หุ้นจงปัง

หุ้นจงปัง today is difficult. tomorrow is much more difficult. the day after tomorrow is beautiful. most people die tomorrow evening .

🎊ช่วงสิ้นปีนี้ ใครที่ไม่ได้ไปไหน อยากหาคอร์สสอนเทรดสร้างกำไร สร้าง EA trade ต้องคอร์สนี้เลยครับ 🤖 "AI Trading Bootcamp M...
19/12/2025

🎊ช่วงสิ้นปีนี้ ใครที่ไม่ได้ไปไหน อยากหาคอร์สสอนเทรดสร้างกำไร สร้าง EA trade
ต้องคอร์สนี้เลยครับ 🤖 "AI Trading Bootcamp MQL5 Edition " ซึ่งเป็นคอร์สสุดท้ายของปี 2025 นี้แล้ว

🌱เมื่อเรียนเสร็จ ซึ่งที่ทุกคนในคอร์สนี้จะได้คือ สามารถสร้างระบบเทรดได้เอง โดยที่เราไม่ต้องมาเฝ้าหน้าจอ
พร้อมแจก EA ให้ลองไปใช้งานฟรีๆ และมีของแถมอีกเพียบ

-----
🎯เนื้อหาภายในคอร์ส มีทั้งหมด 4 ครั้ง
(4 ชั่วโมง 28 นาที )

✅1.พื้นฐานระบบเทรด 59:09 นาที
ปูพื้นฐานการเทรด อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างระบบเทรด องค์ประกอบที่สำคัญ
ให้เข้าใจระบบเทรดด้วยหลักสถิติที่วัดค่าได้ โดยจะเน้นการบรรยายเป็นหลัก พร้อมกับมีการโชว์ผลงานในอดีตที่เคยทำ ทั้งกำไร และไม่กำไร

✅2.พื้นฐานการใช้โปรแกรม 54:37 นาที
สอนใช้งานโปรแกรมเทรด + เครื่องมือใน meta trader & meta editor
ภาพรวมการใช้งาน วิธีการติดตั้ง EA พร้อมแหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติม

✅3.สร้างระบบเทรดด้วย AI 1:18:01 นาที
ทดลองสร้างระบบเทรดด้วย AI และสอนกระบวนการทำงานของโค้ด OPERATION DATA TYPE
พร้อมอธิบายลอจิกการทำงาน เพื่อนำไปต่อยอด และเอาไว้แก้ปัญหา เวลาติดบัคหรือรันไม่ผ่านจะได้พอแก้ได้
และพิเศษสุดๆ จะมีการแจก EA สอบกองทุน FOREX ให้ไปลองใช้ด้วย เฉพาะนักเรียนที่ลงเรียนคอร์สนี้เท่านั้น

✅4.Back test & Optimization 1:16:39 นาที
สุดท้ายจะนำระบบเทรดที่ได้จากครั้งที่ 3 มาปรับปรุงเพิ่มเติม ให้มีประสิทธิภาพมาขึ้น
ผ่านการทำ back test & optimization พร้อมเคล็ดลับที่ผมใช้ในการสอบผ่านกองทุน forex มาได้

-----
💫เหมาะกับใคร
1.เหมาะกับนักลงทุนที่พอมีความรู้การลงทุนบ้างแล้ว และอยากนำระบบที่มีมาแปลงเป็นระบบเทรด สร้างเป็น EA
2.มือใหม่อยากเข้าใจเรื่องการสร้างระบบเทรด แนวคิด การต่อยอด และการนำไปใช้จริง
3.คนที่อยากมี EA ที่ทำกำไรได้ เป็นของตัวเอง ซึ่งผมจะมีแจกเฉพาะคอร์สนี้ด้วย

-----
💸ราคาคอร์ส
พิเศษจากราคาปกติ 1,990 บาท ❌ เหลือเพียง 1,000 บาทเท่านั้น ✅

-----
🎁สิทธิพิเศษอื่นๆ เมื่อสมัครเรียน
1.เข้ากลุ่มอัพเดทข่าวตลอดชีพ
2.เข้าห้องซิกแนลตลอดชีพ เช่น หุ้นไทย TFEX CME ทองคำ
3.แจกฟรี EA ช่วยเทรด เช่น Grid trade , EA สอบกองทุน
4.สิทธิเข้าเรียนไลฟ์ย้อนหลัง
5.อินดิเคเตอร์ช่วยเทรด ที่ผมสร้างเองบน trading view
6.ส่วนลดค่าสมัครคอร์สเรียนอื่นๆ ในอนาคต

-----
https://forms.gle/6gc73HHaRvvXuiJR9
ลิ้งลงทะเบียนครับ🙏🏻❤️

-----
🔆สมัครครั้งเดียว เรียนได้ตลอดชีพ เรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
(⚠ปล.1 ขอสงวนสิทธิ์ไม่ลงคลิปใหม่ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น โดนเฟซบุ๊คลบกลุ่ม ลบคลิปการสอน)
(⚠ปล.2 สมัครเรียนแล้วไม่คืนเงินทุกกรณี)

🚀  “สรุปภาพรวมธุรกิจดาวเทียม ส่งท้ายปี 2025” ทุกวันนี้เวลานึกถึงอวกาศ หลายคนมักนึกถึงหุ้นจรวด ดาวเทียม แต่น้อยคนนักจะรู้...
11/12/2025

🚀 “สรุปภาพรวมธุรกิจดาวเทียม ส่งท้ายปี 2025”

ทุกวันนี้เวลานึกถึงอวกาศ หลายคนมักนึกถึงหุ้นจรวด ดาวเทียม แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าจริงๆแล้วธุรกิจมันทำเงินยังไงกันแน่ ที่เราควรจะรู้ไว้ เพราะว่าธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้วนะ เพราะอินเทอร์เน็ต, โลจิสติกส์, กองทัพ, ภัยธรรมชาติ ยัน AI data ทั้งหมดกำลังย้ายไปพึ่ง ดาวเทียม แบบเต็มรูปแบบ
วันนี้เลยขอสรุป “โครงสร้างธุรกิจดาวเทียม” แบบโคตรเข้าใจง่ายดังนี้👇
🧨 I. ต้นน้ำ (Upstream) – สร้างดาวเทียม + ส่งของขึ้นฟ้า
คือฝั่งที่เผาเงินหนักสุด แต่เทคโตแรงสุด
🔹 1) Launch Providers – ผู้ยิงจรวด
หน้าที่คือส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจรให้ลูกค้า แล้วเก็บเงินเป็นรายโปรเจกต์
ตัวอย่าง: SpaceX, Rocket Lab (RKLB), ULA
คิดซะว่าเป็น “บริษัทขนส่ง” แต่รับส่งของขึ้นอวกาศแทน
🔹 2) Satellite Manufacturers – ผู้ผลิตดาวเทียม
ออกแบบ/ประกอบดาวเทียมทั้งดวง รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญแบบ
Solar array, Reaction wheel, Star tracker
🛰️ II. กลางน้ำ (Midstream) – เจ้าของเครือข่ายดาวเทียม บริหารโครงข่าย มีดาวเทียมของตัวเอง
ตรงนี้รายได้เริ่มนิ่งขึ้น เพราะเป็นธุรกิจแบบ subscription
🔹 Satellite Operators – ผู้ถือครองและควบคุมดาวเทียม
มีดาวเทียมเป็นของตัวเอง, คุมวงโคจร, บริหาร network
รายได้ recurring ล้วน
ตัวอย่าง: Iridium (IRDM), Globalstar (GSAT), Viasat (VSAT)
ในโลกอินเทอร์เน็ตภาคพื้นดิน ถ้า AIS/True คือผู้ให้บริการเสา
ในโลกอวกาศ เขาคือเจ้าของ “เสาบนฟ้า”
🔹 Ground Segment – สถานีภาคพื้น
พวกเสารับสัญญาณ, ศูนย์ควบคุม, Data routing
🌐 III. ปลายน้ำ (Downstream) – บริการที่คนใช้จริง
อันนี้แหละที่สร้างเงินสดหนักสุด เพราะได้ตลาด mass และแน่นอนการแข่งขันย่อมสูง
🔹 1) อินเทอร์เน็ตดาวเทียม
ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลกก็ใช้เน็ตได้
Starlink, Viasat, HughesNet, Globalstar
🔹 2) ภาพถ่ายโลก / Earth Observation
ขายข้อมูลภาพ, radar, thermal
Planet Labs (PL), BlackSky (BKSY)
🔹 3) GPS / นำทาง
GPS, Galileo, BeiDou ทำแผนที่
🔹 4) IoT ผ่านดาวเทียม
สำหรับรถบรรทุก, เรือ, เครื่องจักร และโลจิสติกอื่นๆ
🧐ภาพรวมธุรกิจ
เท่าที่ศึกษามาเจ้าของดาวเทียมหลายๆเจ้าจะทำการจ้างบริษัทปล่อยจรวด เพื่อนำดาวเทียมของบริษัทตนเองไปปล่อยในชั้นวงโคจรต่าง มีทั้งหมด 3 ระดับคือ
🚀 1) LEO — Low Earth Orbit (300–1,200 km)
ใกล้โลกสุด → วิ่งเร็ว → ดีเลย์ต่ำ → ต้องใช้หลายดวง
ข้อดี:
-ดีเลย์ต่ำมาก (20–40 ms) แบบเล่นเกมได้
-ความคมชัดสูง เหมาะกับกล้อง, ภาพถ่ายโลก
-ส่งขึ้นง่าย ถูกสุด

ข้อเสีย:
-วงโคจรต่ำ → มองพื้นที่แค่ “แผ่นเดียว” บนโลก
-ต้องมีเป็น “กองทัพหลายพันดวง” เพื่อครอบคลุมทั้งโลก
-อยู่บนฟ้าไม่นาน ต้องตกและยิงใหม่เรื่อย ๆ

ใช้ทำอะไร:
-Starlink, OneWeb (อินเทอร์เน็ตเร็ว)
-ดาวเทียมถ่ายภาพโลก (Earth Observation)
-ดาวเทียมสืบสวน / military spy satellites

อายุใช้งาน: 3–8 ปี (ตกไวสุด)
🛰 2) MEO — Medium Earth Orbit (2,000–20,000 km)
คอนเซปต์: อยู่ระดับกลาง ๆ → ลูกผสมระหว่าง LEO กับ GEO
ข้อดี:
-อยู่ได้นานกว่า LEO
-มองพื้นที่กว้างกว่า
-ดีเลย์น้อยกว่า

ข้อเสีย:
-ต้องใช้หลายดวง (แต่น้อยกว่า LEO เยอะ)
-ส่งขึ้นแพงกว่า
ใช้ทำอะไร:
-GPS / Navigation ทั้งหมดอยู่ที่นี่
-GPS (USA)
-Galileo (EU)
-GLONASS (Russia)
-BeiDou (China)
อายุใช้งาน: 10–15 ปี
📡 3) GEO — Geostationary Orbit (36,000 km)
คอนเซปต์: สูงมาก จนโคจร “ล็อกตำแหน่งค้างที่เดิมเหนือโลก 1 จุด”
มองโลกแบบครอบคลุม 1/3 ของโลกในดวงเดียว
ข้อดี:
-ใช้แค่ 3 ดวงก็ครอบคลุมทั่วโลกได้แล้ว
-เหมาะกับทีวี, สื่อสาร, อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน
-อุปกรณ์บนพื้นดินหมุนจานค้างไว้เฉย ๆ ได้เลย

ข้อเสีย:
ดีเลย์สูง (500–700 ms) → เกมไม่ได้ โทรเสียว
-ส่งขึ้นแพง
-ดาวเทียมขนาดใหญ่และหนักมาก

ใช้ทำอะไร:
-ทีวีดาวเทียม (พวก TrueVisions เดิม ๆ)
-อินเทอร์เน็ตดาวเทียมยุคเก่า (HughesNet)
-ดาวเทียมสื่อสารรัฐบาล
-ดาวเทียมสภาพอากาศแบบครอบคลุมทวีป
-อายุใช้งาน: 15–20 ปี (นานสุด)
📊 ตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจ
🌐 ตลาดดาวเทียมโดยรวม
1.ตลาดดาวเทียมทั้งระบบทั่วโลกคาดว่าจะโตเฉลี่ย ~11.3% ต่อปี ระหว่าง 2025–2035 จาก ~5.3 พันล้านดอลลาร์เป็น ~15.5 พันล้านดอลลาร์ (นับรวมทุก segment)

2.🛰️ ตลาดดาวเทียมขนาดใหญ่ (Large Satellite)
อุตสาหกรรมดาวเทียมใหญ่คาดจะโต ~10.43% ต่อปี ในช่วง 2025–2035

3.📡 ตลาดสถานีภาคพื้น (Ground Station)
ส่วนที่เชื่อมดาวเทียมกับโลกเติบโต ~15.1% ต่อปี ระหว่าง 2025–2030

4.📶 ตลาดการสื่อสารผ่านดาวเทียม
ส่วนที่เน้นบริการสื่อสาร (เช่น broadband, connectivity) คาดโต ~13.0% ต่อปี ในช่วง 2024–2030

5.📊 ตลาดการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม (Satellite Data Analytics)
การประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียมคาดโต ~20% ต่อปี ถึงปี 2030 จากความต้องการข้อมูลจากหลายอุตสาหกรรม
🛰️ ตอนนี้มีดาวเทียมกี่ดวง?
ปัจจุบันมีราว ~11,700 ดวง ที่ยังทำงานอยู่ในวงโคจรของโลก (ทั้ง LEO, MEO, GEO) ตามฐานข้อมูลการติดตามของนักดาราศาสตร์/องค์กรต่าง ๆ
🚀 แล้วมัน จำกัด อยู่ที่เท่าไหร่?
✔️ ในเชิงฟิสิกส์หรือพื้นที่จริง ๆ (theoretical capacity)
นักวิจัยบางกลุ่มประเมินว่า LEO สามารถรองรับดาวเทียมได้ หลายล้านดวง ก่อนที่จะเต็มตามพื้นที่เชิงคณิตศาสตร์และ dynamics ของการเด้งชนกันในวงโคจร❗️แต่ในทางปฏิบัติจริง…นักวิทยาศาสตร์และองค์กรอวกาศบางแห่งระบุว่าวงโคจรอาจเริ่มมีปัญหาความหนาแน่นสูงและเสี่ยงชนกันมากขึ้นหากถึงหลัก ~100,000 ดาวเทียม ก่อนที่จะชะลอหรือมีมาตรการควบคุมเข้มขึ้น
🚀 แล้วมันจะอิ่มตัวเมื่อไหร่?
จากข้อมูลการเติบโต + แผนยิงของบริษัทใหญ่ ๆ → ภาพรวมเป็นแบบนี้
2025 → 2030 = ช่วงเร่งเครื่องโหดสุด
-Starlink ตั้งใจยิงให้ครบ 42,000 ดวง
-Amazon Kuiper เตรียมยิง 3,200 ดวง
-China GW constellation อาจสร้างเครือข่าย 12,000 ดวง
-OneWeb รุ่นใหม่ + constellation ของยุโรปและอินเดีย
2030 → 2035 = เริ่มแตะเพดานการจัดการจราจรอวกาศ
เพราะอะไร?
ความเสี่ยงชนกันเพิ่มขึ้นแบบ exponential
ค่าใช้จ่ายควบคุมการจราจรอวกาศสูงขึ้น
ประชาคมโลกเริ่มออกกฎ + quota
ดาวเทียมหมดอายุเร็ว (5–7 ปี) → ยิงทดแทนเรื่อย ๆ แต่จำนวนรวมจะ ไม่โตแบบพีคเหมือนยุค 2020s
จากการคาดการณ์จะเริ่มอิ่มตัวครั้งแรกประมาณปี 2035–2040
ดังนั้นช่วงเวลานี้อาจจะเหมาะสมที่สุดในการลงทุนก็เป็นได้
✨ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
1. ต้นทุนปล่อยจรวด (Launch Cost Advantage) — ใครปล่อยถูกกว่า = ชนะ
SpaceX คือราชา เพราะต้นทุนต่อกก. ถูกที่สุดในโลก

2. โครงสร้างพื้นฐานวงโคจร (Orbital Slots, Spectrum)
วงโคจร GEO มี slot จำกัด
Frequency spectrum ต้องขออนุญาต

3.จำนวนดาวเทียมในเครือข่าย (Network Effect)
ใครดาวเทียมเยอะกว่า = latency ต่ำกว่า + coverage กว้างกว่า

4.Ground infrastructure (สถานีภาคพื้นดิน)
การมี gateway stations อยู่หลายประเทศช่วยลด latency

5.เทคโนโลยีการผลิตดาวเทียม (Manufacturing Capability)

6.ความสัมพันธ์กับรัฐบาล/กองทัพ (Government Contracts)

7.ความสามารถในการจัดการโครงข่าย (Space Traffic Management)

จ่ายบิทคอยแทนดีกว่า ช่วงนี้ราคาตกพอดี🤣
26/11/2025

จ่ายบิทคอยแทนดีกว่า ช่วงนี้ราคาตกพอดี🤣

หยุดเข้าใจผิด!
สำรวจประท้วงโบนัส Daikin ให้ลึกกว่า
ลูกจ้างไม่รู้จักพอหรือนายจ้างเอาเปรียบ
เกิดเหตุการณ์การประท้วงใหญ่ที่ บริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด ชลบุรี โดยพนักงานจำนวนมากรวมตัวกันเรียกร้องเงินโบนัสเพิ่ม ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทที่ให้โบนัส 5 เดือน + เงิน 12,000 บาท มองว่าจำนวนนี้คือตัวเลขที่น้อยเกินไป ทำให้ความเห็นของสังคมแตกออกเป็นสองฝ่าย บางส่วนมองว่าพนักงานเป็นฟันเฟืองสำคัญของบริษัท นายจ้างควรตอบแทนมากกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่มองว่า บริษัทจ่ายโบนัสก็ดีแค่ไหนแล้ว พนักงานเรียกร้องมากเกินไป
ในประเด็นนี้หลายคนตำหนิฝั่งพนักงานที่ขอโบนัสเพิ่ม เพราะมองว่าโบนัสคือเงินพิเศษ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการจ้างงานตามกฎหมาย ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง เพราะตามกฎหมายแล้วค่าตอบแทนที่นายจ้างต้องจ่ายมีแค่ เงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าทำงานในวันหยุด รวมทั้งค่าล่วงเวลาในวันหยุดด้วย (ไม่นับกรณีเลิกจ้าง) โบนัสไม่มีระบุในกฎหมาย นั่นหมายความว่าโบนัสคือสิ่งที่ บริษัท/นายจ้างจะจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ในสัญญาการจ้างงานบางบริษัทอาจมีการระบุว่าจะจ่ายโบนัสหากผลประกอบการดี แต่จะไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัด แปลว่าถ้าธุรกิจมีกำไร จ่ายให้น้อยก็ไม่ถือว่าผิดสัญญา
ดังนั้น หากพิจารณาตามนี้ไดกิ้น ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทแฟร์กับลูกจ้างมากพอ
ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่หลายคนมองข้ามหรือไม่รู้ในการประท้วงครั้งนี้คือ ไดกิ้น มีนโยบายแจกทองให้พนักงาน เป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานที่อยู่มานาน และไม่ใช้สิทธิ์ลาหยุดนอกเหนือจากลาพักร้อน หมายความว่า “ห้ามลากิจ ห้ามลาป่วย” สะสมปีที่ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเกณฑ์ที่กำหนด กว่าจะได้ทองจริงก็หลายปี ซึ่งแม้จะนาน แต่พอเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด หลายคนก็มองว่าคุ้มค่า
แต่นั่นแหละคือปัญหา เพราะในช่วงปีที่ผ่านมาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และน่าจะมีพนักงานนับพันคนที่เข้าเกณฑ์ได้ทอง คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของทั้งบริษัท ทำให้บริษัทต้องใช้งบมหาศาลในการแจกทองให้กับพนักงานเหล่านี้ คาดว่าบริษัทไม่ได้เก็บทรัพย์สินเป็นทองอยู่แล้วแต่เป็นการเบิกซื้อให้มากกว่า ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่รอบคอบในการกำหนดนโยบาย
นั่นจึงน่าจะทำให้ไดกิ้น เหลือเงินสำหรับจ่ายโบนัสให้พนักงานทั้งหมดได้เพียงเท่านี้ บริษัทจึงได้มีข้อเสนอให้เปลี่ยนทองเป็นเงินสดจำนวนหนึ่งแทนและกำหนดโบนัสใหม่ แต่ก็เหมือนจะยังไม่เป็นที่พอใจสำหรับพนักงาน
หลายสื่อกำลังนำเสนอข่าวว่าพนักงานต้องการเรียกร้องโบนัสสูงถึง 11-12 เดือน + เงินพิเศษ 100,000 บาท แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกลือกันเท่านั้น ส่วนพนักงานตัวจริงเรียกร้องกันราว 7 เดือน + เงินพิเศษเพียง 2-3 หมื่นบาทเท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 ได้ 7 เดือน + 18,000 + 3,000 และปี 2566 ก็ได้มากถึง 7.6 เดือน + 23,000 บาท ต้องให้ความเป็นธรรมกับพนักงานด้วย เพราะสังคมกำลังวิจารณ์ต่อเรื่องที่ไม่เป็นความจริง
นอกจากปัญหาเรื่องนโยบายแจกทอง และโบนัสที่น้อยลงอย่างน่าใจหาย สิ่งที่พนักงานเขาน้อยใจคือ การที่บริษัทใช้งบทำการตลาดสปอนซ์กีฬาและอีเวนต์ต่าง ๆ มากมาย แต่กลับจ่ายโบนัสเพียงน้อยนิด พร้อมทั้งลดสวัสดิการพนักงานลงด้วย จนรู้สึกว่า “บริษัทดูแลคนนอกดีกว่าคนใน” ทั้งนี้ก็อาจต้องเข้าใจด้วยว่าการตลาดใช้ "งบการตลาด" ไม่ใช่กำไร แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน จะทำให้พนักงานคับข้องใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
อย่างไรก็ตาม จริงอยู่ที่ในที่สุดแล้วกฎหมายไม่ได้บังคับจ่ายโบนัส ไม่มีกำหนดว่าต้องจ่ายเท่าไร และ ไดกิ้น ก็จ่ายเท่าที่ไหวตามสถานการณ์ แต่การจะตัดสินพนักงานโรงงานเหล่านี้ว่าโลภ ไม่รู้จักพอ คงจะดูใจร้ายไปหน่อยหากไม่ได้มองโลกผ่านสายตาเดียวกัน เพราะสำหรับชาวโรงงาน “โบนัส” เป็นมากกว่ารางวัลแบบพนักงานออฟฟิศ
โบนัสสำคัญต่อโรงงานมากเพราะมันเป็นเหมือน “ค่าจ้างอีกส่วนหนึ่ง” ที่ฝากเอาไว้ และถอนมาได้ด้วยความทุ่มเทมากกว่าทำงานให้หมดวันหรือครบตาม KPI เนื่องจากเงินเดือนของพนักงานโรงงานทั่วไปค่อนข้างน้อยเริ่มที่ 10,000 บาทต้น ๆ และต้องทำ OT เป็นประจำเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น โบนัสจึงเป็นเงินก้อนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มรายได้รวมทั้งปีของพวกเขาให้คุ้มเหนื่อยอย่างที่ควร การที่ได้โบนัสน้อยกว่าที่คาดหวัง จึงเหมือนการได้ค่าจ้างไม่ครบในความรู้สึกของพวกเขา
หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการขู่ว่า บริษัทจะเลิกจ้างบ้างล่ะ ย้ายฐานการผลิตบ้างล่ะ ด้อยค่างานของพวกเขาบ้างล่ะ นี่อาจกำลังเป็นภาพสะท้อนของการมองสิทธิ์ลูกจ้างต่ำเกินจนลืมไปว่าการจ้างงานเป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ร่วมทั้งสองฝ่าย การที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจในผลประโยชน์ที่ได้รับ ย่อมต่อรองได้เป็นธรรมดา และนั่นคือการเห็นคุณค่าในการทำงานร่วมกัน
สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนลองถอยออกมามองเรื่องนี้ในภาพกว้าง และค่อย ๆ ซูมเข้าไปดูทีละอย่างให้ลึกถึงข้างใน เพื่อให้เข้าใจทุกฝ่ายมากขึ้น ทั้งบริษัท ทั้งพนักงาน และรวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมด้วย
#แรงงาน #พนักงานโรงงาน #ประท้วง #ไดกิ้น #ค่าจ้าง

19/11/2025

ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 2024 เกิดคลื่นสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่ว Silicon Valley ผู้บริหารของ Adobe กำลังตื่นตระหนกอย่างหนัก

เหตุผลคือ เด็กสาวอายุ 19 ปี ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพิ่งประกาศสงครามกับอาณาจักรมูลค่า 240,000 ล้านดอลลาร์ของพวกเขา

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีเหล่า Venture capitalists หรือนักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัปกว่า 100 ราย ปฏิเสธแนวคิดของเธอ พวกเขาบอกว่านี่คือแนวคิดทางธุรกิจที่ “แย่ที่สุด” เท่าที่เคยได้ยินมา แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะสร้างมันขึ้นมา

ในขณะที่ Adobe กำลังวุ่นวายกับการใช้เงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ไปกับการเข้าซื้อกิจการที่ล้มเหลว ผู้ก่อตั้งไร้ชื่อเสียงคนนี้ กลับสร้างอาณาจักรของตัวเองเงียบๆ เติบโตจากผู้ใช้งาน 0 คน ไปสู่ 220 ล้านคน

บริษัทของเธอถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 40,000 ล้านดอลลาร์

หลังจากการประกาศครั้งนั้น หุ้นของ Adobe ดิ่งลงทันที 26%

เธอไม่มีเส้นสายใน Silicon Valley ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิค ไม่ได้จบปริญญาด้านธุรกิจ แต่เธอมีส่วนผสมวิเศษเพียงอย่างเดียว… นั่นคือ “ลูกค้าที่เกลียดชัง Adobe”

วันนี้จะมาชวนคุยกันถึงเรื่องราวของ Canva และการต่อสู้ที่แสดงให้เห็นว่า ความพากเพียร การจับจังหวะที่สมบูรณ์แบบ และการเดินเกมที่ชาญฉลาดเพียงครั้งเดียว สามารถทำลายการผูกขาดที่ยาวนาน 30 ปีของ Adobe ได้อย่างไร

เรื่องราวทั้งหมดนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2007 ตอนนั้น Melanie Perkins อายุ 19 ปี และเธอก็เพิ่งตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย

เธอกำลังสอนนักศึกษาคนอื่นๆ ให้ใช้โปรแกรมออกแบบที่ University of Western Australia

ยุคนั้นคือยุคที่ Photoshop ครองโลกการออกแบบอย่างสมบูรณ์ เครื่องมือของ Adobe นั้นทรงพลัง แต่ก็ซับซ้อนสุดๆ ราคาแพง และต้องใช้เวลาฝึกฝนกันเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีกว่าที่จะใช้งานได้คล่อง

Melanie คิดว่านี่มันบ้ามาก เธอเฝ้าดูนักศึกษาเหล่านั้นดิ้นรนกับงานง่ายๆ พื้นฐาน และนั่นคือจุดที่ไอเดียของเธอเริ่มจุดประกาย

เธอคิดว่า “มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ” ทำไมการออกแบบมันจะง่ายเหมือนการ “ลากและวาง” หรือ Drag and Drop ไม่ได้?

เธอไม่ได้คิดคนเดียว แฟนหนุ่มของเธอ Cliff Oreck เชื่อในวิสัยทัศน์นี้ และเขาก็กระโดดเข้ามาร่วมเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

พวกเขาเริ่มต้นจากจุดที่เล็กมากๆ ด้วยธุรกิจชื่อ Fusion Books มันเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและออกแบบ “หนังสือรุ่น” ของโรงเรียนทางออนไลน์

ผลลัพธ์คือ นักเรียนชอบมาก ผู้ปกครองก็แห่กันสั่งซื้อหลายพันเล่ม มันเป็นสัญญาณที่ดีว่าไอเดียของเธอ “เวิร์ค”

แต่พอพวกเขาขยายวิสัยทัศน์ให้ใหญ่ขึ้น และพยายามระดมทุน… นักลงทุนกลับหัวเราะเยาะ

“ใครจะอยากออกแบบอะไรด้วยตัวเอง?” “Photoshop ก็มีอยู่แล้ว จะทำมาแข่งทำไม?” นี่คือสิ่งที่ Venture capitalists ถาม

Melanie และ Cliff ใช้เวลาถึง 4 ปี ตระเวนนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ใหญ่กว่า Fusion Books นั่นคือ “Canva” แพลตฟอร์มออกแบบบนเว็บ ที่จะมา “ปลดปล่อยการสร้างสรรค์ให้เป็นของทุกคน”

แต่การปฏิเสธก็หลั่งไหลเข้ามา…

นักลงทุนที่ Sydney บอก “ไม่” นักลงทุนที่ Melbourne บอก “ไม่” แม้แต่นักลงทุนต่างชาติก็บอก “ไม่”

ระหว่างปี 2008 ถึง 2012 พวกเขาถูก VC กว่า 100 รายปฏิเสธ

Melanie บอกในภายหลังว่า “แม้ความล้มเหลวจะไม่เคยเป็นทางเลือก แต่การถูกปฏิเสธมันก็เจ็บปวดมาก” แต่เธอก็เสริมว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เมื่อฉันตั้งใจจะทำอะไรแล้ว”

ทุกคำปฏิเสธที่พวกเขาได้รับ มีความหมายเหมือนกันหมด “ตลาดนี้เป็นของ Adobe ไปแล้ว” “คนทั่วไปเขาไม่ต้องการเครื่องมือออกแบบหรอก” และ “นักออกแบบมืออาชีพไม่มีวันเปลี่ยนจาก Adobe”

ซึ่งนักลงทุนทุกคนในตอนนั้น… คิดผิดอย่างมหันต์

ในขณะที่ Melanie เผชิญกับการปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็ยังคงประคองให้ Fusion Books มีกำไรต่อไป นี่คือข้อพิสูจน์ชิ้นสำคัญว่า “ผู้คนโหยหาเครื่องมือออกแบบที่ง่ายกว่า” จริงๆ

และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงในปี 2010

ที่งาน Innovator of the Year Awards ใน Perth Melanie ได้พบกับชายคนหนึ่งชื่อ Bill Tai ชายคนนี้คือนักลงทุนระดับตำนานของ Silicon Valley

Bill Tai คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Twitter, Zoom และสตาร์ทอัประดับยูนิคอร์นอีกมากมาย

เขามีงานอดิเรกที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ การเล่นไคท์เซิร์ฟ และทุกปี เขาจะจัดงานส่วนตัวสุด Exclusive ชื่อว่า “Mai Thai”

งานนี้คือการรวมตัวของสุดยอดนักลงทุนและผู้ประกอบการในวงการเทคโนโลยี มาเล่นไคท์เซิร์ฟตอนกลางวัน และฟังการนำเสนอ หรือ Pitching ตอนกลางคืน

การนำเสนอของ Melanie ในวันนั้นมันไปเข้าตา Bill Tai วิสัยทัศน์ของเธอ มันสอดคล้องกับทุกสิ่งที่เขามองเห็นว่ากำลังจะมา ไม่ว่าจะเป็น Mobile first design หรือ Collaborative creativity

“มาที่งาน Mai Thai สิ” เขาบอกเธอ

ทริป Mai Thai นี่แหละ คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนทุกอย่าง Melanie ได้ไปอยู่ท่ามกลางนักลงทุนที่ “เข้าใจ” คำว่า Disruption อย่างแท้จริง

แนวคิดของเธอที่เคยถูกมองว่าไร้สาระ มันกลับ “make sense” ขึ้นมาในทันที

และความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือตอนที่ Bill Tai แนะนำเธอให้รู้จักกับ Cameron Adams

Cameron คืออดีตดีไซเนอร์ของ Google ที่ช่วยสร้าง Chrome เขาทั้งเข้าใจโลกของ Silicon Valley และเข้าใจเรื่อง User Experience อย่างลึกซึ้ง

ในปี 2012 Cameron ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนที่สามของ Canva

ในวินาทีนั้น Melanie ไม่ได้มีแค่วิสัยทัศน์แล้ว แต่เธอมี “ความน่าเชื่อถือทางเทคนิค” ที่เหล่านักลงทุนต้องการ

เงินทุนก้อนแรก 3 ล้านดอลลาร์ จึงตามมาอย่างรวดเร็ว และหลังจากที่ถูกปฏิเสธมานาน 4 ปี ในที่สุด Melanie ก็มีทรัพยากรที่จะสร้างวิสัยทัศน์ของเธอให้เป็นจริง

เมษายน 2013 Canva เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

มันคือเครื่องมือออกแบบลากและวางที่เรียบง่าย ใครก็ใช้ได้ ไม่ต้องเรียน Photoshop ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ

ครูใช้ทำโปสเตอร์ในห้องเรียน ธุรกิจเล็กๆ ใช้ออกแบบโลโก้ตัวเอง นักการตลาดใช้ทำพรีเซนเทชันในไม่กี่นาที

ผลลัพธ์มันน่าทึ่งมาก สิ้นปี 2014 Canva มีผู้ใช้งาน 750,000 คน เส้นกราฟการเติบโตมันพุ่งแบบที่นักลงทุนไม่เคยเห็นมาก่อน เดือนต่อเดือน จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนที่เข้ามาลองใช้ Canva พวกเขาไม่ได้ใช้แค่ครั้งเดียวแล้วจากไป พวกเขากลับมาใช้มันทุกวัน และที่สำคัญคือ พวกเขา “บอกต่อ”

มันคือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of mouth ที่ทรงพลังที่สุด แพร่กระจายเร็วกว่าการทุ่มเงินโฆษณาใดๆ

แล้วในตอนนั้น Adobe ทำอะไรอยู่?

ในปี 2014 Adobe ยังคงเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ควบคุมอาณาจักรมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ครองตลาดซอฟต์แวร์สร้างสรรค์กว่า 70%

พวกเขามอง Canva เป็นแค่ “ของเล่น”

ทำไมต้องกังวล? Photoshop ครองวงการมาหลายสิบปี นักออกแบบมืออาชีพ เอเจนซี่ ช่างภาพ ไม่มีวันทิ้งเครื่องมือที่ซับซ้อนและทรงพลังของพวกเขาไปใช้เทมเพลตบนเว็บหรอก

กลยุทธ์ของ Adobe ในตอนนั้นคือการมุ่งเน้นไปที่ลูกค้ารายใหญ่ ปิดสัญญาระดับองค์กรมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ บริษัทกำลังพิมพ์เงินอย่างเมามันจากลูกค้าเดิมที่ “ไม่มีทางเลือกอื่น”

Adobe เททรัพยากรไปกับการไล่ซื้อกิจการ พวกเขาซื้อ Magento ซื้อ Marketo ซื้อ Workfront ทั้งหมดนี้คือการสร้างอาณาจักรการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนสำหรับลูกค้าระดับองค์กร

แต่พวกเขาพลาดบางสิ่งที่สำคัญมาก… สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ใต้จมูกของพวกเขาเอง

ในขณะที่ Adobe ไล่ตามการซื้อกิจการมูลค่าหลายพันล้าน Canva กลับกำลังค่อยๆ แก้ปัญหาให้กับ “คนอีก 99%” ที่เหลือ คนที่อยากออกแบบ แต่ใช้ของแพงไม่เป็น

ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มหยุดจ่ายค่าสมาชิก Creative Cloud ที่แพงมหาศาลและแทบไม่ได้ใช้ ทีมการตลาดในบริษัทใหญ่ๆ ก็เริ่มหันมาใช้ Canva ทำกราฟิกโซเชียลมีเดียเอง แทนที่จะต้องรอคิวแผนกดีไซน์ที่งานล้นมือ

ตัวเลขมันฟ้องครับ…

ปี 2018 รายได้ Canva แตะ 84 ล้านดอลลาร์ ปี 2019 รายได้พุ่งไป 105 ล้านดอลลาร์ ผู้ใช้งานทะลุ 30 ล้านคน

แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้งก็มาถึง… ปี 2020

วิกฤต COVID-19 บังคับให้คนนับล้านต้อง Work From Home ทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องการเครื่องมือออกแบบที่ง่ายและทำงานร่วมกันได้

การประชุมออนไลน์ต้องการพรีเซนเทชันที่ดูโปร โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ

รายได้ของ Canva ระเบิดทะลุ 500 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เพิ่มขึ้น 400% ในปีเดียว!

แน่นอนว่าหุ้น Adobe ก็ขึ้นเหมือนกัน แต่การเติบโตของพวกเขามาจากการ “ขึ้นราคา” ลูกค้าเดิม ในขณะที่การเติบโตของ Canva มาจาก “ผู้ใช้ใหม่” นับล้านคนที่ไม่เคยคิดจะแตะซอฟต์แวร์ออกแบบมาก่อนในชีวิต

กันยายน 2021 Canva ประกาศการประเมินมูลค่าที่ทำให้ Silicon Valley ต้องตะลึง… 40,000 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขนี้ทำให้ Melanie Perkins เด็กสาวที่เคยถูก VC ในออสเตรเลียปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สิน 7,000 ล้านดอลลาร์ในทันที

แต่สิ่งที่ทำให้ Adobe หวาดกลัว ไม่ใช่ตัวเลขประเมินมูลค่าครับ แต่คือตัวเลข “ผู้ใช้งาน” ที่อยู่เบื้องหลังนั้น

Canva มีผู้ใช้งานประจำ 75 ล้านคนต่อเดือน และที่เลวร้ายที่สุดสำหรับ Adobe คือ “ลูกค้าระดับองค์กร” กำลังเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

ทีม HR ค้นพบว่าพวกเขาสร้างสื่อสื่อสารภายในองค์กรได้ในไม่กี่นาที ทีมขายปรับแต่งเอกสารนำเสนอ หรือ Pitch decks ได้ทันที

บริษัทที่เคยจ่ายเงินให้ Adobe ปีละหลายล้านดอลลาร์สำหรับ Creative Cloud กำลังแอบเปลี่ยนมาใช้ Canva สำหรับงานออกแบบในชีวิตประจำวัน ซอฟต์แวร์แพงๆ ของ Adobe เริ่มถูกทิ้งให้ฝุ่นจับ

โมเดลธุรกิจของ Canva กำลังทำลายกลยุทธ์หลักของ Adobe ครับ

ลองดูคณิตศาสตร์ง่ายๆ นี้: ทีมดีไซเนอร์ 20 คน ถ้าใช้ Adobe Creative Cloud ค่าใช้จ่ายคือ 12,000 ดอลลาร์ต่อปี

แต่ถ้าทีมเดียวกันใช้ Canva Pro ค่าใช้จ่ายเหลือแค่ 3,600 ดอลลาร์ต่อปี แถมยังทำงานได้เร็วกว่า 10 เท่าด้วยเทมเพลตและระบบ Collaboration ที่ง่ายดาย

ในที่สุด Adobe ก็รู้ตัวว่า “ของเล่น” ที่พวกเขาเคยดูถูก กำลังจะมาพังบ้านของพวกเขาแล้ว

เมื่อหลังพิงฝา Adobe ก็ต้องดิ้นรนครับ และการดิ้นรนของพวกเขาก็คือการใช้เงินแก้ปัญหา

กันยายน 2022 Adobe ประกาศการเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาทุ่มเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อ “Figma”

Figma คือแพลตฟอร์มออกแบบที่ทำงานร่วมกันบนเว็บ มันคือสิ่งที่ Adobe ควรจะสร้างเองเมื่อหลายปีก่อน มันง่ายพอสำหรับคนทั่วไป แต่ก็ทรงพลังพอสำหรับมืออาชีพ

Figma คือคู่แข่งโดยตรงที่น่ากลัวที่สุดของ Adobe และการซื้อครั้งนี้คือความพยายามของ Adobe ที่จะ “ซื้อ” ทางออกจากวิกฤตนี้… “ถ้าสร้างแข่งไม่ทัน ก็ซื้อคู่แข่งมันซะเลย”

Wall Street ในตอนแรกก็ชื่นชมดีลนี้ แต่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น UK, European Commission หรือ US Department of Justice พวกเขาเห็นตรงกันว่า “นี่คือการผูกขาด”

พวกเขามองว่านี่คือยักษ์ใหญ่ที่พยายามบดขยี้นวัตกรรม

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เอกสารภายในดันหลุดออกมา เผยให้เห็นว่าผู้บริหาร Adobe คุยกันโต้งๆ เลยว่า ดีลนี้จะช่วย “กำจัดภัยคุกคามทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด” นั่นกลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด

ในที่สุด วันที่ 18 ธันวาคม 2023… Adobe และ Figma ก็ประกาศยุติข้อตกลง

ดีลล่มครับ…

Adobe ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการซื้อคู่แข่ง แต่ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมยุติสัญญา 1,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับ Figma นี่คือค่าปรับเลิกสัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี

หุ้น Adobe ดิ่งทันที 12% ในวันเดียว นักลงทุนตระหนักแล้วว่า Adobe ไม่มีคำตอบสำหรับอนาคต… พวกเขาไม่มีแผนสำรอง

และในขณะที่ Adobe กำลังเมาหมัดจากการถูกน็อค… Canva ก็ปล่อยหมัดสวนที่หนักที่สุดออกมา

วันที่ 26 มีนาคม 2024 (ซึ่งก็คือเหตุการณ์ในตอนเริ่มต้นเรื่อง) Canva ประกาศข่าวที่ทำให้ผู้บริหาร Adobe รู้ทันทีว่า “นี่คือสงคราม”

Canva ประกาศเข้าซื้อกิจการ “Affinity” ทั้งชุด!

นี่คือการเดินเกมที่เฉียบคมและโหดเหี้ยมที่สุด เพราะ Affinity ไม่ใช่ “ของเล่น” Affinity คือชุดโปรแกรมระดับมืออาชีพที่นักออกแบบตัวจริงใช้กัน

Affinity Designer คือคู่แข่งโดยตรงของ Adobe Illustrator Affinity Photo คือคู่แข่งโดยตรงของ Photoshop Affinity Publisher คือคู่แข่งโดยตรงของ InDesign

ที่สำคัญคือ นักออกแบบจริงจังหลายคน “ชอบ” Affinity มากกว่า Adobe ด้วยซ้ำ เพราะมันไม่เทอะทะและราคาถูกกว่า

การซื้อกิจการครั้งนี้ ทำให้ Canva มีสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน… นั่นคือ “ทางเลือกที่ทัดเทียม” สำหรับทุกโปรแกรมหลักของ Creative Cloud

ตอนนี้ Canva มี ecosystem ที่สมบูรณ์แบบแล้วครับ

นักออกแบบที่เคยมองข้าม Canva ว่าเป็นแค่ของง่ายๆ ตอนนี้ต้องคิดใหม่ พวกเขามีทั้งเทมเพลตง่ายๆ สำหรับงานด่วน และมีเครื่องมือระดับโปรสำหรับงานซับซ้อน ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว

หุ้น Adobe ร่วงอีก 8% ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา

นักวิเคราะห์การเงินคนหนึ่งเขียนไว้ว่า “Canva เพิ่งเดินเกมหมากรุกจนจบ พวกเขาซุ่มวางตัวหมากมาหลายปี และนี่คือการ ‘รุกฆาต'”

การตอบสนองของ Adobe น่ะเหรอ? ก็คาดเดาได้ครับ พวกเขารีบเข็น Adobe Express ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออกแบบง่ายๆ ของตัวเองออกมาสู้ แต่… มันน้อยเกินไป และช้าเกินไป

Adobe Express ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบริษัทใหญ่ที่พยายาม “ลอก” สตาร์ทอัป อินเทอร์เฟซก็เทอะทะ ฟีเจอร์ก็จำกัด

ในขณะที่ Canva กำลังผสมผสานโลกของความ “ง่าย” และความ “ซับซ้อน” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

Cameron Adams ผู้ร่วมก่อตั้ง Canva กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “เราตื่นเต้นที่จะปลดล็อกศักยภาพของนักออกแบบในทุกระดับ”

Adobe ใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างกำแพงสูงๆ ล้อมรอบซอฟต์แวร์ของพวกเขา สร้างอุปสรรคราคาแพงที่กีดกันคนธรรมดาไม่ให้เข้าถึงเครื่องมือระดับโปร

แต่ Canva เพิ่งจะทลายกำแพงเหล่านั้นลง… ในชั่วข้ามคืน

วันนี้ Melanie Perkins นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักร 40,000 ล้านดอลลาร์ ที่กำลังเปลี่ยนโฉมวิธีที่โลกนี้สร้างสรรค์

ผู้คน 220 ล้านคนใช้ Canva ทุกเดือน และพวกเขาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานออกแบบไปแล้วกว่า 20,000 ล้านชิ้น

แน่นอนว่า Adobe ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่อยู่ แต่บัลลังก์ของพวกเขากำลังสั่นคลอนอย่างหนัก

หุ้นของพวกเขาตก 26% ในปี 2024 การเติบโตของรายได้ชะลอตัว ในขณะที่ Canva สร้างรายได้ 2.7 พันล้านดอลลาร์ และยังเติบโตในอัตรา 35% ต่อปี

บทเรียนจากเรื่องนี้มันคลาสสิกมากครับ… การผูกขาดทุกอย่างในโลกนี้ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งและสั่นคลอนไม่ได้ จนกว่ามันจะพังทลายลงมา

Melanie ทำในสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือการคืนพลังการออกแบบให้เป็นของทุกคน

ความพากเพียร เอาชนะ อำนาจที่ครอบครองตลาดมานาน ความเรียบง่าย เอาชนะ ความซับซ้อน

และเด็กสาวที่เคยเผชิญกับการปฏิเสธ 100 ครั้ง ก็ได้กลายเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเทคโนโลยีในวันนี้

References : [techcrunch, theverge, bloomberg, forbes, reuters]

◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢

12/11/2025

คลิปนี้น่าจะเป็นสัมภาษณ์ที่เด็ดที่สุดของปู่มังเกอร์ครับ เด็ดขนาดไหน? ก็ตามรูปนั่นแหละ ถถถถ
หัวข้อคลิปนี้ตั้งชื่อโหดมาก "ชาร์ลี มังเกอร์ พิฆาตกูรูจอมปลอมใน 1 นาที"
ใครที่ตามติดชีวิตปู่มังเกอร์อยู่แล้ว จะรู้ว่าปู่เป็นคนที่เผชิญอุปสรรคในชีวิตมาเยอะมากกว่าจะประสบความสำเร็จได้ครับ เงินแสนแรกก็ได้มาไม่ง่าย ไหนจะเจอปัญหาครอบครัว รวมถึงสุขภาพที่มีปัญหาจนตาข้างหนึ่งบอดสนิท
และสิ่งที่เขาสอนไว้เป็นระยะๆ ทั้งในหนังสือหรือการบรรยายต่างๆ ก็คือ หนทางแห่งความสำเร็จนั้นไม่ง่าย ต้องใช้ความมานะ ความพยายาม เวลา และจังหวะชีวิต ช่างสวนทางกับโลกยุคปัจจุบันที่เน้นรวยเร็วรวยไว
แต่ภูมิปัญญาบ้านๆ อย่าง "ความพยายามอยู่ที่ไหน (และควรจะต้องอยู่ถูกที่) ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น" อาจจะยังใช้ได้อยู่ ทุกคนอยากสำเร็จง่ายๆ ไวๆ กันทั้งนั้นแหละ แต่บางทีเวลาเห็นอะไรที่มันดูง่ายและไวเกินไป หรือถึงขั้นมีคนชวนให้เรารวยไปด้วยกัน ก็อาจต้องตั้งคำถามบางอย่างว่ามีอะไรผิดปกติไหม
ไม่แน่บางทีการเน้นอะไรฉาบฉวยมากไป ก็อาจทำให้เราเสียเงินได้ไวไม่แพ้กัน ทั้งการเสียเงินเพราะทำผิดพลาดเอง หรือเสียเงินเพราะเชื่อกูรูแบบผิดๆ
บางครั้งคำพูดของปู่มังเกอร์อาจคมจนจุกไปหน่อย แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขาเป็นประเด็นให้เราเอามาคิดต่อได้เยอะครับ
ขนาดปู่มังเกอร์เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 2 ปี คลิปปู่ยังคงเด็ดอยู่เลย สมกับเป็นโคตรคน ชาร์ลี มังเกอร์ 55+
#สำนักพิมพ์เพื่อVI ักพิมพ์ในเครือINVESTING

แร่หายากที่กำลังกลายเป็น “สนามรบใหม่” ของเศรษฐกิจโลกใครจะคิดว่า “ผงแร่สีขาว ๆ” ที่คนเคยมองข้าม จะกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงค...
30/10/2025

แร่หายากที่กำลังกลายเป็น “สนามรบใหม่” ของเศรษฐกิจโลก
ใครจะคิดว่า “ผงแร่สีขาว ๆ” ที่คนเคยมองข้าม จะกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ – จีน – และล่าสุดคือไทย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยเพิ่งเซ็น บันทึกความเข้าใจ (MoU) กับสหรัฐฯ เพื่อร่วมมือด้าน “แร่และวัสดุวิกฤต” รวมถึงกลุ่ม Rare Earth Elements (REEs) — วัตถุดิบหลักที่ใช้สร้างเทคโนโลยีอนาคต ตั้งแต่รถ EV, โทรศัพท์มือถือ, ดาวเทียม, ไปจนถึงระบบอาวุธ

ฟังดูเหมือนเรื่องเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ “เกมยุทธศาสตร์ระดับโลก”
เพราะใครคุม Rare Earth ได้ = คุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูงได้ทั้งหมด

💡 สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้
Rare Earth ไม่ใช่ของใหม่ แต่โลกเพิ่ง “ตระหนักถึงคุณค่า”
ทุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต — รถไฟฟ้า, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, ชิป, ระบบอวกาศ — ล้วนต้องใช้แร่กลุ่มนี้ทั้งนั้น

🧪 Rare Earth มีธาตุอะไรบ้าง
“Rare Earth Elements” หรือ REEs มีทั้งหมด 17 ธาตุ
ประกอบด้วยตระกูล Lanthanides (15 ตัว) + Scandium (Sc) + Yttrium (Y)

La, Ce, Pr, Nd, Pm, Sm, Eu, Gd, Tb, Dy, Ho, Er, Tm, Yb, Lu, Sc, Y

🔍 ทำไมถึงเรียกว่า “Rare Earth”
“Rare” เพราะมันไม่ได้พบในรูปแร่ทั่วไป
Rare Earth ไม่ได้หายากในธรรมชาติ — แต่มัก อยู่ปนกันเป็นกลุ่มในหิน
ต้องใช้กระบวนการ แยกซับซ้อนสุด ๆ ถึงจะได้ธาตุบริสุทธิ์แต่ละตัว

“Earth” หมายถึง “ดินแร่”
ในช่วงศตวรรษที่ 18–19 นักเคมีตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า “ออกไซด์”
พอเจอแร่ที่มีลักษณะเป็น ผงดินสีขาว ก็เลยเรียกมันว่า “Earth”
คำว่า “Rare Earth” จึงหมายถึง “ดินแร่ที่แยกได้ยาก” นั่นเอง

⚛️ ทำไมต้อง “Rare Earth” ธาตุอื่นถึงทำไม่ได้
1️⃣ โครงสร้างอิเล็กตรอนพิเศษ
มีอิเล็กตรอนชั้น 4f ที่ทำให้ ปฏิกิริยากับสารเคมีช้า
มี ความเสถียรสูง ทนต่อการกัดกร่อนและอุณหภูมิสูง

2️⃣ คุณสมบัติแม่เหล็กเฉพาะตัว
สร้าง Permanent Magnet ที่แรงสุดในโลก
แม่เหล็กเหล่านี้มีแรงสูงมากเมื่อเทียบกับขนาด
ใช้ทำมอเตอร์ที่ มีแรงบิดสูง + ประหยัดไฟฟ้า

3️⃣ การเรืองแสงและการดูดซับรังสี
ธาตุบางตัวดูดซับและปล่อยรังสีเฉพาะทางได้ดี
ใช้ใน จอ LED, OLED ให้สีสดชัด
ใช้ใน MRI และ รังสีรักษามะเร็ง

⚙️ “Rare Earth” ใช้ทำอะไร
⚡ 1. อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
-ใช้ในแม่เหล็กของมอเตอร์รถไฟฟ้า เช่น Tesla, BYD, Toyota
-เป็นหัวใจของ กังหันลม และ ระบบเก็บพลังงานหมุนเวียน

📱 2. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ & สมาร์ตโฟน
-สีในจอ LED / OLED
-เลนส์กล้อง, ลำโพง, ฮาร์ดดิสก์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก

🛰️ 3. เทคโนโลยีทหาร & อวกาศ
-ระบบนำวิถี, เรดาร์, ดาวเทียม
-ใช้ใน แม่เหล็กที่ทนความร้อนสูง ของเครื่องบินรบและจรวดนำวิถี

🧬 4. การแพทย์
-ใช้เป็นสาร Contrast ใน MRI Scan
-ใช้ใน รังสีรักษามะเร็ง
-ใช้ใน ยาควบคุมฟอสเฟตของผู้ป่วยไต

🌎 สรุป
“Rare Earth” อาจฟังดูเหมือนแร่เล็ก ๆ แต่ความจริงคือมันคือ หัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด
ตั้งแต่พลังงานสะอาดไปจนถึงระบบอาวุธ — ใครคุม Rare Earth ได้ ก็คุมอนาคตของโลกได้

🧐ช่วงนี้เห็นหลายคนเริ่มสนใจทำบอทเทรดเอง ผมเลยอยากรวบรวม step คร่าวๆ สำหรับ มือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดเลย และไม่รู้จ...
29/10/2025

🧐ช่วงนี้เห็นหลายคนเริ่มสนใจทำบอทเทรดเอง ผมเลยอยากรวบรวม step คร่าวๆ สำหรับ มือใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดเลย และไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มาสรุปให้คร่าวๆในโพสนี้ได้เลยครับ

หลายคนอาจคิดว่า เขียนบอทยากมั้ย ผมบอกได้เลยว่าคุณโชคดีมากแล้ว เพราะตอนนี้มี AI ที่สามารถช่วยคุณเขียนโค้ดได้ เพียงแค่คุณรู้ logic เทรดของตัวเอง แปลให้ AI เข้าใจได้ก็พอ

โดย 1 ในภาษาที่เหมาะสุดสำหรับเริ่มต้นคือ Python
เพราะมันอ่านง่าย เขียนง่าย มีคนสอนเยอะ AI ช่วยได้ และต่อกับแพลตฟอร์มเทรดต่างๆ เช่น MT5 ได้โดยตรง ๆ

🌟6 Step สำหรับมือใหม่ให้แบบเข้าใจง่ายสุด ๆ 👇

🧩 1. ติดตั้งเครื่องมือให้พร้อม
เริ่มจากลง Python ให้ได้ก่อน แล้วต่อด้วย การติดตั้ง package ต่างๆ ซึ่ง package จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเขียนโค้ด โดยวิธีติดติดตั้งต้องทำการ PIP install ก่อน แล้วค่อย import มาใช้

ตัวอย่างที่คนนิยมใช้กัน มี pandas, matplotlib , MetaTrader5 (เอาไว้เทรดกับโปรแกรม MT5)
แค่ใช้คำสั่งนี้ก็พร้อมเริ่มวิจัยระบบเทรด กับส่งคำสั่งได้แล้วครับ

🔗 2. ดึงข้อมูลราคา & ต่อ API กับโบรกไว้ส่งคำสั่งซื้อขาย
ขั้นตอนนี้คือการทำให้คอมของเรา สามารถคุยกับตลาดได้ เช่น
ดึงราคาสด ดูกราฟย้อนหลัง หรือส่งคำสั่งเทรดจริงได้หมด

⚙️ 3. เขียน Logic เทรดของเราให้คอมเข้าใจ
อันนี้คือหัวใจเลย
มันคือการแปล “สิ่งที่เราเคยทำด้วยมือ” ให้กลายเป็นคำสั่งในโค้ด แบบ 100 คนอ่าน ก็จะเทรดแบบเดียวกัน
เช่น

RSI คำนวณยังไง ข้อมูลตัวเลขที่ได้จาก RSI จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน แล้วเอามาใช้ยังไง

สมมติมีระบบเทรดด้วย RSI
-ถ้า RSI ต่ำกว่า 30 → Buy
-ถ้า RSI เกิน 70 → Sell
สิ่งที่เราต้องเก็บเพื่อสร้าง RSI จะต้องมีราคาปิดด้วยนั้นเอง

🧾 4. จัดระเบียบ Parameter ให้ดี
โดยปกติแล้วหลังจากมีระบบเทรด เราจะทำการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งจะมีตัวแปรบางตัวที่จะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยน ผมก็เลยจะทำการนำตัวแปรที่สำคัญมาไว้ด้วยกัน เวลามาปรับที่หลัง จะได้หาได้ง่ายๆ และเข้าใจได้ง่ายด้วย ไม่ต้องไปนั่งไล่หาว่าต้องแก้ที่บรรทัดไหน

เช่น
LOT_SIZE = 0.1
EMA_fast = 5
EMA_slow = 50

🎯 5. ตั้งเงื่อนไขเข้า–ออกออเดอร์
หลังจากที่เขียน Logic แล้วว่านิยามมันคืออะไร คำนวณจากไหน ก็มากำหนดเงื่อนไขการเข้า ออกกัน

เช่น EMA_fast > EMA_slow = signal buy
EMA_fast < EMA_slow = signal sell

รวมไปถึงการเงื่อนไขการตั้ง TP SL ด้วย

🧠 6. ส่วนเสริมที่คนเขียนบอทต้องมี
อยากให้ระบบดูโปรหน่อย เพิ่มของพวกนี้เข้าไปด้วย
-Backtest ระบบย้อนหลัง จะได้เก็บข้อมูลที่สำคัญมาก่อนรันจริง เช่น Winrate, Drawdown, Profit Factor
-Plot กราฟดูจุดเข้าออก
-Plot กราฟ equity
-และอื่นๆ ที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆ คือ
ถ้าเกิด error ให้แสดงว่ามัน error จากไหน เราจะได้ไปแก้ได้
หรือ ให้มันแสดงมาด้วยว่าการทำงานเป็นยังไง
เพราะจากปสก.ส่วนตัว มันไม่ error ก็จริง แต่เงื่อนไขการทำงานผิด
เช่น เรียงชุดข้อมูลสลับกัน จาก 1 2 3 กลายเป็น 3 2 1 เราก็จะได้ไปแก้ถูกนั่นเอง

ก็จะเป็นประมาณนี้นะครับ คร่าวๆสำหรับการใช้ python สร้างระบบเทรด ยิ่งระบบคุณซับซ้อนมาก ยิ่งต้องเขียนซับซ้อนมากขึ้นด้วย แต่องค์ประกอบที่สำคัญก็มีประมาณนี้ สำหรับเบื้องต้น ใครที่อยากลองเขียนก็สามารถไปลองให้ AI ช่วยเขียนได้เลยนะครับ ยิ่งเราทำมาก เราก็จะเจอปัญหามาก แต่ถ้าเราแก้ปัญหาได้ เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นครับ

ที่อยู่

ดินแดง
ดินแดง

เบอร์โทรศัพท์

+66956140456

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หุ้นจงปังผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หุ้นจงปัง:

แชร์