ
ค่าเงินก็ลดลงโดยเฉลี่ยได้ประมาณ 2% ต่อปี
ซึ่งหมายความว่าถ้าหากเราถือเงินเฟ้อไว้จะทำให้เราซื้อของได้น้อยลงด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม เพราะเงินเฟ้อถูกยกให้เป็นความเสี่ยงสำคัญเรื่องหนึ่ง สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์แทบจะทุกประเภท
ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเป้าหมายของเงินเฟ้อ ไว้ที่ 2.5% (± 1.5%) หรือให้อยู่ในกรอบ 1-4%
(2) มี “ถังน้ำหลายใบ” ย่อมช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่า
ไม่ควรมีรายได้เพียงช่องทางเดียว เพราะแม้ธุรกิจเดียวจะใหญ่แค่ไหนก็ล้มได้ การมีรายได้หลายทางจะช่วยลดความเสี่ยงเหมือนกับการมีถังน้ำสำรองหลาย ๆ ใบช่วยกักเก็บน้ำใช้ในยามวิกฤต
(3) หาเงินเก่งไม่สำคัญ..ว่า “เก็บเงินเก่งแค่ไหน”
ยิ่งรายได้สูง โดยทั่วไปพฤติกรรมการใช้เงินก็สูงตามด้วย ควรเก็บเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินบ้าง อย่าลืมว่าเงินฉุกเฉินคือต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บ ไม่ใช่เกิดวิกฤติแล้วค่อยเริ่มเก็บเงินฉุกเฉินทันที โดยปกติจะแนะนำให้สำรองเงินไว้ที่ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน
(4) “เงินต่อเงิน” รู้จักลงทุน เริ่มก่อนก็ได้ก่อน
ให้เงินทำงานแทนเรา ซึ่งเงินนั้นอาจเป็นเงินที่เราแบ่งเก็บไว้ทุกเดือน ที่สามารถนำไปต่อยอดได้
เช่น มีเงินเดือน 20,000 บาท ทำงาน 20 วันต่อเดือน แสดงว่ามีรายได้เฉลี่ย 1,000 บาทต่อวัน ถ้าเลือกเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท (5% จากรายได้) เวลา 5 ปี จะมีเงินเก็บ 60,000 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนนำเงินสะสมไว้ในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น ผลตอบแทน 2% เงินของเราจะเติบโตขึ้นเป็น 63,047 บาท เพิ่มขึ้นตั้ง 3,047 บาท โดยเงินช่วยเราทำงานถึง 3 วัน เลยทีเดียว
(5) “บัตรเครดิตไม่ใช่ผู้ร้าย” ถ้าใช้ให้เป็น
หัดเป็นคนฉลาดในการใช้บัตรเครดิต เพราะมีทั้งโปรโมชั่นดี ๆ จ่ายครบตรงตามเวลา อย่ารูดบัตร ถ้าไม่มีเงินสดในกระเป๋าตังจะจ่ายค่าสินค้านั้นอยู่แล้ว ซื้อเฉพาะของจำเป็นที่มีเงินจ่าย ถ้าฝ่าฝืนก็ขอให้ยกเลิกบัตรเครดิตทิ้งทั้งหมด เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะสร้างหนี้เสียได้ในอนาคต
(6) อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หุ้นก็เช่นกัน เรื่องที่น่ากลัวที่สุดของข้อนี้ คือ “การลงทุนแบบไม่เข้าใจมากกว่า”
ให้ทบทวนและทำความเข้าใจกับตัวเองว่าก่อนการลงทุนนั้น เรามี “เป้าหมาย” คืออะไร จากนั้นค่อยมาพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนต่าง ๆ เช่น เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ซื้อหนังสือมาศึกษาหรือฟังกูรูเพิ่มเติม รู้จัก “เครื่องมือในการลงทุน” เลือกการลงทุนประเภทไหน ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ พันธบัตร กองทุน หรือแม้กระทั่งทองคำ และอื่น ๆ
เมื่อรู้จักเครื่องมือต่าง ๆ แล้ว ก็ต้อง “รู้จักจังหวะลงทุน” เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
(7) “การวางแผนเกษียณ” คือ หน้าที่ของทุกคน
เราไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือชีวิต การเลือกวางแผนชีวิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และวัยเกษียณนั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น อย่าลืมเตรียมพร้อมด้านการเงินกับเวลาที่กำลังจะมาถึง
ถึงแม้ว่าในระบบการศึกษาอาจไม่ได้สอนเรื่องการเงินเพื่อเตรียมพร้อมเด็กที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต แต่เรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ความรู้นอกห้องเรียนไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลอย่างเดียว แต่รวมถึงประสบการณ์อีกด้วย
คำว่า “เก็บหอมรอมริบ” อาจใช้ได้ในยุคปัจจุบันแต่มันไม่ทันใจในยุคโลกดิจิทัล ถ้าหากอยากได้รายได้ที่เพิ่มขึ้น ลองศึกษาช่องทางใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิต เปิดโอกาสให้กับตัวเองได้เรียนรู้ในเรื่องที่ตัวเองไม่เคยรู้และลงมือทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
เรียบเรียงโดย 100WEALTH


#ไปให้ถึง100ล้าน

29/03/2022

คาดการณ์กันว่าในอนาคตจะมีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถ EV มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยข้อดีในเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นทางเลือกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม การที่รถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายได้นั้นจะต้องมีบริการรองรับเพื่อตอบโจทย์การใช้งานโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันหลายแบรนด์ในประเทศไทยต่างเริ่มทยอยติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถ EV กันมากขึ้น

เรามาดูกันว่าสถานีบริการน้ำมันแต่ละแบรนด์ในประเทศไทยมีสถานีชาร์จกี่แห่ง

26/03/2022

"ความซื่อสัตย์" เป็น "ของขวัญราคาแพง"
อย่าคาดหวังว่าจะได้มัน จากคนราคาถูก
คนราคาถูก ไม่ได้หมายถึง “ฐานะยากจน”
แต่ในที่นี้หมายถึง “คนที่ไม่จริงใจ”
ที่เราพบเจอได้ทั่วไปในสังคมเรา
โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ และการทำงาน
ดังนั้น อย่าคาดหวังว่า ทุกคนจะตรงไปตรงมากับเรา
ให้เข้าได้กับทุกคนจริง แต่เลือก “สนิท” คบหาคนที่จริงใจ ซื่อสัตย์
และ พูดความจริงกับคุณจะดีกว่า
เพราะ เยอะไปด้วยคุณภาพ ชีวิตก็จะพบแต่ความคุณภาพ

#ไปให้ถึง100ล้าน

13/03/2022

คนเรามักจำ เรื่องที่พลาด
ได้แม่นกว่า เรื่องที่ได้
เทคนิคใช้ FOMO มาเป็นตัวดึงให้ซื้อเยอะขึ้น เร็วขึ้น
การตลาด Fear of Missing out หรือ FOMO คือการกระตุ้นลูกค้าให้เกิดความต้องการซื้อ ณ ขณะนั้น เนื่องจาก FOMO คือคนที่มีพฤติกรรมที่พลาดของไม่ได้ กลัวการตกเทรนด์ ต้องซื้อทันที
ดังนั้นนักการตลาด ยิบเอาพฤติกรรมของลูกค้าที่กลัวว่าตนเองจะพลาด หรือตกเทรนด์อะไรบางอย่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มาปรับเป็นกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้ปิดยอดขายได้อย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ ZARA แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังที่หลายคนรู้จัก ก็ได้ใช้กลยุทธ์ FOMO เนื่องจากเป็นสินค้าแฟชั่น และมีการผลิตคอลเลคชันออกมาเป็นเทรนด์ ดังนั้นกลยุทธ์นี้จึงเหมาะกับ ZARA ทำให้ลูกค้าติดตามคอลเลคชันตลอด และพลาดไม่ได้
โดยเทคนิคการทำ FOMO marketing คือ
1. การสร้างความพิเศษและความขาดแคลน
Zara ประสบความสำเร็จจากการออกแบบสินค้าอย่างละน้อยชิ้น เพื่อสร้างความขาดแคลน เวลาลูกค้าเห็นก็จะรีบซื้อทันที เพราะกลัวว่าจะหมดและหาซื้อไม่ได้อีก ดังนั้นคุณอาจผลิตไลน์สินค้าให้ดูน้อยไว้ หากขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจใส่จำนวน Stock ลงไป เพื่อให้ลูกค้าเห็นจำนวนตัวเลขที่สินค้าใกล้จะหมด เพื่อให้เขารีบชำระเงินนั่นเอง
2. กำหนดเขตวันหมดอายุ+ใช้ข้อความอย่างฉลาด
ช่วงเวลา จะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีให้ลูกค้าที่พบเห็นเกิดความอยากได้ และ ใช้ข้อความที่ฉลาด ในการสื่อสารกับลูกค้า นอกจากจะมีของและเวลาที่จำกัด เรายังต้องสื่อสารกับลูกค้าอย่างชาญฉลาด ด้วยการครีเอทประโยค หรือคำพูดให้ดูมีน้ำหนัก และทรงพลังมากที่สุดเช่น ‘โอกาสแห่งความงามเป็นของคุณแล้ว’ หรือ ‘ห้ามพลาดเทรนด์ใหม่ที่คุณสร้างได้’ เป็นต้น
3. ใช้ Social Proof รีวิวของเพื่อยืนยันอีกเสียง
การซื้อของออนไลน์ไม่สามารถเห็นสินค้าจริงได้ ทำให้คนต้องดูจากรีวิวเป็นหลัก ดังนั้น แค่ใส่ใจรีวิวจากลูกค้า หยิบเอา Social Proof มาทำการตลาดได้เลย ลองปรับให้อยู่หน้าแรก ๆ เข้าไว้ ก็จะปิดการขายได้ง่ายขึ้น
4.ยื่นเสนอสิทธิพิเศษ หรือข้อเสนอต่าง ๆ ที่รุนแรงจนต้องซื้อทันที
มองหาว่าลูกค้าอยากได้อะไร หรือกลัวการตกเทรนด์อะไร แล้วหยิบตรงนั้นมาทำเป็นสิทธิพิเศษ เช่น จ่ายวันนี้ ส่งของฟรี หรือ สามารถคืนสินค้าได้หากมีการชำรุด เป็นต้น
5. ใช้เหล่า Influencer เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอยากซื้อตาม ของมันต้องมี
แน่นอนว่าการตลาดตอนนี้ต้องใช้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์มาโปรโมทแบรนด์ แต่ต้องจับวัตถุประสงค์ให้ได้ว่าเราต้องการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่ออะไร บางคนจ้างเพื่ออยากให้เป็นที่รู้จัก หรือจ้างเพื่อให้คนมาซื้อ ซึ่งกลยุทธ์ FOMO เองจะจ้างเพื่อให้คนต้องรีบมี รีบซื้อทันที อันนี้ต่างกัน
6.ใช้ Testimonial หรือความรู้สึกหลังใช้สินค้า โชว์บนหน้าเว็บ
สำหรับแบรนด์ที่มีเว็บไซต์ร้าน จำเป็นต้องใช้ Testimonial หรือผลลัพธ์ที่ลูกค้ารู้สึกดีหลังใช้ เอามาแสดงบน Landing page หรือ หน้าเว็บเรา เพื่อให้มองเห็นเป็นอันดับแรก ๆ พอลูกค้าใหม่เห็นจะได้ เข้าใจทันทีหลังใช้
7. สร้าง UGC หรือสร้างคอนเทนต์บอกต่อเอง
UGC หรือ User-Generated Content คือทำให้ลูกค้าบอกต่อหรือสร้างคอนทนต์ด้วยตนเอง เช่น โพสต์ในสตอรี่ หรือ โพสต์ในแฮ็ชแท็กสินค้า เพราะมันดีสำหรับเขาจริง ๆ อันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการตลาดหลัก ๆ ที่หลายธุรกิจใช้ เพราะสร้างความเรียลให้แก่ลูกค้า การตลาด FOMO จึงหยิบวิธีนี้มา โดยคอมเม้น หรือแชร์สู่สาธารณะในวงกว้าง เพื่อกระตุ้นความต้องการของคนให้รีบกดซื้อ
ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ตลาดแบบ FOMO ที่ให้ความ 'less is more' น้อยแต่ต้องการมาก ซึ่งสร้างความกลัวว่าจะพลาด (FOMO) ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ยิ่งคุณรู้จักกลุ่มลูกค้าประเภทนี้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยคุณทำการตลาดได้มากขึ้นเท่านั้น
เรียบเรียงโดย 100WEALTH
ผู้เขียน Pattarasuda B.


#ไปให้ถึง100ล้าน


อ้างอิง
-https://bit.ly/3I5zf6r
-https://bit.ly/2CuWiZV

10/03/2022

เราไม่ได้เติบโตด้วย “ประสบการณ์” เป็นหลักหรอก
เราเติบโตจาก “จุดที่คิดได้”
ทำงานผ่านไปเรื่อยๆ ทุกอย่างเหมือนเดิมปีกว่า
ก็ไม่ได้เพิ่มประสบการณ์อะไร...
แต่พอเจอ “จุดสะดุด” งานที่ท้าทายเลยต้องคิดใหม่
หรือต้องเปลี่ยนงาน ฯลฯ
จุดนั้นแหละจะได้ทั้ง “ประสบการณ์”
และการมองหาสิ่งที่เติบโตได้แบบเต็มๆ

#ไปให้ถึง100ล้าน

07/03/2022

พูดยังไง ให้มีแต่เงินเข้าหา
ใช้เวลาไปนำเสนอ หรือ ขายของ
หลักการพูดที่ประสบความสำเร็จ
เคยเป็นไหม อยากจะพูดให้ทุกคนเข้าใจแต่ก็ทำไม่ได้สักที ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อธิบายยังไง จบแบบไหนคนฟังถึงประทับใจ
ซึ่งทักษะการพูดก็เป็นปัญหาของใครหลาย ๆ คนเหมือนกัน ยิ่งพูดเพื่อขายของ นำเสนองาน หรือขายไอเดียตัวเองแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งประหม่า เสียงสั่น ลืมสคริปท์ที่ตัวเองต้องพูด แต่เพราะเป็นเรื่องยากนี่เอง ที่ทำให้น้อยคนนักที่จะเป็นยอดนักขาย
การพูดที่ดีนั้นไม่ได้เป็นพรสวรรค์อะไรเลย หากแต่เป็นการฝึกฝนการพูดให้ฉะฉาน ตรงประเด็นและสร้างสรรค์
ทีนี้ถ้าเรามีเทคนิคการฝึกที่เปรียบเสมือนตำรา ก็จะช่วยเพิ่มทักษะการพูดของเราให้แข็งแกร่งขึ้น มีแพทเทิร์นเดียวแต่พลิกแพลงใช้ได้กับการพูดทุกสถานการณ์ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย
ถ้าสังเกตดี ๆ การพูดของนักขาย ไม่ว่าจะเป็น เหล่าวิทยากร หรือผู้เสนอขายโปรเจ็กงานต่าง ๆ รูปแบบที่เขาใช้มักจะมีแค่สามอย่างที่เป็นหัวใจสำคัญในการพูดนี้ คือ
1.ขึ้นต้นหรือเกริ่นเรื่องที่เกี่ยวกับลูกค้า
2.เนื้อหา เรื่องราวตามลำดับเหตุการณ์
3.สรุปจบให้คนจำ
(ให้แยกออกมาเป็นหัวข้อใหญ่ก่อน เพื่อให้ง่ายขึ้นในเรื่องที่จะพูด)
-อย่างแรก ขึ้นต้นหรือเกริ่นเรื่องเพื่อดึงลูกค้าให้อยากฟัง
————-
นักพูด นักขายเก่ง ๆ ทั้งหลาย เขาจะใช้การขึ้นต้น โดยใช้วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการเข้าพบคนที่จะคุยด้วยเป็นเหตุผลในการเริ่มต้นเพื่อให้ลูกค้าหรือผู้ฟังสนใจ อาจจะเป็นการพูดขึ้นต้นด้วยผลประโยชน์
ขึ้นต้นด้วยการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น, การยกย่องชมเชย, ถามข้อคิดเห็น, การแจกของแถม หรือการอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งการเริ่มต้นด้วยเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้พูดคุยราบรื่นมากขึ้น และได้ผลในเชิงที่ว่าคนจะไม่เบื่อและจะตั้งใจฟังสิ่งที่เราจะพูดต่อ (น้ำเสียงก็ต้องมีลูกเล่นด้วย) เป็นหัวข้อเปิดที่จะคุยในเนื้อหาถัดไป
เช่น วันนี้ผมมีของเล็กของเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมอบให้ลูกค้าที่สละเวลามาฟังเรานะครับ ซึ่งเรื่องที่จะคุยวันนี้รับรองว่าคุณต้องชอบแน่ ๆ
-ให้เล่าเรื่องตามลำดับเหตการณ์แบบพีค ๆ ยิ่งดี
————-
เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นได้เเล้วก็เข้าประเด็น โดยการพูดเนื้อหานั้น เป้าหมายคือให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสาร โดยทริคของเหล่านักขายคือ
-จะพูดบรรยายไปตามจุดเริ่มต้น หรือพูดตามลำดับเหตุการณ์ อย่านอกประเด็น ข้ามประเด็น
-ยกเป้าหมายในการพูด เพื่ออะไร บอกเหตุผลเขียนไว้ด้วยจะดีมาก
-จดประเด็นที่จะพูดเป็นข้อ ๆ ไว้ เพื่อกันการพูดสลับกัน วกไปวนมา อันนี้ต้องฝึกพูดเยอะ ๆ
-เร้าความรู้สึกของผู้ฟังให้ไม่น่าเบื่อ น้ำเสียง จังหวะ คำที่ให้ความรู้สึก ว้าว หรือประทับใจ
-สรุปจบให้คนจำ
————-
เวลานักโต้วาทีกล่าวสรุป เขาจะพูดน้อยแต่ต่อยหนักมาก เพื่อให้เราเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด การพูดสรุปเราต้องรวบเนื้อหาทั้งหมด เพื่อย้ำลูกค้าหรือคนฟังอีกครั้ง ให้เขาตัดสินใจ เกิดความประทับใจหลังจากที่ได้ฟัง โดยการสรุปที่ดีคือ การสรุปที่กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย้อ โดยเนื้อหาที่สรุปต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือหัวข้อที่พูดไว้ อาจทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่เฉียบคม ให้คนฟังแล้วรู้สึกอิมแพ็ค
แก่นการพูดทั้งสามข้อนี้ นอกจจากจะเป็นทริคในการพูดขายของแล้ว เราสามารถนำไปใช้ได้กับทุกเรือง ทุกคน รวมถึงการเขียนด้วย ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเราฝึกการพูดจนคล่อง โน้มน้าวคนจนเก่งแล้ว เม็ดเงินที่เข้ามาหาเราจะมากมายแค่ไหน
เรียบเรียงโดย 100wealth
ผู้เขียน ท่านเด็ก



#ไปให้ถึง100ล้าน

#ท่านเด็ก

06/03/2022

เป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องมองให้ขาด
-มองว่าธุรกิจเป็น ‘ระบบนิเวศ’ ไม่ใช่ ‘สนามรบ’
เจ้านายทั่วไปจะมองว่าธุรกิจคือสนามรบ สร้างกองทัพขึ้นมาเพื่อสั่งการมองว่าคู่แข่งคือศัตรู อาจเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่บ่มเพาะให้ลูกน้องต้องแย่งชิงผลประโยชน์กันได้ หรือทำกับลูกค้าราวกับยึดอาณานิคมมาเป็นของตน
แต่เจ้านายที่ดีเขาจะมองว่าธุรกิจคือการเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน ช่วยกันไม่ว่าจะเพื่อนร่วมธุรกิจหรือเพื่อนร่วมงานและมองว่าองค์กรควรจะเป็นระบบนิเวศที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันถึงจะไปรอด ไม่ขึ้นตรงหรือยึดโยงไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญของงาน การมองลักษณะนี้จะทำให้ลูกน้องไม่คิดแย่งยิงผลประโยชน์กัน
-มองว่าบริษัทคือ’ ชุมชน’ ไม่ใช่ ‘เครื่องจักร’
เจ้านายทั่วไปมองว่าบริษัทคือเครื่องจักรและมองว่าลูกน้องคือฟันเฟือง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ทุกอย่างขัดข้อง จึงต้องออกกฎต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ทำให้ลูกน้องหลายคนต้องอยู่ภายใต้กรอบนั้น โดยไร้ความคิดสร้างสรรค์มาเติมเต็ม
แต่สุดยอดเจ้านายจะมองว่า ลูกน้องคือ ชมชุน ที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือแสดงความคิดเห็นได้ เพื่อให้งานออกมาดีขึ้น และเกิดไอเดียสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ร่วมกัน
-มองว่าการบริหาร คือ ‘บริหารคน’ ไม่ใช่ ’ควบคุมคน’
เจ้านายทั่วไปจะมองว่า การบริหารงานคือการควบคุมคนให้อยู่ใต้อำนาจตน เพื่อให้งานออกมาเรียบร้อย ส่วนใหญ่จะเน้นการควบคุมเป็นหลัก มีข้อห้ามมากมายเมื่อลูกน้องแสดงความคิดเห็น
ตรงกันข้ามกับเจ้านายที่ดีเขาจะมองว่าการบริหารคือบริหารคน เพื่อให้เขาพัฒนาและมีความสุขกับงานที่ทำไม่ใช่ควบคุมคน เเละเน้นการกระจายงานให้ถูกคน จัดหาทรัพยากรที่ลูกน้องต้องการ และเปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจงานที่ได้รับมอบหมายเอง
-ให้แรงจูงใจด้วย ‘วิสัยทัศน์’ ไม่ใช่ ’ความกลัว’
เจ้านายทั่วไป มักจะจูงใจลูกน้องด้วยความกลัว เช่น กลัวถูกไล่ออก กลัวไม่ได้โบนัส กลัวคนถูกด่า เป็นต้น ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง และไม่กล้าที่จะคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ลูกน้องจะทำงานเพื่อไม่ให้เผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องเฉพาะหน้าได้
ในขณะเดียวกัน สุดยอดเจ้านาย เขาจะจูงใจลูกน้องด้วยวิสัยทัศน์ อธิบายเป้าหมายอนาคตให้ลูกน้องเห็น ให้ลูกน้องเกิดแรงจูงใจทำงานเพื่อจะไปถึงเป้าหมายนั้น ด้วยความสุขและท้าทาย
-มองว่าการเปลี่ยนแปลงคือ ’ความเติบโต’ ไม่ใช่ ‘ความเจ็บปวด’
เจ้านายทั่วไปไม่ชอบการเปลี่ยนเเปลง มองว่ามันซับซ้อน และยากที่จะเปลี่ยน ซึ่งจะเกิดในช่วงที่ธุรกิจกำลังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เขาจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจนมันสายเกินไป
แต่สุดยอดเจ้านายจะมองว่าการยอมรับความเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดที่ต้องเปลี่ยนแปลงมากนัก
-มองว่าเทคโนโลยีช่วยเสริมสร้าง ‘ศักยาภาพ’ ไม่ใช่ ‘แทนที่คน’
เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเจ้านายทั่วไปจะใช้มันทำหน้าที่แทนคน เพราะเชื่อว่าจะทำได้ดีกว่าจนบางครั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งหมดนั้น อาจลดอำนาจการตัดสินใจของพนักงานเราได้
ในทางกลับกันสุดยอดเจ้านายจะมองว่าเทคโนโลยีเป็นตัวดึงศักยภาพของลูกน้องออกมา เพราะเมื่อมีเอไอมาทำงานประจำมากขึ้น ลูกน้องก็มีอิสระและมีเวลาวางแผนงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของเจ้านายที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่ต้องการของบรรดาลูกน้อง จะเห็นว่าแนวคิดคนเหล่านี้มองว่าทิศทางการบริหารงานไม่ใช่ ‘อำนาจ’ (เรื่องรอง) หากแต่เป็น การเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้พัฒนาตนเองอย่างแท้จริง
เรียบเรียงโดย 100WEALTH


#ไปให้ถึง100ล้าน

#ท่านเด็ก
อ้างอิง
-หนังสือ คู่มือคนทำงานฉบับสมบูรณ์ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานจนขึ้นเป็นซีอีโอ (Business Without the Bullsh*t)

01/03/2022

ชีวิตเราไม่อาจหยุดนิ่งได้ เพราะการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เป็นคนอยู่ในเทรนด์ ไม่ตกยุค หากเราทำให้ตัวเองเป็นบุคคลที่มีศักยภาพตลอดเวลาย่อมสร้างโอกาสยกระดับให้ชีวิตพัฒนาก้าวหน้า และทำให้ชีวิตมีความมั่นคง
และนี่คือเรื่องที่เราควรลงทุนให้กับตัวเอง ลองไปทำดูกันนะครับ

#ลงทุนให้ตัวเอง #วิธีลงทุน #พัฒนาตัวเอง

26/02/2022

ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานปี 2564
อ่านข่าว: https://www.prachachat.net/finance/news-873659
#ประชาชาติธุรกิจ #เงินปันผล #ธนาคาร

23/02/2022

ธุรกิจทำเงิน แม้คุณนอนหลับ
ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
การลงทุนกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อชัดเจนว่าธุรกิจนี้ทำงานตลอด 24 ชม. ดังนั้นรายได้มีเข้ามาตลอดแม้กระทั่งตอนที่เรานอนหลับแฟรนไชส์เหล่านี้มีทีมงานมืออาชีพที่จะวางระบบให้ธุรกิจของเราเดินหน้าได้ตลอด 24 ชม. มั่นใจได้ว่าทุกๆนาทีจะมีเงินหมุนเวียนและมีรายได้เข้ามาในกระเป๋าของผู้ลงทุนได้แน่นอน
ลงทุนในตลาดหุ้น
คำว่าเงินทำงานน่าจะเข้ากับรูปแบบการลงทุนในตลาดหุ้นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งเศรษฐีหลายคนก็เลือกที่จะเอาเงินมาลงทุนในด้านนี้แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการลงทุนในตลาดหุ้นก็จำเพาะไว้สำหรับคนที่มีความรู้และมีทักษะในการลงทุนเป็นอย่างดี การเริ่มต้นลงทุนอาจจะไม่ใช้เงินจำนวนมาก
ลงทุนอสังหาริมทรัพย์
ซื้อคอนโด อพาร์ตเม้นต์ หรือแม้แต่บ้านจัดสรร แล้วปล่อยให้คนเช่า ซึ่งก็จะมีรายได้เป็นค่าเช่าในแต่ละเดือนเหมือนให้คนเช่าเป็นคนช่วยส่งบ้านให้เราแทนอีกทางหนึ่งด้วย
รายได้จากรูปถ่ายออนไลน์
สมัยนี้มีเว็บที่เกี่ยวกับภาพถ่ายออนไลน์มากมาย เช่น Shutterstock หรือ iStockPhoto เป็นต้น
ขายสินค้าออนไลน์
ขายสินค้าออนไลน์ตามช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ต่างๆ
สร้างธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์
ปัจจุบันมีคนสนใจลทุนธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ มีที่ปรึกษา และมีอุปกรณ์ให้ ซึ่งปัจจุบันมีคอร์สเรียนเกี่ยวกับ แฟรนไชส์มากมาย เช่น หลักสูตรแฟรนไชส์ สตาร์ทอัพ , การขยายแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบ
บริการตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ
ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ ปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบบ เช่น ตู้น้ำหยอดเหรียญ , ตู้เติมเงิน , หรือแม้แต่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ, ตู้น้ำมันหยอดเหรียญ
ธุรกิจให้เช่าทรัพย์สิน
ปล่อยห้องว่างหรือบ้านให้เช่า รถยนต์ ป้ายโฆษณา รถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ
YouTuber
สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทางด้วยกัน จากจำนวนยอดวิวที่จะได้จากทาง YouTube เอง หรือจากการรีวิวโฆษณาสินค้าให้กับสปอนเซอร์ต่าง ๆ

#ทำธุรกิจ #ธุรกิจทำเงิน #ลงทุน #ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ #ขายสินค้าออนไลน์ #ขายของออนไลน์ #ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ #ถ่ายรูป

21/02/2022

“การออมเงิน” ไม่ใช่แค่เพียงสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยัง
แสดงถึงความมีวินัยในการเก็บออมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่จะเก็บออมเงินแต่ไม่สามารถทำได้นั้น เพราะขาดการวางแผนเรื่องการจัดการการเงินที่ดีพอ จึงทำให้ตกม้าตายกับสิ่งยั่วยวนรอบข้างที่พาเงินออกจากกระเป๋าของเราไปในที่สุด โดยแต่ละคนล้วนอยากมีเงินเก็บในจำนวนที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่ายิ่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี เพราะแสดงถึงความมั่งคั่งของตัวเอง
แน่นอนหากคุณอยากมีเงินเก็บ 1,000,000 บาท ภายใน 1 ปี นั่นหมายความว่าแต่ละเดือนคุณต้องเก็บเงินให้ได้ 83,333 บาท เห็นแบบนี้แล้วอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป โดยเฉพาะพนักงานบริษัท ผู้ประกอบการ ที่ต้องมีภาระในเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องดูแล ดังนั้น เราอาจจะปรับเป็นเป้าหมายระยะสั้นก่อนค่อย ๆ เก็บทีละน้อย จาก 10,000 บาท สู่ 100,000 บาท สุดท้ายเงินล้านก็ไม่ใช่เรื่องห่างไกลอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้จะลดจำนวนเงินลงมา แต่หากไม่มีวินัยเป้าหมายที่วางเอาไว้ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเราจะมีเคล็ดลับอย่างไรเพื่อให้มีเงินออม บทความนี้ เรามีคำตอบมาฝากกัน

#เก็บเงินล้าน #ออมเงิน #วิธีออมเงิน #เงินเก็บของฉัน #เงินเก็บ

19/02/2022

หนี้ก็ต้องจ่าย รายได้ก็ลดลง จะทำยังไงกันดีละทีนี้​

เข้าใจหัวอกของผู้ประกอบการไทยในเวลานี้ ดีเลย ว่าแค่ในสถานการณ์ปกติทำธุรกิจทุกวันนี้ก็ยากอยู่แล้ว กลับต้องมาเจอสภาวะอึมครึมจากโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ด้วย​

ซึ่งแอดเชื่อว่าถึงทุกวันนี้แล้วก็ยังคงมีผู้ประกอบการอีกหลายคนที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะวางแผนการเงินในภาวะวิกฤตเช่นนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ยังไงดี วันนี้เลยอยากนำเสนอขั้นตอนวางแผนการเงินธุรกิจในวิกฤต ใครที่กำลังหาทางออกไม่ได้ หรือเคยลองทำไปแล้วแต่ยังไม่เวิร์ค ลองค่อยๆ ไล่เรียงจาก 4 วิธีนี้กัน น่าจะช่วยให้มองภาพออกได้ชัดขึ้นกว่าเดิม ลองดูนะ แอดขอเป็นกำลังใจให้อีกแรงอยู่ตรงนี้​

ติดตามอ่านได้ที่​ https://www.smethailandclub.com/finance/7824.html

#บริหารการเงิน #การเงินธุรกิจ #บริหารการเงินในวิกฤต #สภาพคล่อง #เพื่อนคู่คิดธุรกิจเอสเอ็มอี #เรื่องธุรกิจต้องSMETHAILAND​

ติดตามเราได้ที่​
www.smethailandclub.com
SME Thailand Online
www.twitter.com/sme_thailand
www.instagram.com/sme_thailand/
www.blockdit.com/smethailandonline
www.youtube.com/user/smethailandclubable
www.tiktok.com/

ที่อยู่

Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+66917909847

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CashFlow สินเชื่อเพื่อธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง CashFlow สินเชื่อเพื่อธุรกิจ:

แชร์