Guru Living "เล่าเรื่องเงิน.ให้เป็นเรื่องง่าย"

ติดต่องานบรรยาย / รีวิว Mail: [email protected]

🏙 เป็นเจ้าของคอนโดในทำเล “สาทร” อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด𝐋𝐈𝐅𝐄 สาทร - นราธิวาส 𝟐𝟐  คอนโด Low Rise ใหม่จาก AP Thaiบ...
29/05/2026

🏙 เป็นเจ้าของคอนโดในทำเล “สาทร” อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด
𝐋𝐈𝐅𝐄 สาทร - นราธิวาส 𝟐𝟐 คอนโด Low Rise ใหม่จาก AP Thai
บนทำเล Prime Location ใกล้แหล่งงานสีลม-สาทร
พร้อมให้เข้าอยู่จริงในเดือน ก.ย. 69 นี้!
ผมจะมาสรุปให้อ่านกันครับ
📍 LOCATION
จุดเด่นของโครงการนี้คือเรื่องทำเลครับ.
โครงการตั้งอยู่บน ถ.นราธิวาสฯ ระหว่างซอย 15-17
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดตรงกลางที่เชื่อมทั้งย่านสีลมและสาทรพร้อมกัน
🚇 การเดินทางสะดวก ใกล้ทั้ง BTS ช่องนนทรี, BRT และขึ้นทางด่วนก็สะดวก
🏢 ใกล้ออฟฟิศใหญ่ เช่น One Bangkok, Sathorn Square, Sathorn Tower, The Empire
🛍 มีห้างสรรพสินค้ารายล้อม เช่น Central พระราม 3, Silom Complex, King Power Mahanakhon, Terminal 21 พระราม 3, Asiatique
🏥 ใกล้โรงพยาบาลชั้นนำ เช่น BNH, MedPark, เซนต์หลุยส์, จุฬาฯ, กรุงเทพคริสเตียน
🏫 ใกล้โรงเรียนนานาชาติ
ทำเลใน Prime Location แบบนี้
ถ้าเราซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า
เราสามารถเจาะกลุ่มผู้เช่าหลักได้ 2 กลุ่ม
คือคนทำงานย่าน CBD
และครอบครัวที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างมั่นคงทั้งนั้นครับ ลงทุนปล่อยเช่าก็น่าสนใจ หรือจะถือระยะยาว มูลค่าก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องครับ
━━━━━━━━━━━━━━
🌿 FACILITIES
โครงการนี้ออกแบบส่วนกลางในคอนเซ็ปต์ Stand-alone Facilities
กว่า 25 ฟังก์ชัน คือเขาจะแยกพื้นที่ส่วนกลางออกจากตัวอาคารพักอาศัย
ข้อดีของการแยกแบบนี้คือ
เราจะได้ส่วนพักอาศัยที่เงียบสงบ
ไม่มีเสียงรบกวนจากการใช้พื้นที่ส่วนกลาง
พื้นที่ส่วนกลาง Facilities
🛋 The Saloon: พื้นที่ต้อนรับท่ามกลางสวน
🌳 Forest Glasshouse: หลายฟังก์ชันรวมในสวนสวย
🏊 Pool & Hydro Hibernation Spa: สระว่ายน้ำระบบเกลือและสระบำบัดไฮโดรรีแล็กซ์
💼 The Parlour & Dream Pods: โซนทำงานทั้งแบบรวมและส่วนตัว
🌤 Co-Working Patio: พื้นที่ทำงานกลางแจ้งเชื่อมกับธรรมชาติ
━━━━━━━━━━━━━━
🎁 PROMOTION
𝐋𝐈𝐅𝐄 สาทร - นราธิวาส 𝟐𝟐 จัดโปรพิเศษ
✨ จำนวนจำกัด 1 ห้องนอน 3.39 ล้าน*
แค่ 5 ยูนิตเท่านั้น
ส่วนลดกว่า 500,000 บาท*
แจกกก❗ จัดเต็ม ครบจบทุกความต้องการ
🔥 ค่าเดินทาง GRAB GIFT ฟรี! 30,000 บาท*
🔥 SHOCK! รับเงินคืน 20,000 บาท*
🔥 เครื่องใช้ไฟฟ้าอีก 5 รายการ*
👉 ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ: https://apthai.ly/pRI8Xj
📌 ที่ตั้งสำนักงานขาย ถ.นราธิวาสฯ ระหว่างซ. 15-17:
https://maps.app.goo.gl/Rn3JrUyHYUvob1BE8
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
#ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้ #ที่ที่ดีที่สุดจากเอพี #คอนโดสาทร #คอนโดย่านสาทร

29/05/2026

หมดปัญหาค่าไฟแพงกับ สินเชื่อ Solar Roof จาก ธอส
วงเงินกู้สูงสุด 3 แสนบาทต่อราย*

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

#ติดโซลาร์เซลล์ #ธอส #ธนาคารอาคารสงเคราะห์ #ทำให้คนไทยมีบ้าน

คำนวณให้ชัด ติดตั้ง Solar Roof คุ้มจริงไหม? ☀️🏠ช่วงนี้เทรนด์การติด Solar Roof ถือว่ามาแรงมากๆเลยนะครับบางคนติดไปแล้ว บาง...
29/05/2026

คำนวณให้ชัด ติดตั้ง Solar Roof คุ้มจริงไหม? ☀️🏠


ช่วงนี้เทรนด์การติด Solar Roof ถือว่ามาแรงมากๆเลยนะครับ
บางคนติดไปแล้ว บางคนกำลังคิดอยู่ บางคนยังลังเลอยู่


เรื่องนี้ผมเข้าใจครับ เพราะมันไม่ใช่การตัดสินใจเล็ก ๆ ราคาติดตั้งเริ่มต้นที่หลักแสนบาทและมันจะอยู่กับบ้านเราไปอีกหลายสิบปี ดังนั้นโพสนี้ผมจะชวนมาสรุปกันให้ชัดๆเลยครับว่า ติดตั้ง Solar Roof คุ้มจริงไหม?


ก่อนจะตอบว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ผมอยากชวนเช็ก 3 เรื่องนี้ก่อนครับ


1.พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเรา


Solar Roof ผลิตไฟได้ดีที่สุดช่วงกลางวัน ช่วงที่แดดออก ดังนั้นถ้าบ้านเรามีคนอยู่กลางวัน เปิดแอร์ ทำงานที่บ้าน หรือมีผู้สูงอายุอยู่ โอกาสได้ประโยชน์เต็ม ๆ จาก Solar ก็มีมากกว่า


แต่ถ้าบ้านทิ้งร้างตอนกลางวัน ทุกคนออกไปทำงาน กลับมาเปิดไฟตอนเย็น ก็ต้องคำนวณใหม่ เพราะไฟที่ Solar ผลิตได้อาจไม่ได้ถูกใช้งานจริงเท่าที่คาด


2.ค่าไฟต่อเดือน

ยิ่งค่าไฟเราสูง โอกาสคืนทุนเร็วก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่ถ้าค่าไฟบ้านเราไม่ได้สูงมาก

ระยะเวลาคืนทุนก็จะยืดออกไป


3.ความคุ้มค่าโดยรวม

ซึ่งต้องดูทั้งต้นทุนติดตั้ง ค่าไฟที่ประหยัดได้ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี


ลองมาดูตัวเลขให้ชัดขึ้นครับ 📌

สมมติว่าติดตั้ง Solar Roof ขนาด 5 kW ราคาติดตั้งประมาณ 150,000 บาท และใช้ค่าไฟเฉลี่ย 4.20 บาทต่อหน่วย .

ระบบขนาด 5 kW โดยทั่วไปผลิตไฟได้ประมาณ 20 หน่วยต่อวัน หรือประมาณ 600 หน่วยต่อเดือน .

แต่ในทางปฏิบัติ บ้านส่วนใหญ่นำไฟจาก Solar มาใช้ได้จริงประมาณ 80% เท่ากับประมาณ 480 หน่วยต่อเดือน .

คิดกับค่าไฟ 4.20 บาทต่อหน่วย ประหยัดได้ประมาณ 2,016 บาทต่อเดือน หรือปีละประมาณ 24,192 บาท .

ถ้าดูเฉพาะต้นทุน 150,000 บาทหารด้วยประหยัดได้ปีละ 24,192 บาท ระยะเวลาคืนทุนเบื้องต้นคือประมาณ 6.2 ปี .

แต่ปี 2569 มีอีกหนึ่งเรื่องที่เปลี่ยนสมการนี้ครับ .

คือสิทธิลดหย่อนภาษีจากการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับบ้านอยู่อาศัย ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท .

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ “ลดหย่อนภาษี 200,000 บาท” ไม่ได้แปลว่าได้เงินคืน 200,000 บาท .

มันหมายความว่าเราสามารถนำค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปหักออกจากฐานภาษีได้ ส่วนจะประหยัดภาษีได้จริงเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับ “ฐานภาษี” ของแต่ละคน .

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าติดตั้ง 150,000 บาท และอยู่ในฐานภาษี 20% ภาษีที่ประหยัดได้จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท .

พอนำตรงนี้มาคิดด้วย ต้นทุนสุทธิจาก 150,000 บาท อาจลดลงเหลือประมาณ 120,000 บาท และระยะเวลาคืนทุนก็ลดลงจาก 6.2 ปี เหลือประมาณ 5 ปี เท่านั้นครับ


แต่ก็ต้องยอมรับตรง ๆครับว่าการหาเงินก้อนหลักแสนบาทมาจ่ายในครั้งเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์เขาเข้าใจเรื่องนี้ครับเขาเลยมี สินเชื่อตัวใหม่ช่วยลูกค้าลดภาระค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืนกับ สินเชื่อ Solar Roof

___________________________________

🏠 สำหรับลูกค้า ธอส. 🏠
ที่ปัจจุบันที่ทำนิติกรรมสัญญาและผ่อนชำระเงินกู้กับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี วงเงินกู้เดิมภายใต้หลักประกันสูงสุด ไม่เกิน 5 ล้านบาท มีประวัติการผ่อนชำระสม่ำเสมอทุกเดือนไม่น้อยกว่า 12 เดือน เขา มีสินเชื่อสนับสนุนการติดตั้ง Solar Roof

🟠 วงเงินสูงสุด 300,000 บาทต่อราย
🟠 ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี
🟠 วงเงินกู้ 100,000 บาทแรกดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี
🟠 วงเงินกู้ 200,000 บาทถัดมา ดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี .

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
*หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม – แต่ง และสินเชื่อซ่อม - แต่ง Plus

แต่ถ้าเลือกใช้สินเชื่อ สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มคือ ค่าไฟที่ประหยัดได้ต่อเดือน ใกล้เคียงกับค่างวดที่ต้องผ่อนไหม รายได้ต่อเดือนยังรับภาระเพิ่มได้สบายหรือเปล่า และเราวางแผนอยู่บ้านหลังนี้นานพอที่จะคืนทุนไหม

พูดง่าย ๆ คือ Solar Roof จะคุ้มเมื่อมันเข้ากับพฤติกรรมการใช้ไฟจริงของบ้านเรา ไม่ใช่แค่ดูว่า “แผงผลิตไฟได้เท่าไหร่” .

ผมไม่ได้บอกว่าทุกบ้านต้องติดนะครับ แต่ถ้าอยากตัดสินใจให้ไม่เสียใจทีหลัง ก็ควรคำนวณให้ครบทั้ง 3 มิติ .

ใช้ไฟกลางวันมากพอไหม ค่าไฟต่อเดือนสูงพอจะคืนทุนได้ในเวลาที่รับได้ไหม และสภาพคล่องของเราหลังติดตั้งยังอยู่ในระดับที่โอเคไหม .

ถ้าตอบได้ทั้ง 3 ข้อ การตัดสินใจก็จะชัดขึ้นเองครับ

หมายเหตุ: ตัวเลขในบทความเป็นเพียงตัวอย่างประกอบการวางแผน ราคาติดตั้งจริงอาจแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ อุปกรณ์ สภาพหลังคา และบริการหลังการขาย ความคุ้มค่าจริงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ ค่าไฟจริง เงื่อนไขภาษี และเงื่อนไขสินเชื่อของธนาคาร กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

#การเงิน #ติดโซลาร์เซลล์ #โซลาร์เซลล์ #ธอส #ธนาคารอาคารสงเคราะห์ #ทำให้คนไทยมีบ้าน

Check List ก่อนซื้อบ้านหลังแรก เตรียมตัวยังไงให้กู้ผ่านถ้าทุกคนกำลังวางแผนอยากซื้อบ้านหลังแรก แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มจา...
28/05/2026

Check List ก่อนซื้อบ้านหลังแรก เตรียมตัวยังไงให้กู้ผ่าน

ถ้าทุกคนกำลังวางแผนอยากซื้อบ้านหลังแรก แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน
ผมตั้งใจทำโพสนี้มาให้ทุกคนอ่านเลยครับ
หลายคนมักเดินเข้าไปดูโครงการก่อน จองก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องเงินทีหลัง ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการซื้อบ้านหลังแรกไม่ใช่แค่เรื่องของรสนิยม แต่คือเรื่องของการวางแผนการเงินที่ต้องทำก่อนทุกอย่าง


ข้อที่ 1 สำรวจความพร้อมด้านการเงินก่อนเลย

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนซื้อบ้านไม่ใช่บ้านในฝัน แต่คือ "ความสามารถในการจ่ายจริง" ถามตัวเองสามเรื่องนี้ก่อนเลยครับ

มีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้านไหม รายได้มั่นคงพอไหม และรายรับต่อเดือนรองรับค่างวดได้ไหวไหม

ถ้าสามข้อนี้ยังตอบไม่ได้ชัด นั่นคือสัญญาณว่ายังต้องเตรียมตัวเพิ่มอีกนิดครับ


ข้อที่ 2 ตรวจสอบภาระหนี้สินของตัวเอง

ธนาคารจะดู DTI (Debt to Income) หรือภาระหนี้รวมต่อเดือนหารด้วยรายได้ก่อนอนุมัติสินเชื่อเสมอ โดยทั่วไปภาระหนี้ทั้งหมดรวมกันไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท ภาระหนี้รวมทุกก้อนทั้งรถ มือถือ บัตรเครดิต ไม่ควรเกิน 12,000-15,000 บาทต่อเดือน และนั่นยังรวมค่างวดบ้านที่จะผ่อนด้วยนะครับ


ข้อที่ 3 รักษาเครดิตการเงินให้ดีไว้

เครดิตดีเท่ากับกู้บ้านผ่านง่ายและได้ดอกเบี้ยถูกกว่า ฟังดูเรียบง่ายแต่หลายคนพลาดตรงนี้ครับ

วิธีรักษาเครดิตไม่ซับซ้อนเลย จ่ายบัตรเครดิตตรงเวลาทุกเดือน ไม่เบี้ยวหนี้แม้แค่งวดเดียว และถ้าตอนนี้มีหนี้เยอะอยู่ ให้เคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนยื่นกู้ครับ


ข้อที่ 4 เตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ก่อน

นี่คือข้อที่หลายคนมักข้ามไปเพราะรีบอยากได้บ้านครับ แต่ผมอยากให้มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเสมอ

เพราะชีวิตหลังมีบ้านแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดอีกมาก ทั้งซ่อมแซม เหตุฉุกเฉิน หรือช่วงที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ เงินสำรองตรงนี้แหละที่จะทำให้การผ่อนบ้านไม่สะดุด


ข้อที่ 5 วางแผนปิดหนี้ก่อนกำหนดตั้งแต่วันแรก

บ้านไม่จำเป็นต้องผ่อน 30 ปีเสมอไปครับ ถ้าวางแผนดีตั้งแต่ต้น มีสองเรื่องที่ทำได้เลย

เรื่องแรกคือโปะบ้านทุกเดือนแม้แค่นิดเดียว เพราะเงินที่โปะจะไปตัดเงินต้นโดยตรง ทำให้ดอกเบี้ยงวดถัดไปลดลง และผลลัพธ์สะสมออกมาเป็นหลักแสนบาทในระยะยาว เรื่องที่สองคือรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปี เพื่อย้ายไปธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่าในช่วงโปรโมชัน ซึ่งถ้าทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน จะยิ่งช่วยประหยัดดอกเบี้ยและหมดหนี้เร็วขึ้นได้อีกมากครับ


สำหรับคนที่เช็คลิสต์ครบแล้วและพร้อมยื่นกู้ ตอนนี้ธนาคารออมสินมีโปรแกรมสินเชื่อบ้านหลังแรกที่น่าสนใจครับ

ยื่นกู้ได้ตั้งแต่ เม.ย. 69 - 30 ก.ย. 69 โดยต้องอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายใน 30 ต.ค. 69 ครับ


การซื้อบ้านหลังแรกเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต อยากให้ทุกคนตัดสินใจจากความพร้อมที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความอยากได้ เพราะแผนที่ดีตั้งแต่ต้น จะทำให้ทุกงวดที่ผ่อนไปมีคุณค่ามากกว่าแค่การจ่ายหนี้ครับ


เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวซื้อบ้านหลังแรกนะครับ


หมายเหตุ: สินเชื่อบ้านหลังแรกของธนาคารออมสินเป็นสำหรับลูกค้ารายย่อยของออมสิน เงื่อนไขการอนุมัติเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขและคุณสมบัติโดยละเอียดที่ www.gsb.or.th หรือโทร GSB Contact Center 1115 ก่อนตัดสินใจ กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว


#ซื้อบ้านหลังแรก #สินเชื่อบ้าน #ออมสิน #วางแผนการเงิน

28/05/2026

ถึงช่วงนี้หลายๆอย่างจะแพงขึ้น
แต่ตอนนี้ “ดอกเบี้ยเงินฝาก ”
ของหลายธนาคารเริ่มทยอย
ปรับลดลงแล้วนะ 🥲🥲🥲🥲
ตอนนี้เงินฝาก Esaving หลายๆที่ได้อยู่ 1.2X % (ลดลงมา ~0.1%)
ลองเช็คเงื่อนไข ธ กันดูนะคับ 🥹

28/05/2026

"ถ้าการเงินยังไม่มั่นคง....อย่าเพิ่งรีบวิ่งหาความมั่งคั่ง"
ไม่ผิดหรอกครับที่เราอยากจะรีบลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเยอะๆ
อยากจะมีความมั่งคั่งเร็วๆ อยากจะมีอิสระภาพการเงินเร็วๆ
เมื่อก่อนตอนเรียนจบใหม่ๆผมก็เป็นแบบนี้ครับ มีเงินเท่าไหร่ เอาไปใส่กับสินทรัพย์เสี่ยงหมดเลย แล้วก็คาดหวังว่าเงินต้นก้อนเล็กๆ จะสามารถลงทุนและโตจนกลายเป็นเงินหลักล้านหรือหลักสิบล้านได้
ลองคิดภาพตามนะครับถ้าเงินของเราทั้งหมดไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงหมดเลย แล้วถ้าวันนึง เรามีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน มีเรื่องที่ต้องใช้จ่าย เงินที่อยู่ในพอร์ต ก็ต้องถูกดึงออกมาอย่างแน่นอน และจังหวะแบบนั้นแหละครับ ถ้าพอร์ตกำไรอยู่ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ากำลังติดลบ ตลาดปรับฐานอยู่หละ
กลายเป็นว่าอุตส่าซื้อหุ้นดีไว้แล้วแต่ต้องมาขายผิดจังหวะจากที่จะกำไรกลายเป็นขาดทุนเสียอย่างงั้น
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผมว่ามันคือปัญหาใหญ่ของหลายๆคนเลยครับคือ
เราพยายามวิ่งหา "ความมั่งคั่ง" ทั้งที่ "ความมั่นคง" ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
ในตำราการเงินส่วนบุคคลทั่วโลก เขาจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "Financial Planning Pyramid" หรือพีระมิดวางแผนการเงิน หลักการง่ายมาก คือเริ่มจากฐานล่างก่อนแล้วค่อยขึ้นไปยอด ไม่ใช่กระโดดไปยอดทันที
ฐานล่างสุดคือ เก็บออมเงินสำรองฉุกเฉิน และจัดการเรื่องประกันที่จำเป็น
ชั้นถัดมาคือ จัดการหนี้สินให้อยู่หมัด แล้วเริ่มลงทุนพื้นฐานความเสี่ยงต่ำ
ยอดบนสุดที่หลายคนชอบกระโดดไปก่อนเลย คือการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ความเสี่ยงสูงขึ้น
ทีนี้ปัญหาคือ ทำไมคนเราถึงชอบกระโดดข้ามฐาน
เหตุผลหลักผมว่าเป็นเรื่องของจิตวิทยาครับ เวลาเราเห็นใครได้กำไรจากหุ้น จากคริปโต จากทอง สมองส่วนที่เรียกว่า Amygdala ของเรามันถูกกระตุ้นครับ ทำให้เราเกิดความกลัวที่จะพลาดโอกาส หรือที่เรียกกันว่า FOMO
ความกลัวพลาดโอกาสมันแรงกว่าความกลัวสูญเสียอีกครับในระยะสั้น เพราะการสูญเสียยังไม่เกิด ส่วนการพลาดโอกาสเห็นอยู่ตรงหน้า
พอเป็นแบบนั้น เงินก้อนแรกที่ควรจะเป็นฟูกกันล้มกลับกลายเป็นเงินที่เรามีความคาดหวังกับมันเสียอย่างงั้น
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถ้าจังหวะเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาพอดี เช่น ตกงาน ป่วยหนัก รถพัง คนในบ้านมีปัญหา เราก็ต้องเทขายของที่ลงทุนตอนราคาแย่ๆ ออกมาใช้
จากที่หวังจะสร้างความมั่งคั่ง กลายเป็นขาดทุนสองชั้นไปเลย
ลองดูข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยล่าสุดนะครับ ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 16.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 86.7% ของ GDP
แล้วที่ SCB EIC วิเคราะห์ออกมาในต้นปี 2569 บอกชัดเลยครับว่า แนวโน้มของหนี้ที่เพิ่มขึ้นช่วงหลัง มาจากการกู้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่กู้เพื่อสร้างสินทรัพย์
หมายความว่าคนไทยจำนวนมากกู้เพื่อกินเพื่อใช้ ไม่ใช่กู้เพื่อสร้างอนาคต
นี่คือสัญญาณว่าฐานพีระมิดของหลายคนยังไม่แข็งเลยครับ แล้วเรากำลังพูดเรื่องลงทุนสร้างความมั่งคั่งกัน มันก็เหมือนเอาบ้านที่ฐานไม่แข็งแรงมารีโนเวทเพิ่ม
ผมอยากชวนกลับมาที่ฐานที่หนึ่งก่อนครับ คือ "เงินสำรองฉุกเฉิน"
เราพูดกันมาตลอดนะครับว่าเงินสำรองฉุกเฉินควรอยู่ที่ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
ถ้ารายจ่ายต่อเดือนของเรา 25,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองประมาณ 75,000 ถึง 150,000 บาท
ถ้าเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการที่รายได้ไม่แน่นอน ผมว่า 12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนยังไม่เกินเลยครับ เพราะถ้ารายได้สะดุดสัก 6 เดือน เรายังต้องมีเวลาตั้งหลักใหม่
เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินสำหรับ "งอกเงย" นะครับ แต่เป็นเงินสำหรับ "ป้องกัน" เพราะฉะนั้นห้ามเอาไปลงในที่ที่สภาพคล่องต่ำ หรือมีโอกาสขาดทุนเด็ดขาด ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนตลาดเงิน หรือ Money Market Fund ก็เพียงพอแล้วครับ
หน้าที่ของเงินก้อนนี้คือทำให้เราหลับตาลงได้ในคืนที่บริษัทประกาศปลดพนักงาน หรือคืนที่หมอบอกว่าต้องนอนโรงพยาบาล
ฐานที่สองคือ "ประกัน"
หลายคนได้ยินคำว่าประกันแล้วอยากหนีเลยใช่ไหมครับ ผมเข้าใจ เพราะภาพประกันในสังคมไทยมันโดนทำลายไปเยอะจากการขายตรงแบบที่ไม่ค่อยใส่ใจลูกค้า หรือเคยไปเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีกับตัวแทนมา
แต่อยากให้เข้าใจนะครับว่า ประกันเป็นเครื่องมือทางการเงิน"
ประกันที่ "จำเป็น" จริงๆ ในขั้นพื้นฐาน มีไม่กี่อย่างครับ ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมโรคร้ายแรง ประกันชีวิตสำหรับคนมีภาระคนข้างหลัง และประกันอุบัติเหตุที่ค่าเบี้ยไม่แพง
หน้าที่ของประกันคือ "โอนความเสี่ยงที่เราจ่ายเองไม่ไหว" ออกไปให้คนอื่นรับแทนเรา
ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องซื้อประกันทุกประเภทนะครับ แต่ผมอยากให้เราคิดถึงคำถามนี้ — ถ้าเจ็บป่วยหนักคืนนี้ มีเงินจ่ายค่ารักษาที่เป็นล้านได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้ นั่นแหละครับคือช่องโหว่ที่ประกันเข้ามาช่วยปิด.
พอฐานล่างมั่นคงแล้ว ค่อยขึ้นมาที่การลงทุนต่อยอดสร้างความมั่งคั่ง
ตรงนี้ผมต้องบอกตรงๆ ครับว่า “การลงทุนระยะยาว” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง อันนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
แต่มันมีกับดักหนึ่งที่คนพลาดบ่อยที่สุด คือเราไม่ได้แพ้ตลาด เราแพ้ตัวเอง
DALBAR ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนในสหรัฐฯ ทำรายงาน QAIB ทุกปี เพื่อดูว่านักลงทุนเฉลี่ยทำผลตอบแทนได้แตกต่างจากตลาดมากแค่ไหน
ผลล่าสุดของรายงาน QAIB ปี 2025 ที่ดูพฤติกรรมของนักลงทุนปี 2024 พบว่า ดัชนี S&P 500 ในปี 2024 ทำผลตอบแทนได้ 25.02% แต่นักลงทุนเฉลี่ยในกองทุนหุ้นทำได้แค่ 16.54%
ส่วนต่างประมาณ 8.48% นี่ถือเป็นช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในรอบ 10 ปี
ถ้ามองในระยะ 20 ปี ที่ Lorica Partners ประมวลจากข้อมูล DALBAR ก็พบว่า นักลงทุนหุ้นเฉลี่ยทำผลตอบแทนได้ปีละ 9.24% ขณะที่ S&P 500 ทำได้ 10.35% ฟังดูต่างกันแค่ปีละ 1.11% ใช่ไหมครับ แต่ทบต้น 20 ปี ความต่างมันมหาศาลมาก
คำถามคือทำไม คำตอบคือ "พฤติกรรม" ครับ
คนซื้อตอนตลาดขึ้นแรง พอราคาตกก็ทนไม่ไหวขายออก พอตลาดเริ่มกลับมาก็ยังไม่กล้ากลับเข้าไป รอจน "มั่นใจ" ก็เข้าไปตอนเกือบยอดอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่เรื่องโง่นะครับ มันคือจิตวิทยามนุษย์ปกติสมองของเราถูกออกแบบมาให้กลัวการสูญเสียมากกว่าการได้กำไร เวลาเห็นพอร์ตเป็นสีแดง สมองจะสั่งให้ "หนี" อัตโนมัติ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Warren Buffett ถึงบอกไว้ตามที่ใครๆ ก็เคยได้ยินครับว่า "Rule No. 1: Never lose money. Rule No. 2: Never forget Rule No. 1." กฎข้อแรกของการลงทุนคืออย่าขาดทุน และกฎข้อสองคืออย่าลืมกฎข้อแรก
เขาไม่ได้หมายความว่าห้ามขาดทุนเด็ดขาดทุกครั้ง แต่หมายถึงให้รักษา "ต้นทุน" ของเราไว้ก่อน อย่าเอาเงินก้อนสำคัญไปเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่เข้าใจ และอย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์จนเงินที่อุตส่าห์เก็บมาหายไปในวันเดียว
สุดท้ายถ้าเราอยากจะมีชีวิตการเงินที่ดีจริงๆผมคิดว่าสิ่งที่ต้องมีคือ "ระบบ" ครับ ระบบที่ดีไม่ใช่ระบบที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือระบบที่เราอยู่กับมันได้จริงในชีวิตจริง
ระบบของผมที่ใช้และแนะนำคนรอบตัวมาตลอด มันง่ายมากเลยครับ
1.ทุกครั้งที่เงินเดือนเข้า แบ่งเข้าบัญชีเงินสำรองก่อนเลยตามเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้ จนกว่าจะได้ 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
2.ระหว่างนั้นเช็กให้แน่ว่ามีประกันสุขภาพอย่างน้อยที่ครอบคลุมโรคร้ายแรง ถ้ามีคนอยู่ข้างหลังที่พึ่งเราอยู่ ก็คิดเรื่องประกันชีวิตด้วย
3. พอฐานสองชั้นแรกแน่นแล้ว ค่อยแบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งไปลงทุนระยะยาวอัตโนมัติ ใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่มีวินัย เช่น DCA ในกองทุนดัชนีหรือกองทุนรวมที่กระจายความเสี่ยงดี ไม่ต้องคาดเดาตลาด ไม่ต้องดูข่าวทุกวัน
4.สี่ ทบทวนปีละครั้ง ไม่ใช่ทบทวนทุกสัปดาห์ เพราะการดูพอร์ตบ่อยเกินไปจะกระตุ้นให้เราตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
แค่นี้เองครับ ไม่หวือหวา ไม่ตื่นเต้น แต่มันใช้ได้กับชีวิตจริง
ที่ผมอยากย้ำในตอนท้ายคือ ปัญหาทางการเงินของคนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเราไม่รู้ ครับ ในยุคนี้ความรู้การเงินมีฟรีในยูทูบเยอะแยะไปหมดแล้ว แต่ปัญหาเกิดจากเรา "ไม่ได้วางลำดับ" ให้ชัดต่างหาก
เก็บออม ป้องกัน ลงทุน สามขั้นนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่คนที่ทำตามลำดับนี้จริงๆ น้อยมาก
ผมเข้าใจว่าโลกรอบตัวมันชวนให้เรารีบ ใครๆ ก็โพสต์กำไรกัน ใครๆ ก็พูดถึงเหรียญใหม่ เทรนด์ใหม่ สินทรัพย์ใหม่ๆ แต่ขอให้ทุกคนมีสติกลับมาที่ตัวเองครับ
ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนจริงๆ มันไม่ได้เกิดจากการวิ่งให้ทันคนอื่น มันเกิดจากการสร้างฐานของตัวเองให้แน่นพอที่จะไม่ล้มเวลาลมแรงๆ พัดมา
คนที่จะรวยในระยะยาวจริงๆ ไม่ใช่คนที่รีบและเสี่ยงที่สุด แต่คือคนที่ "อยู่ในเกม" ได้นานที่สุด และจะอยู่ในเกมได้นาน เราต้องไม่ตายก่อนครับ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ ค่อยๆ ทำ ไม่ต้องรีบ การเงินที่ดีไม่ได้สร้างใน 3 เดือน แต่สร้างใน 3 ปี 5 ปี 10 ปี และคนที่อดทนพอเท่านั้นที่จะได้เห็นผลของมันจริงๆ
พอฐานการเงินเราแน่นแล้วจะต่อยอดไปไกลแค่ไหน ก็ง่ายนิดเดียวครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

WIN.ITTISAK

#การเงิน #ความมั่งคั่ง #วางแผนการเงิน

บ้านกับรถ ทำไมผ่อนไม่เหมือนกัน?หลายคนอาจรู้สึกว่า ผ่อนบ้านกับผ่อนรถก็คือ “การเป็นหนี้เหมือนกัน”แต่จริง ๆ แล้ว 2 อย่างนี้...
27/05/2026

บ้านกับรถ ทำไมผ่อนไม่เหมือนกัน?
หลายคนอาจรู้สึกว่า ผ่อนบ้านกับผ่อนรถก็คือ “การเป็นหนี้เหมือนกัน”
แต่จริง ๆ แล้ว 2 อย่างนี้มีรูปแบบการผ่อนที่ไม่เหมือนกันเลยครับ
ทั้งเรื่องดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และมูลค่าสินทรัพย์ในอนาคต

สินเชื่อบ้าน จะใช้ดอกเบี้ยแบบ Effective Rate (ลดต้นลดดอก)
พูดง่าย ๆ คือ ดอกเบี้ยคิดจาก “เงินต้นคงเหลือ”


ยิ่งเราผ่อนเงินต้นลดลง
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคตก็มีโอกาสลดลงตาม


เพราะฉะนั้นการโปะบ้านเพิ่มทีละนิด
หรือการรีไฟแนนซ์ / ขอลดดอกเบี้ยทุก ๆ 3 ปี
จึงอาจช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้ค่อนข้างมากในระยะยาว


แต่ รถ มักมีโครงสร้างดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นสัญญามากกว่า
และระยะเวลาผ่อนก็สั้นกว่าบ้าน ส่วนใหญ่ประมาณ 5–7 ปี


ที่สำคัญคือ รถเป็นสินทรัพย์ที่โดยธรรมชาติแล้ว “มูลค่าลดลง” ตามเวลา
พอใช้งานไปเรื่อย ๆ ราคาขายต่อมักลดลงตามอายุ เลขไมล์ และสภาพรถ


ต่างจากบ้านที่แม้ไม่ได้ขึ้นราคาทุกหลัง
แต่ถ้าอยู่ในทำเลที่ดี และถือระยะยาว
ก็ยังมีโอกาสรักษามูลค่า หรือเพิ่มมูลค่าได้มากกว่ารถ


ตรงนี้เลยทำให้วิธีคิดไม่เหมือนกันครับ


ถ้าเป็นบ้าน…
เราอาจโฟกัสที่การลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และทบทวนสินเชื่อเป็นระยะ


แต่ถ้าเป็นรถ…
สิ่งสำคัญมักเริ่มตั้งแต่ “ก่อนซื้อ”


ต้องดูว่า
ค่างวดเหมาะกับรายได้ไหม
เงินดาวน์พอหรือเปล่า
ผ่อนนานเกินไปไหม
และเมื่อรวมค่าน้ำมัน ประกัน ซ่อมบำรุง ภาษี แล้ว
เรายังรับภาระได้สบายจริงหรือไม่


เพราะค่างวดต่ำ ไม่ได้แปลว่าคุ้มเสมอไป
บางครั้งค่างวดที่ดูเบา อาจแลกมาด้วยระยะเวลาผ่อนที่นานขึ้น
และต้นทุนรวมที่สูงกว่าที่คิด


สรุปง่าย ๆ คือ…


บ้านเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องบริหารให้ดี
เพราะถ้าวางแผนถูก อาจช่วยลดดอกเบี้ยได้เยอะ


รถเป็นหนี้ที่ต้องระวังตั้งแต่ก่อนซื้อ
เพราะมูลค่าสินทรัพย์มีแนวโน้มลดลง และมีค่าใช้จ่ายแฝงตามมาอีกหลายอย่าง


สุดท้ายการมีหนี้ไม่ได้ผิดครับ
แต่เร

องเข้าใจว่า “หนี้แต่ละประเภท” ไม่เหมือนกัน


ยิ่งเราเข้าใจธรรมชาติของบ้านกับรถมากขึ้น
เราก็จะวางแผนผ่อนได้ถูกจุด
และไม่ปล่อยให้ภาระผ่อน กลายเป็นภาระชีวิตในระยะยาวครับ


ข้อมูลนี้เป็นแนวทางเพื่อการวางแผนการเงินเบื้องต้น เงื่อนไขสินเชื่อ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินและคุณสมบัติของผู้กู้ ควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง


WIN.ITTISAK

#การเงิน #ผ่อนบ้าน #ผ่อนรถ
:::

26/05/2026

ตกงานแต่ภาระหนี้เยอะมาก จะเริ่มจัดการยังไงดี

#แก้หนี้ #หนี้ #หนี้บัตรเครดิต

26/05/2026

"ถ้ายังไม่มีเงินออม....อย่าเพิ่งรีบลงทุน" .
จะเอาเงินไปฝากไว้ในธนาคารเพื่อให้ได้ดอก 1-2% ไปทำไม แค่เราเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นอเมริกา ซื้อ ETF ซื้อ S&P500 แค่นี้เราก็ได้ผลตอบแทน 7-8% ต่อปีสบายๆแล้ว ใครจะไปโง่เอาเงินไปฝากธนาคาร
วันนี้สื่อการเงินรวมถึงสถาบันการเงินแทบจะทั้งหมดให้ความสำคัญกับเรื่องการลงทุนมากๆครับ ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วย 100% ครับว่าการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็น เป็นสิ่งสำคัญมากๆ
แต่ปัญหาคือสำหรับหลายๆคนที่กำลังเพิ่งจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน กลับมองข้ามสิ่งที่ผมคิดว่ายังสำคัญมากๆนั่นคือการออมครับ
ฟังดูขัดใจนิดนึงใช่ไหมครับ ในยุคที่ทุกคนบอกให้รีบลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผมอยากชวนให้คิดแบบนี้ก่อน
การลงทุนที่ดี ต้องตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคงครับ และฐานนั้นไม่ใช่ความกล้า ไม่ใช่โชค ไม่ใช่แอปเทรดที่ดี แต่คือ "เงินออม"
ลองนึกภาพว่าตอกเสาเข็มบ้านครับ ถ้าเราเร่งสร้างตัวบ้านโดยไม่ได้ตอกเสาเข็มให้ลึกพอ บ้านอาจดูเสร็จเร็ว ดูสวยงาม แต่พอดินทรุด พอเจอฝนหนัก หรือพอเจอแรงสั่นสะเทือน โครงสร้างทั้งหมดก็สั่นคลอนได้ง่าย การลงทุนโดยไม่มีเงินออมรองรับก็ไม่ต่างกันครับ
เหตุผลที่เงินออมสำคัญกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในบัญชีครับ แต่มันเกี่ยวกับพฤติกรรมการตัดสินใจของเราโดยตรง
สมมติว่าเราเอาเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุน แล้ววันหนึ่งรถเสีย พ่อแม่ป่วย หรือรายได้หยุดชะงักกะทันหัน เราต้องการเงินสด แต่ตอนนั้นตลาดกำลังลงอยู่พอดี ทางเลือกที่เหลือคือขายขาดทุน ทั้ง ๆ ที่ถ้ามีเงินสำรองเราไม่ต้องทำแบบนั้นเลย
นี่คือสิ่งที่นักลงทุนจำนวนมากเจอครับ และมันไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นผิด แต่เกิดจากการไม่มีเงินออมรองรับ ทำให้ต้องตัดสินใจจากความจำเป็น ไม่ใช่จากกลยุทธ์
รายงาน Quantitative Analysis of Investor Behavior (QAIB) ของ DALBAR ปี 2025 พบว่า ในปี 2024 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังบูมและ S&P 500 ขึ้นไปถึง 25% นักลงทุนโดยเฉลี่ยกลับได้ผลตอบแทนเพียง 16.5% หรือต่ำกว่าตลาดอยู่เกือบ 8.5% เพราะพวกเขาขายออกในช่วงที่กังวล แล้วกลับเข้ามาช้าเกินไป
พูดง่าย ๆ คือแม้แต่ในปีที่ตลาดดี คนที่ตัดสินใจจากอารมณ์และความกังวลเรื่องเงิน ยังทำผลตอบแทนได้แย่กว่าคนที่ถือนิ่ง ๆ ครับ และคนที่ตัดสินใจจากอารมณ์ ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่มีเงินสำรองรองรับนั่นเอง
งานวิจัยของ Vanguard ที่ทำกับนักลงทุนกว่า 12,000 คน พบว่าการมีเงินออมสำรองเพียง $2,000 หรือราว 70,000 บาท เพิ่มคะแนน Financial Well-Being ได้ถึง 21% และคนที่มีเงินสำรอง 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายยังใช้เวลาคิดเรื่องการเงินเพียง 3.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่คนที่ไม่มีเงินสำรองเลยใช้เวลาถึง 7.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
นั่นแปลว่าคนที่มีเงินออมไม่ใช่แค่ "ปลอดภัยกว่า" ครับ
แต่เขายัง "ตัดสินใจได้ดีกว่า" เพราะสมองไม่ได้อยู่ในโหมดกังวลตลอดเวลา
แล้วเริ่มออมยังไงถ้ารู้สึกว่าเงินไม่พอ?
ผมไม่ได้บอกว่าต้องออมให้ได้ 6 เดือนก่อนถึงจะลงทุนได้นะครับ เป้าหมายแรกอาจเริ่มจากแค่ 1 เดือนของค่าใช้จ่ายก็ได้ ถ้าค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท ก็ตั้งเป้าแค่ 15,000 บาทในบัญชีออมแยกต่างหากก่อน แค่นั้นพอครับสำหรับจุดเริ่มต้น
วิธีที่ทำได้จริงคือ โอนออมทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนที่จะเห็นว่าเงินมีเท่าไหร่ แม้จะแค่เดือนละ 500 หรือ 1,000 บาท เพราะการทำสม่ำเสมอสำคัญกว่าจำนวนเงินมากครับ
ผมรู้ดีว่าการออมมันไม่ตื่นเต้น ไม่มีใครมาโพสต์รูปแคปหน้าจอว่า "วันนี้โอนเงินเข้าบัญชีออม 500 บาท" เหมือนกับแคปกำไรหุ้น แต่ความจริงคือในระยะยาว คนที่สร้างฐานออมก่อนแล้วค่อยลงทุน มักจบลงที่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะเขาไม่ต้องตัดสินใจจากความกลัว ไม่ต้องขายเมื่อตลาดตก เพราะเขามีเบาะรองรับอยู่แล้ว
การลงทุนที่ดีที่สุดในช่วงแรก บางทีไม่ใช่การหาหุ้นตัวที่ใช่ครับ แต่คือการสร้างเงินออมให้ได้ก่อน เพราะเมื่อฐานมั่นคง ทุกการตัดสินใจหลังจากนั้นมันเบาขึ้นมากเลยคับ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
WIN.ITTISAK
#การออมเงิน #การลงทุน #วางแผนการเงิน

25/05/2026

เราควรซื้อบ้านหลังแรกตอนอายุเท่าไหร่?

อิสระในชีวิตเริ่มต้นที่บ้านของคุณ
กับสินเชื่อเคหะบ้านหลังแรกจากธนาคารออมสิน

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

#สินเชื่อบ้านหลังแรก #ธนาคารเพื่อสังคมเพื่อทุกชีวิต

เงินโปะบ้านแค่ไม่กี่ร้อยบาท จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้หลักแสน?? . ฟังดูเวอร์ใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะมาลองคำนวณให้ดูกันครับก่อ...
25/05/2026

เงินโปะบ้านแค่ไม่กี่ร้อยบาท จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้หลักแสน?? .
ฟังดูเวอร์ใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะมาลองคำนวณให้ดูกันครับ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ดอกเบี้ยบ้านคำนวณจากยอดหนี้คงเหลือ นั่นแปลว่าทุกครั้งที่เงินต้นลดลงเร็วขึ้น ดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็ลดตาม
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการโปะแค่นิดเดียว แต่ทำสม่ำเสมอถึงสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้มากขนาดนี้ครับ
เราลองคำนวณจากตัวอย่างจริง กู้บ้าน 5 ล้าน | ดอกเบี้ย 7% | ผ่อน 30 ปี | ค่างวดปกติประมาณ 33,265 บาท/เดือน
Case 1 — ผ่อนปกติ ไม่โปะเลย
ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา ~6,975,000 บาท
กู้บ้าน 5 ล้าน แต่จ่ายไปรวมกันเกือบ 12 ล้านบาท
Case 2 — โปะเพิ่มเดือนละ 500 บาท
ประหยัดดอกเบี้ยได้ ~402,000 บาท
ปิดหนี้เร็วขึ้น ~17 เดือน
เงินหลักร้อยแต่ประหยัดได้เกือบ 4 แสนบาทครับ
Case 3 — โปะเพิ่มเดือนละ 1,000 บาท
ประหยัดดอกเบี้ยได้ ~752,000 บาท
ปิดหนี้เร็วขึ้น ~32 เดือน ≈ เกือบ 3 ปี
ดังนั้นการโปะบ้านไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่เสมอไปนะครับ ขอแค่เรามีความสม่ำเสมอ มีความต่อเนื่อง และทำไปเรื่อย ๆ เวลาจะทำงานให้เราเองครับ
แต่ก่อนโปะ อย่าลืมเช็ค 3 อย่างนี้ก่อนนะครับ .
มีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วหรือยัง?
มีหนี้อื่นที่ดอกเบี้ยสูงกว่าบ้านอยู่ไหม?
เงินที่โปะไปแล้วจะไม่กระทบชีวิตประจำวันใช่ไหม?
ถ้าคำตอบคือ ใช่ทั้ง 3 ข้อ… แบบนี้เริ่มโปะได้เลยครับ :))

และนอกเหนือจากเรื่องการโปะ อีก 1 วิธีที่จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้นั่นก็คือการเลือกสินเชื่อบ้านที่ดดอกเบี้ยต่ำตั้งแต่แรก ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยเซฟเงินเราไปได้เยอะเลยครับ

ซึ่งตอนนี้ ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อบ้านหลังแรกที่ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% ต่อปี (4 เดือนแรก) หรือผ่อนต่ำเริ่มต้นปีแรก ล้านละ 2,500 บาท/เดือน ถ้าใครสนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th หรือโทร GSB Contact Center 1115 ได้เลยครับ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่ผ่อนบ้านอยู่ตอนนี้..อยู่ทีมไหนกันบ้างครับ
โปะทุกเดือน กดหัวใจ ❤️ จ่ายปกติ กดว้าว 😮 หรือคอมเมนต์มาได้เลยครับ
หมายเหตุ:
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารออมสินกำหนด | ตัวเลขเป็นตัวอย่างโดยสมมติดอกเบี้ยคงที่ 7% ตลอดสัญญา ในชีวิตจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขสินเชื่อ

#โปะบ้าน #ผ่อนบ้าน #การเงิน #ธนาคารออมสิน

ที่อยู่

Ban Khlong Soi Bung Yai Wan
12150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Guru Livingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Guru Living:

แชร์