Guru Living "เล่าเรื่องเงิน.ให้เป็นเรื่องง่าย"

ติดต่องานบรรยาย / รีวิว Mail: [email protected]

30/08/2026

อยากควบคุมชีวิตการเงินต้องเริ่มจาก "เข้าใจตัวเอง!!"
Wealth Wisdom Podcast EP169

เคยไหมครับ…

รู้ว่าควรออม แต่เงินก็หมดก่อนสิ้นเดือน
รู้ว่าไม่ควรซื้อ แต่สุดท้ายก็กดสั่ง
รู้ว่าควรลงทุน แต่ก็เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ

บางครั้งปัญหาอาจไม่ใช่เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องเงิน หรือไม่มีวินัยครับ

แต่อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจว่า “อะไรในตัวเรา” กำลังเป็นคนตัดสินใจใช้เงิน


เงินแต่ละก้อนที่จ่ายออกไป ไม่ได้เกิดจาก “ความจำเป็น” หรือ “ความอยากได้” เพียงอย่างเดียว

บางครั้งเราจ่ายเพราะเครียด
บางครั้งเพราะเหนื่อยและอยากให้รางวัลตัวเอง
บางครั้งเพราะกลัวตกขบวน
หรือบางครั้งเพียงเพราะไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น

💭 แอปธนาคารอาจบอกได้ว่าเราใช้เงิน “ที่ไหน”

แต่มันไม่ได้บอกว่า เราใช้เงิน “เพราะอะไร”


สำหรับผม การควบคุมการเงินจึงไม่ได้หมายถึงการห้ามกาแฟ ห้ามเที่ยว หรือพยายามใช้เงินให้น้อยที่สุด

แต่คือการรู้ว่า

เงินมีความหมายอะไรสำหรับเรา
อารมณ์แบบไหนที่ทำให้เราใช้เงินมากขึ้น
อะไรคือสิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ และอะไรคือความคาดหวังจากคนอื่น
รวมถึงเรามักตัดสินใจเรื่องเงินผิดพลาดในสถานการณ์แบบไหน

เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะเริ่มสร้าง “ระบบการเงิน” ที่เหมาะกับตัวเองได้ครับ

📌 เพราะคนที่ชอบซื้อของเวลาเครียด อาจต้องใช้ระบบหนึ่ง

คนที่ใช้เงินเพื่อให้คนอื่นยอมรับ อาจต้องใช้อีกระบบหนึ่ง

ส่วนคนที่กลัวใช้เงินจนไม่กล้าใช้ชีวิต ก็ต้องการระบบอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

ไม่มีแผนการเงินเดียวที่เหมาะกับทุกคนครับ

ในคลิปนี้ผมจะชวนลองสำรวจตัวเองให้ลึกขึ้นว่า

ทำไมเราถึงใช้เงินแบบที่เราใช้อยู่?

อะไรคือจุดกระตุ้นที่ทำให้เราตัดสินใจพลาด และเราจะออกแบบระบบการเงินอย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งกำลังใจหรือฝืนตัวเองทุกวัน

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่า “รู้หมดว่าควรทำอะไร แต่ทำไมยังทำไม่ได้สักที”

ผมอยากชวนให้ลองรับชมคลิปนี้ต่อครับ

เพราะก่อนจะควบคุมเงินได้ บางทีเราอาจต้องเริ่มจากการ เข้าใจตัวเองให้มากขึ้นก่อนครับ

#การเงินส่วนบุคคล #วางแผนการเงิน #จิตวิทยาการเงิน #พฤติกรรมการเงิน

💰 รายได้ไม่แน่นอน ต้องวางแผนเก็บเงินยังไงให้ชีวิตการเงินมั่นคง?คนทำงานประจำมักรู้ว่าเงินจะเข้าวันไหนและประมาณเท่าไร แต่ค...
29/08/2026

💰 รายได้ไม่แน่นอน ต้องวางแผนเก็บเงินยังไงให้ชีวิตการเงินมั่นคง?

คนทำงานประจำมักรู้ว่าเงินจะเข้าวันไหนและประมาณเท่าไร แต่คนทำอาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ หรือฟรีแลนซ์หลายๆคน อาจเจอทั้งเดือนที่เงินเข้าเยอะ เดือนที่ลูกค้าจ่ายช้า และเดือนที่รายจ่ายหลายก้อนเข้ามาพร้อมกัน จนรู้สึกว่า "ทำไมเราจัดการเงินไม่ได้สักที?"


วิธีที่ผมแนะนำคือ เมื่อมีเงินเข้ามาให้ “แบ่งทันที ก่อนใช้” โดยใช้เปอร์เซ็นต์แทนจำนวนเงินตายตัว เพราะไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายได้มากหรือน้อย เงินทุกก้อนก็ยังถูกจัดสรรไปตามหน้าที่


เราอาจเริ่มแบ่งรายรับออกเป็น 5 ส่วนแบบนี้ครับ

• ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิต 40–50%

• ภาษี ต้นทุน และประกันสังคม 10–20%

• เงินฉุกเฉิน 10–20%

• เงินลงทุนและเป้าหมายระยะยาวประมาณ 10%

• เงินใช้ส่วนตัวหรือให้รางวัลตัวเอง 5–10%

ตัวอย่างเช่น เดือนนี้มีรายรับ 50,000 บาท อาจแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายชีวิต 22,500 บาท ภาษีและต้นทุน 7,500 บาท เงินฉุกเฉิน 7,500 บาท ลงทุน 7,500 บาท และเงินใช้ส่วนตัว 5,000 บาท


ตัวเลขนี้ไม่ใช่สูตรตายตัวนะครับ หากต้นทุนธุรกิจสูงก็ต้องเพิ่มส่วนนั้น หากยังไม่มีเงินฉุกเฉินก็อาจลดเงินลงทุนหรือเงินใช้ส่วนตัวชั่วคราว เพื่อเร่งสร้างฐานให้พร้อมก่อน


สำหรับคนที่รายได้ไม่แน่นอน ผมแนะนำให้มีเงินฉุกเฉินมากกว่าคนทำงานประจำ โดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 6–12 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น

ถ้ามีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 30,000 บาท เป้าหมายเงินฉุกเฉินจะอยู่ที่ประมาณ 180,000–360,000 บาทครับ


อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ อย่าใช้บัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวปนกัน

อย่างน้อยควรมีบัญชีรับเงินจากงาน และบัญชีสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวก่อน หากจัดระบบได้มากขึ้น ค่อยแยกบัญชีภาษีและต้นทุน บัญชีเงินเดือนตัวเอง และบัญชีเงินเก็บหรือลงทุนเพิ่มครับ


การแยกบัญชีช่วยให้เรารู้ว่าเงินจริงที่ใช้ได้มีเท่าไร ธุรกิจเหลือกำไรแค่ไหน และต้องกันภาษีไว้เท่าไร ลดโอกาสใช้เงินที่ไม่ใช่ของเราไปโดยไม่รู้ตัว


เราอาจควบคุมไม่ได้ว่าลูกค้าจะจ่ายตรงเวลาทุกเดือนหรือไม่ แต่เราสร้างระบบให้เงินทุกก้อนรู้หน้าที่ของตัวเองได้ครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ


WIN.ITTISAK

#รายได้ไม่แน่นอน #ฟรีแลนซ์ #วางแผนการเงิน #เงินฉุกเฉิน #การเงินส่วนบุคคล

🏠 3 Checklist ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน อย่าดูแค่ดอกเบี้ยปีแรกเวลาเห็นสินเชื่อรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำ หลายคนอาจรีบเลือกจากธนาคารไหน...
28/08/2026

🏠 3 Checklist ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน อย่าดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก


เวลาเห็นสินเชื่อรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำ
หลายคนอาจรีบเลือกจากธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยดีที่สุดใช่ไหมหละครับ
แต่สำหรับผม ดอกเบี้ยปีแรกเป็นเพียงข้อมูลหนึ่งเท่านั้น เพราะสินเชื่อบ้านเป็นภาระระยะยาว ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพจริง ต้องดูทั้งดอกเบี้ย ยอดหนี้ และค่าใช้จ่ายประกอบกันครับ


1.ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก

บางแพ็กเกจให้ดอกเบี้ยปีแรกต่ำ แต่ปรับสูงขึ้นในปีถัดไป หากดูเฉพาะตัวเลขปีแรก เราอาจเข้าใจว่าประหยัดกว่าทั้งที่ต้นทุนรวมไม่ได้ต่ำที่สุด


ลองนำดอกเบี้ยและค่างวดตลอด 3 ปีมาเทียบกับข้อเสนอเดิมจากธนาคารปัจจุบัน รวมถึงดูดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปด้วยครับ 🔎

2.ยอดหนี้และเงื่อนไข

แต่ละธนาคารอาจกำหนดยอดหนี้ขั้นต่ำ รายได้ อายุผู้กู้ และเงื่อนไขผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมไม่เหมือนกัน

ที่สำคัญ อย่าดูแค่ว่าค่างวดใหม่ลดลง เพราะบางครั้งค่างวดที่ลดลงอาจเกิดจากการยืดระยะเวลาผ่อน ทำให้เราจ่ายดอกเบี้ยนานขึ้นกว่าเดิมครับ


ก่อนตัดสินใจจึงควรถามให้ชัดว่า หลังรีไฟแนนซ์ยอดผ่อนลดลงเท่าไร ระยะเวลาที่เหลือเปลี่ยนหรือไม่ และดอกเบี้ยรวมตลอดช่วงที่เราวางแผนถือสินเชื่อลดลงจริงแค่ไหน


3.ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การรีไฟแนนซ์อาจมีค่าจดจำนอง ค่าประเมินหลักทรัพย์ ค่าเบี้ยประกัน และค่าใช้จ่ายอื่นตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

หากประหยัดค่างวดได้เดือนละ 2,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายในการย้ายสินเชื่อหลายหมื่นบาท เราต้องคำนวณต่อว่าจะใช้เวลากี่เดือนจึงคืนทุน
อีกเรื่องที่ควรถามตัวเองคือ เราต้องการอะไรจากการรีไฟแนนซ์

ถ้าต้องการลดภาระรายเดือน อาจเลือกแผนที่ทำให้ค่างวดเบาลง แต่ถ้าต้องการปิดบ้านให้เร็วขึ้น เมื่อดอกเบี้ยลดลงแล้วอาจผ่อนเท่าเดิม เพื่อนำเงินส่วนต่างไปตัดเงินต้นเพิ่มครับ


สำหรับใครที่กำลังเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ttb ในภาพมีทางเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการผ่อน ทั้งแบบเน้นโปะ แบบต้องการดอกเบี้ยสม่ำเสมอ และแบบต้องการความแน่นอนในช่วง 3 ปีแรก

ลองเลือกจากเป้าหมายการเงินของเรา ไม่ใช่เลือกจากตัวเลขที่ต่ำที่สุดเพียงตัวเดียวครับ


เพราะรีไฟแนนซ์ที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้ดอกเบี้ยดูถูกลง แต่ต้องช่วยให้ต้นทุนรวมลดลง และทำให้เราเป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้นอย่างที่ตั้งใจ


กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
โปรดตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารก่อนตัดสินใจครับ

WIN.ITTISAK

#รีไฟแนนซ์บ้าน #สินเชื่อบ้าน #ผ่อนบ้าน #วางแผนการเงิน

27/08/2026

วางแผนเก็บเงินให้ได้ก่อนสิ้นปี ทำยังไงถึงเก็บเงินให้ได้ตามเป้า

#เก็บเงิน #ออมเงิน #วางแผนการเงิน

💰 เงินเดือน 30,000 บาท แบ่งยังไงให้รอดทุกเดือน?เคยสงสัยไหมครับว่าเงินเดือนออกแล้วหายไปไหนหมด?เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยถามตั...
26/08/2026

💰 เงินเดือน 30,000 บาท แบ่งยังไงให้รอดทุกเดือน?


เคยสงสัยไหมครับว่าเงินเดือนออกแล้วหายไปไหนหมด?

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยถามตัวเองแบบนี้ เพราะพอจ่ายค่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และหนี้ต่าง ๆ เงินที่เหลือก็ดูเหมือนจะหายไปอย่างรวดเร็วครับ


สำหรับผม การบริหารเงินเดือนไม่ได้เริ่มจากการพยายามประหยัดทุกอย่าง แต่เริ่มจากการกำหนดให้ชัดว่า “เงินแต่ละส่วนมีหน้าที่อะไร”


ถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท เราอาจใช้สัดส่วนในภาพเป็นแนวทางเริ่มต้นได้ครับ

🏠 ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50–60% หรือประมาณ 15,000–18,000 บาท สำหรับค่าที่อยู่อาศัย อาหาร เดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจริง

💳 หนี้และภาระผ่อน 20–30% หรือประมาณ 6,000–9,000 บาท เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อ หรือค่างวดต่าง ๆ

🛡️ เงินเก็บและเงินฉุกเฉิน 10–15% หรือประมาณ 3,000–4,500 บาท เพื่อสร้างเงินสำรองไว้รับมือกับเรื่องไม่คาดคิด

☕ ความสุขและการใช้ชีวิต 5–10% หรือประมาณ 1,500–3,000 บาท เพราะการวางแผนการเงินที่ดีไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่าต้องอดทุกอย่างครับ


แต่สัดส่วนนี้ไม่ใช่สูตรตายตัวนะครับ

บางคนอยู่กับครอบครัวจึงมีค่าใช้จ่ายเรื่องบ้านน้อยกว่า บางคนต้องเดินทางไกล หรือมีภาระดูแลคนในครอบครัวมากกว่า สิ่งสำคัญคือรายจ่ายรวมต้องไม่เกินเงินที่เราหามาได้


ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ

รายได้ 30,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายจำเป็น 18,000 บาท
หักหนี้ 6,000 บาท
หักเงินเก็บขั้นต่ำ 2,000 บาท

จะเหลือเงินใช้จริงอีก 4,000 บาทครับ


วิธีนี้ทำให้เรารู้ล่วงหน้าว่าใช้เงินได้เท่าไร แทนที่จะใช้ไปก่อนแล้วค่อยลุ้นว่าปลายเดือนจะเหลือหรือไม่


ถ้าเงินเดือนออกไม่ถึง 7 วันแล้วเหลือไม่ถึงครึ่ง ต้องรูดบัตรก่อนสิ้นเดือน ไม่มีเงินฉุกเฉิน หรือมีรายจ่ายเล็ก ๆ หลายรายการจนจำไม่ได้ว่าเงินหายไปไหน นี่อาจเป็นสัญญาณว่าระบบการเงินของเราเริ่มตึงแล้วครับ ⚠️


สิ่งที่เริ่มทำได้ทันทีคือ รวบรวมรายจ่ายจำเป็นและหนี้ทั้งหมด ตั้งยอดเงินเก็บขั้นต่ำ แยกบัญชีเงินใช้กับเงินเก็บ และทดลองหยุดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสัก 90 วัน


หากวันนี้ยังเก็บไม่ได้ถึง 10% ก็ไม่เป็นไรครับ เริ่มจากจำนวนที่ทำได้จริงก่อน อาจเป็นเดือนละ 1,000 หรือ 2,000 บาท แล้วค่อยเพิ่มเมื่อภาระลดลง


เงินเดือน 30,000 บาทจะรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราให้เงินทุกบาทมีหน้าที่ชัดเจนแค่ไหนครับ


WIN.ITTISAK

#บริหารเงินเดือน #เงินเดือน30000 #วางแผนการเงิน #การเงินส่วนบุคคล

25/08/2026

อยากเปลี่ยนจากเช่าเป็นซื้อบ้าน ลองทำแบบนี้! | Call เคลียร์ เรื่องเงินต้องคุย

รับชมคลิปเต็มที่
อายุ 30 แต่ยังไม่ซื้อบ้าน..ชีวิตเริ่มช้าไปไหม | Call เคลียร์ EP1
https://youtu.be/yja1CKRBkLs?si=RlzTKgm-nWm7Ucfr

Call Clear รายการที่เปิดพื้นที่ให้คุณโทรมาเล่าปัญหาการเงินแบบ
ไม่ต้องกลัวโดนตัดสิน แล้วเราจะค่อย ๆ เคลียร์ตัวเลข เคลียร์ปัญหา
และหาแนวทางที่ทำได้จริงไปด้วยกัน

ใครมีปัญหาเรื่องเงินที่อยากคุย อยากให้ช่วยเคลียร์ หรือมีเรื่องราวทางการเงินที่กำลังคิดไม่ตก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ รายได้ไม่พอ เงินเก็บไม่มี ผ่อนบ้านไม่ไหว หรือไม่รู้จะเริ่มจัดการชีวิตการเงินจากตรงไหน
สามารถส่งเรื่องราวของคุณเข้ามาได้ที่ : [email protected]

ทีมงานจะติดต่อกลับแล้วมาคุยกันในรายการ Call Clear ครับ :)))

#คอลเคลียร์ #การเงิน #ซื้อบ้าน

เช็กก่อนเป็นหนี้ วันนี้หนี้ที่เรามีเริ่มเยอะเกินตัวไปแล้วหรือยัง?เวลาเราจะกู้บ้าน ซื้อรถ หรือขอสินเชื่อ หลายคนมักเริ่มจา...
24/08/2026

เช็กก่อนเป็นหนี้ วันนี้หนี้ที่เรามีเริ่มเยอะเกินตัวไปแล้วหรือยัง?


เวลาเราจะกู้บ้าน ซื้อรถ หรือขอสินเชื่อ หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่า “รายได้เท่านี้จะกู้ผ่านไหม”

แต่สำหรับผม มีอีกคำถามที่สำคัญกว่า คือ “ถ้ากู้ผ่านแล้ว เรายังใช้ชีวิตไหวไหมครับ”


ตัวเลขหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพได้คือ DSR หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้

วิธีคำนวณง่าย ๆ คือ นำค่างวดหนี้ทั้งหมดต่อเดือน หารด้วยรายได้ต่อเดือน แล้วคูณ 100


ตัวอย่างเช่น

มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท
มีค่างวดหนี้รวมเดือนละ 12,000 บาท

DSR = 12,000 ÷ 30,000 × 100
เท่ากับ 40%

พูดง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่หาเงินได้ 100 บาท เราต้องนำ 40 บาทไปจ่ายหนี้ครับ


เราสามารถใช้ตัวเลขคร่าว ๆ เพื่อประเมินตัวเองได้ดังนี้

🟢 ต่ำกว่า 30% ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างปลอดภัย
🟡 30–40% เริ่มต้องระวังและควบคุมรายจ่าย
🟠 40–50% สภาพคล่องเริ่มตึง
🔴 มากกว่า 50% มีความเสี่ยงสูงและควรรีบจัดระบบหนี้


แต่ต้องเข้าใจว่า DSR ไม่ได้เล่าชีวิตเราทั้งหมดนะครับ

ถ้าได้เงินเดือน 30,000 บาท และมีค่างวดรวม 15,000 บาท เราจะมี DSR 50% ดูเหมือนยังเหลือเงินอีก 15,000 บาท

แต่เงินก้อนนี้ยังต้องจ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉินด้วย


เพราะฉะนั้น คนสองคนที่มี DSR เท่ากัน อาจมีความสามารถในการรับภาระหนี้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับค่าครองชีพ จำนวนคนที่ต้องดูแล และความมั่นคงของรายได้ครับ


ยิ่งถ้ากำลังคิดจะซื้อบ้าน ต้องลองคำนวณ DSR หลังมีหนี้ก้อนใหม่ด้วย

สมมติมีหนี้เดิมเดือนละ 8,000 บาท จากรายได้ 30,000 บาท จะมี DSR ประมาณ 26.7%

ถ้าเพิ่มค่างวดบ้านอีก 10,000 บาท ภาระหนี้รวมจะเป็น 18,000 บาท และ DSR จะเพิ่มเป็น 60% ทันที ⚠️


ตัวเลขแบบนี้อาจทำให้เราเห็นว่า แม้จะมีโอกาสกู้ผ่าน แต่ชีวิตหลังเริ่มผ่อนอาจตึงกว่าที่คิดมาก


ถ้า DSR เริ่มสูง สิ่งที่ควรทำคือหยุดสร้างหนี้ใหม่ ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน พิจารณารีไฟแนนซ์เมื่อช่วยลดภาระได้จริง และหาทางเพิ่มรายได้

หากค่างวดบ้านหรือรถก้อนใหม่จะทำให้ชีวิตตึงเกินไป การลดงบหรือเลื่อนการซื้อออกไปก่อนอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าครับ


ตัวเลขเกณฑ์ DSR ที่สถาบันการเงินใช้จริงอาจแตกต่างกันตามรายได้ ประเภทสินเชื่อ และเงื่อนไขของแต่ละแห่ง แต่เราสามารถใช้ DSR เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นให้ตัวเองได้


ก่อนสร้างหนี้ใหม่ อย่าถามแค่ว่า “กู้ได้ไหม”

ลองถามเพิ่มอีกข้อว่า “ผ่อนแล้ว ชีวิตเรายังเหลือไหม” ครับ


WIN.ITTISAK

#จัดการหนี้ #วางแผนการเงิน #หนี้ #การเงินส่วนบุคคล

✨ แจกฟรี✨ ไฟล์เปรียบเทียบดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน 🏠🏠สำหรับคนที่ผ่อนบ้านครบ 3 ปี อยากรู้ว่าย้ายไปธนาคารไหนถึงจะคุ้ม แค่กรอกข...
24/08/2026

✨ แจกฟรี✨ ไฟล์เปรียบเทียบดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน 🏠🏠
สำหรับคนที่ผ่อนบ้านครบ 3 ปี อยากรู้ว่าย้ายไปธนาคารไหนถึงจะคุ้ม
แค่กรอกข้อมูลง่ายๆใน File นี้สามารถเลือกได้ด้วยตัวเองเลยครับ
ใครอยากได้ File คอมเมนท์มานะครับเดี๋ยวส่งให้ครับ:))

ถ้าชอบเห็นว่าคอนเทนท์มีประโยชน์ฝากกด Like&Share
โพสนี้ให้ด้วยนะค้าบ 😊

#ผ่อนบ้าน #รีไฟแนนซ์ #รีไฟแนนซ์บ้าน

23/08/2026

Money Trauma บาดแผลทางการเงินที่ไม่มีใครเห็น
Wealth Wisdom Podcast EP168
เคยเป็นไหมครับไหมครับ…

รู้ว่าควรเปิดดูยอดบัตรเครดิต แต่กลับไม่อยากเปิด
รู้ว่าควรวางแผนการเงิน แต่พอจะเริ่มกลับรู้สึกเครียด
หรือบางครั้งยิ่งเครียด…ยิ่งใช้เงิน แล้วค่อยกลับมารู้สึกผิดทีหลัง

บางคนหาเงินได้มากขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้น แต่ข้างในกลับไม่เคยรู้สึกว่า “ปลอดภัย” สักที

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากการไม่มีวินัยเพียงอย่างเดียวครับ

บางครั้งมันอาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์เรื่องเงินในอดีต หรือสิ่งที่เรียกว่า Money Trauma — บาดแผลทางการเงิน


💭 เราอาจเคยโตมากับบ้านที่ทะเลาะเรื่องเงิน

อาจเคยได้ยินคำว่า “บ้านเราไม่มีเงิน” ซ้ำ ๆ

เคยรู้สึกผิดเวลาขอเงิน

หรือเคยผ่านช่วงชีวิตที่การเงินไม่มั่นคงมาก ๆ

ประสบการณ์เหล่านี้สามารถค่อย ๆ สร้าง “ความเชื่อเรื่องเงิน”
ขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัว

เช่น

“เงินพร้อมจะหมดได้ทุกเมื่อ”

“ถ้ามีเงินมาก คนอื่นจะมาเอาไป”

“ต้องทำงานตลอด ถึงจะปลอดภัย”

หรือ “ถ้าไม่มีของดี ๆ คนอื่นจะมองว่าเราไม่ประสบความสำเร็จ”


และเมื่อโตขึ้น ความเชื่อเหล่านี้อาจเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน

หลีกเลี่ยงเรื่องเงิน
ซื้อของเวลาเครียด
เก็บเงินจนไม่กล้าใช้
ทำงานหนักจนหยุดไม่ได้
หรือใช้เงินเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

📌 สิ่งสำคัญคือ การมองเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อโทษตัวเองหรือโทษพ่อแม่ครับ

แต่มันช่วยให้เราเริ่มเข้าใจว่า

“ทำไมเราถึงใช้เงินแบบนี้?”

และอะไรในอดีตที่ยังคงกำลังตัดสินใจแทนเราอยู่ในวันนี้


ในคลิปนี้ผมจะชวนคุยเรื่อง
4 รูปแบบความเชื่อเรื่องเงิน หรือ Money Scripts

รวมถึงวิธีสังเกตว่าอดีตกำลังมีอิทธิพลต่อการเงินของเราอยู่หรือไม่ และเราจะค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กับเงินขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร

ใครที่เคยรู้สึกว่า

“ทำไมรู้ว่าควรทำอะไร แต่ทำไม่ได้สักที”

ผมอยากชวนให้ลองดูคลิปนี้จนจบครับ

บางทีสิ่งที่เราต้องเริ่มแก้ อาจไม่ใช่แค่ “ตัวเลขในบัญชี”

แต่อาจเป็น “เรื่องราวเกี่ยวกับเงิน” ที่เราเชื่อมาตลอดชีวิต

รับชมรายละเอียดทั้งหมดได้ในคลิปครับ

#การเงิน #วางแผนการเงิน #พฤติกรรมการเงิน

22/08/2026

เหลือเงินเดือนละ 1,000 ควรเอาไปทำอะไรดี??

#การเงิน #ลงทุน #เก็บเงิน #วางแผนการเงิน

ที่อยู่

Ban Khlong Soi Bung Yai Wan
12150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Guru Livingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Guru Living:

ทางลัด

แชร์