03/08/2026
เอาจริงๆนะ คำว่า #ประกัน มันมีหลายมิติ หลายมุมมองนะว่าจะซื้อไปเพื่ออะไร?
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเป็นมรดกแก่คนที่รัก
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้กับธุรกิจของตน
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเป็นสวัสดิการในการรักษาเหมาจ่ายในยามเจ็บป่วย
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายแรงในอนาคต
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเอาชนะเงินเฟื้อในอนาคต
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อการลงทุนในหุ้น
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเอาเงินต่อเงินโดยไม่เสี่ยงและได้ผลกำไรชัวร์ๆ
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อเป็นเงินบำนาญ
ลูกค้าบางท่าน #ซื้อประกัน เพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี
สิ่งที่ต้องถามคือถ้าคุณจะซื้อประกันซั้ก1ตัว คุณมีความกังวลด้านไหนในอนาคต?
หากคุณยังไม่มั่นใจสามารถปรึกษาผมได้นะครับ✌️😊
#ดูแลและซัพพอร์ทตลอดไป
#บริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนประกันชีวิตและสุขภาพ
#บริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางภาษี
#บริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงิน
#มีแล้วไม่ได้ใช้ดีกว่าจะใช้เเล้วไม่มีนะครับ
[ "คนรวย" ไม่ทำประกันได้ไหม?
เปิด “ความเสี่ยง” ที่ต้องรับไว้เอง
หากมีเงิน แต่ไม่ทำประกัน ]
เรามักจะได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า "คนรวยไม่ทำประกัน" เพราะพวกเขามีเงินมากพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงได้เอง แล้วในมุมมองทางการเงินจริงๆ แล้ว ทำประกันเป็นสิ่งที่ไม่ทำได้ไหม?
คำตอบคือ "ไม่ทำได้" แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการ "รับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด" หรือ Risk retention ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเตรียมเงินสำรองไว้จำนวนมากให้เพียงพอ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
แต่ๆ ต้องบอกว่าการทำประกันก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเลยทีเดียว เพราะความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงของบริษัทประกันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจทำประกันอยู่เสมอ
ดังนั้น วันนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าตัดสินใจไม่ทำประกันเลย จะต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรไว้เองบ้าง…
1. ไม่ทำ “ประกันชีวิต”
ในกรณีของคนเป็นเสาหลักของครอบครัว หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน #ทรัพย์สิน ที่สะสมมาทั้งหมดอาจต้องถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อดูแลคนข้างหลังจนหมด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หากมี #หนี้สิน อยู่ แทนที่ทรัพย์สินที่สะสมมาจะได้ส่งต่อไปที่ทายาท กลับต้องเอามาใช้หนี้แทน อาจกลายเป็นการสูญเสียโอกาสในการส่งต่อมรดก
2. ไม่ทำ “ประกันสุขภาพ”
ก่อนอื่น ต้องบอกว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้ยากและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่คนที่มีฐานะทางการเงินดีก็อาจต้องนำเงินเก็บทั้งหมดมาใช้เพื่อการรักษาเพียงครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งสิ่งที่ต้องรับไว้เอง ก็แน่นอนว่า อาจทำให้ #ขาดสภาพคล่อง หากมีเงินสำรองไว้ไม่มากพอ จนต้องขายทรัพย์สินเพื่อนำมาเป็นค่ารักษาก็เกิดขึ้นได้ รวมทั้ง #คุณภาพชีวิตหลังป่วย ก็น่าห่วง หากเงินหมดไปกับการรักษา อาจไม่มีเงินเหลือพอที่จะฟื้นฟูร่างกาย หรือใช้ชีวิตหลังการเจ็บป่วยได้อย่างปกติสุข
3. ไม่ทำ “ประกันโรคร้ายแรง”
โรคร้ายแรงไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ค่าเดินทาง ค่าจ้างผู้ดูแล หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการหยุดพักจากงานเพื่อเข้ารับการรักษา
ความเสี่ยงที่ต้องรับไว้เอง ก็อย่างเช่น #ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น ซึ่งนอกจากค่ารักษาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย #รายได้ที่ขาดหายไป เกิดการหยุดงานเพื่อรักษาตัวทำให้ขาดรายได้ เป็นต้น
4. ไม่ทำประกันวินาศภัยอื่นๆ (ประกันรถยนต์, ประกันบ้าน)
นอกจากความเสี่ยงที่เกิดกับชีวิตเราโดยตรงแล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่องของทรัพย์สิน และความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอก(คู่กรณี)ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความเสียหายค่อนข้างสูงมาก
หากไม่ทำประกันไว้ ความเสี่ยงที่ต้องรับไว้เอง เช่น #ความเสียหายของทรัพย์สิน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์หรือบ้านที่เสียหายเองทั้งหมด #หนี้สินที่ตามมา หากรถยนต์หรือบ้านเป็นทรัพย์สินที่ยังผ่อนชำระอยู่ อาจต้องผ่อนต่อไปทั้งๆ ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว #การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หากเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นเองทั้งหมด
ขอย้ำอีกครั้งว่า การ #ไม่ทำประกันไม่ใช่เรื่องผิด แต่คือการตัดสินใจที่จะ "รับความเสี่ยงไว้เอง" ซึ่งหมายถึงการต้องมีเงินทุนสำรอง มีแผนสำรองที่เตรียมไว้แล้วอย่างดี
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือไม่รวย การทำความเข้าใจและวางแผนจัดการกับความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ การทำประกันจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน
สุดท้าย การทำประกันไม่ได้หมายถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เงินเก็บที่สะสมมาต้องสูญเสียไปกับเหตุการณ์เหล่านั้นต่างหากครับ
#ประกัน #ประกันชีวิต #ประกันสุขภาพ #ประกันโรคร้ายแรง