2Fi: Finance & Fitness

2Fi: Finance & Fitness a finance and fitness nerd
หมกมุ่นอยู่กับการเงินและฟิตเนส มีความเชื่อว่า การเงินดี + สุขภาพดี = ชีวิตที่ดี
อยากให้คนไทย wealthy, healthy และ happy.
😊

07/06/2026

เกษตรกรหนุ่มปลูก “สะตอข้าว” 18 ต้น เป็นแนวเขตไร่มันสำปะหลัง ปีนี้ได้ผลผลิตเกือบ 2 ตัน สร้างรายได้กว่า 150,000 บาท

อ่านข่าว : https://ch3plus.com/news/social/morning/464493

#เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #ข่าวภูมิภาค #นครราชสีมา

เหมาะสำหรับคนที่ดูกราฟไม่เป็นแบบฉันมาก ๆ 😂
06/06/2026

เหมาะสำหรับคนที่ดูกราฟไม่เป็นแบบฉันมาก ๆ 😂

#สอนจับมือทำ ตีแตกกราฟ ทุกสินทรัพย์บนโลก 2 นาทีด้วย Gemini | EP.3⁣...

06/06/2026

UPDATE: Nasdaq ดิ่ง 4% หนักสุดในรอบปี หลังตลาดเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งรายได้ชิปที่อาจโตไม่ทัน ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และ IPO ของ SpaceX

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากการเทขายหุ้นกลุ่มชิปอย่างรุนแรง ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีอยู่มาก ปรับตัวลงถึง 4% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025

ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 4.18% ปิดที่ 25,709.43 จุด ซึ่งเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดย้อนกลับไปถึงเดือนเมษายน 2025 ทางด้านดัชนี S&P 500 ลดลง 2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 695.15 จุด หรือ 1.35% ปิดที่ 50,866.78 จุด

ในภาพรวมรายสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงมากกว่า 2% ซึ่งถือเป็นสัปดาห์แรกที่ติดลบในรอบ 10 สัปดาห์ ส่วนดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 4.7% ขณะที่ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์นี้

🟠 รายได้กลุ่มชิปอาจโตไม่ทันความคาดหวัง?

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้หุ้นกลุ่มชิปถูกเทขายหนักในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงพยายามมองเหตุผลหลายส่วน เช่น ความผิดหวังบางส่วนจากการที่บริษัท Broadcom ไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ชิป AI เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เริ่มปรับตัวลงในวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนที่แรงเทขายจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเมื่อวานนี้

กองทุน iShares Semiconductor ETF ร่วงลง 10% ซึ่งเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 หุ้นของ Broadcom ร่วงลงเกือบ 8% หลังจากที่ทรุดลงไปแล้วกว่า 12% เมื่อวันพฤหัสบดี ด้าน Marvell Technology ดิ่งลงกว่า 16% ในวันศุกร์ ขณะที่หุ้น Intel และ Advanced Micro Devices ร่วงลงประมาณ 11%

ส่วน Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำซึ่งเป็นดาวเด่นล่าสุดของตลาดกระทิงรอบนี้ ร่วงลง 13% หลังจากที่ปรับตัวลง 8% ไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี

มาร์ก แฮกเกตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดจาก Nationwide กล่าวว่า “นักลงทุนเหมือนกำลังจ่อนิ้วรอที่ปุ่มขายมาพักหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ว่าต้องการจะหนีออกจากตลาดเสียทีเดียว แต่หากคุณถือครองหุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พอร์ตโฟลิโอระยะยาวของคุณอาจจะเสียสมดุลไปมาก ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเทขายทำกำไรในจุดใดจุดหนึ่ง”

🟠 ตัวเลขแรงงานกดดันตลาดทางอ้อม

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury yields) ที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดมาก ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การเทขายหุ้นเทค

การร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีในวันศุกร์ เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) เพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Dow Jones คาดการณ์ไว้มาก (คาดไว้ที่ 80,000 ตำแหน่ง)

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งทะลุระดับ 4.5% ขณะที่รุ่นอายุ 30 ปี พุ่งเกิน 5% ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่รื้อฟื้นความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทที่กำลังลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

“นี่คือตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งกว่าปีที่แล้ว และดูมั่นคงอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญกับราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อโดยทั่วไปที่สูงขึ้นก็ตาม” กัส เฟาเชอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก PNC กล่าว

หลังจากการเผยแพร่รายงาน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เอลเลน เซนต์เนอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐกิจจาก Morgan Stanley Wealth Management กล่าวว่า “ข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งขึ้นทำให้ Fed ต้องอยู่ในจุดที่เคยเป็นมาสักระยะหนึ่งแล้ว นั่นคือการเฝ้าดูเงินเฟ้อและรอคอย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังคงไม่อยู่ในขอบข่ายระยะอันใกล้นี้ แต่การไม่มีภัยคุกคามด้านเงินเฟ้อในรายงานวันนี้ น่าจะช่วยลดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลงได้บ้าง”

🟠 จับตากระแส IPO ของ SpaceX

กองทุน iShares Semiconductor ETF ยังคงบวกขึ้น 79% ในปีนี้ แม้จะมีการปรับตัวลงอย่างหนักเมื่อเร็วๆ นี้ก็ตาม การเทขายครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่คาดว่าจะใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า

ธุรกิจด้านอวกาศและ AI ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดด้วยมูลค่าประเมินสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ปลุกกระแสความตื่นเต้นในภาคธุรกิจนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับบางคนว่า การเปิดตัวครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของจุดสูงสุดในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นฟองสบู่การลงทุน

ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า การร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิปและบิตคอยน์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนกำลังขายทำกำไรเพื่อเตรียมเงินทุนและปรับพื้นที่ในพอร์ตโฟลิโอสำหรับหุ้น IPO ดังกล่าว

“คนที่ต้องการจะเข้าซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า คงไม่น่าจะใช้เงินทุนจากการขายหุ้นอย่าง Procter & Gamble มาซื้อ แต่จะเป็นเงินที่หมุนมาจากกลุ่มหุ้น AI หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นกลุ่มโมเมนตัม หรืออย่างน้อยก็หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยทั่วไป เมื่อก้อนหินเริ่มกลิ้งลงจากเขา อย่างที่เราเห็นเมื่อวานนี้ คุณก็จะได้เห็นการเทขายที่ค่อนข้างไร้ระเบียบเกิดขึ้นตามมา” แฮกเกตต์กล่าว

กระแสหุ้นไอพีโอของ SpaceX ได้ส่งผ่านมายังการลงทุนในไทยด้วย ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด อยู่ระหว่างการเปิดขายกองทุนใหม่ คือ กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ (X-SPACE) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Tema Space Innovators ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งจะเข้าลงทุนในหุ้น SpaceX ด้วยเช่นกัน

โดย X-SPACE อยู่ในช่วงการเสนอขายระหว่างวันที่ 4 - 10 มิถุนายนนี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท โดยปัจจุบัน X-SPACE เป็นกองทุนเดียวในไทยที่เปิดให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในหุ้น SpaceX ที่ราคาก่อนไอพีโอ ซึ่งจะต่ำกว่าราคาไอพีโอราว 6%

นอกจากนี้ ในอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงแรงเก็งกำไรที่กำลังไหลออกจากตลาด คือ บิตคอยน์ ที่ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024

อ้างอิง:
https://www.cnbc.com/2026/06/05/jobs-report-may-2026.html
https://www.cnbc.com/2026/06/04/stock-market-today-live-updates.html
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-05/tanking-tech-crashing-crypto-jolt-retail-crowd-before-spacex?srnd=homepage-americas

05/06/2026
ถ้าเอา Logic เดียวกับ Halving 2 ครั้งที่ผ่านมาก็น่าจะลงไปนอนอยู่แถว ๆ 30,000-40,000 พักนึงแล้วพอ Halving รอบหน้าก็ค่อยขึ...
04/06/2026

ถ้าเอา Logic เดียวกับ Halving 2 ครั้งที่ผ่านมาก็น่าจะลงไปนอนอยู่แถว ๆ 30,000-40,000 พักนึง

แล้วพอ Halving รอบหน้าก็ค่อยขึ้นไป 200,000-250,000
https://www.facebook.com/share/18jMv9nkMa/?mibextid=wwXIfr

UPDATE: Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง

ความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin ล่าสุด (3 มิถุนายน) ร่วงลงแตะ 61,349 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบเกือบ 4 เดือน โดยตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดลงมากว่า 20% ก่อนที่ราคาจะฟื้นกลับมาสู่ระดับ 64,000 ดอลลาร์ ณ เวลา 10.30 น.

🟠 แรงขายจาก MicroStrategy ทำให้ตลาดตื่นตระหนก?

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันราคา Bitcoin ล่าสุด เป็นผลจากการที่ Strategy (MSTR) หรือชื่อเดิมคือ MicroStrategy บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก รายงานการขายออกมาจำนวน 32 BTC หรือราว 0.004% ของจำนวน Bitcoin ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 82 ล้านบาท

การขายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ ซึ่งภายหลังการขายดังกล่าว MSTR ยังคงถือครอง Bitcoin ทั้งสิ้น 843,706 BTC

ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการบริหาร MSTR ระบุว่า "เป้าหมายของเราคือการทำให้ STRC เป็นตราสารเครดิตที่ดีที่สุดในโลก"

ก่อนหน้านี้ เซย์เลอร์เคยกล่าวว่า Strategy จะเข้าซื้อ 10 ถึง 20 BTC สำหรับทุกๆ 1 BTC ที่บริษัทขายออกไป พร้อมอธิบายว่าคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีวันขายนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงการยังคงสถานะเป็นผู้สะสมสุทธิต่อไป เขายังระบุด้วยว่า สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่นั้นต้องการให้ราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อการครอบคลุมการจ่ายเงินปันผลของ STRC โดยที่บริษัทไม่ต้องเทขายหุ้นสามัญออกไป

🟠 Citi ชี้ปัญหาความต้องการ Bitcoin ลดลง กระทบหนักกว่าการเทขายของ Strategy

Citi เผยว่าความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุนและกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF อย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นปัจจัยกดดันราคา Bitcoin มากกว่าการเทขาย BTC เมื่อเร็วๆ นี้ของบริษัท Strategy

Citi ระบุว่าแรงเทขาย Bitcoin ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุน มากกว่าการเทขาย Bitcoin เพียงเล็กน้อยของบริษัท Strategy

ทางธนาคารกล่าวว่า แม้การเทขายของ Strategy จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin โดย Citi ระบุว่า เซย์เลอร์ได้เคยหารือถึงแผนการที่จะเทขายการถือครอง Bitcoin บางส่วนที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ ในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทไปแล้ว

อเล็กซ์ ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Citi กล่าวว่า กระแสเงินทุนของ Spot Bitcoin ETF ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคา Bitcoin โดยทางธนาคารประเมินว่า กระแสเงินทุนของ ETF สามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทน Bitcoin รายสัปดาห์ได้ถึงประมาณ 45%

ข้อมูลจาก SoSoValue ที่อ้างอิงในรายงานระบุว่า ขณะนี้ Bitcoin ETF มีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflows) ติดต่อกันถึง 11 วันทำการ ซึ่งถือเป็นสถิติเงินทุนไหลออกรายวันที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นี้เปิดตัวในปี 2024

🟠 เม็ดเงิน 3.4 พันล้านดอลลาร์ ไหลออกจาก Bitcoin ETF ภายในสัปดาห์เดียว

Spot Bitcoin ETF เผชิญกับเหตุการณ์เงินทุนไหลออกครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ โดย Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลออกสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 แสนล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียวของช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว ETF ในเดือนมกราคม 2024

ก่อนหน้านี้ กระแสเงินทุนของ ETF ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ซึ่งส่งผลมากกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ซื้อรายย่อยในช่วงขาขึ้น และกลายเป็นผู้ขายรายย่อยในช่วงขาลง

กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เผชิญกับเงินทุนไหลออกประมาณ 980 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่เป็นสถิติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุด

ขณะที่กองทุน GBTC ของ Grayscale มีเงินทุนไหลออกราว 1.2 พันล้านดอลลาร์จากยอดสถิติการไหลออกรายสัปดาห์ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 35% ของทั้งหมด

🟠 ความต้องการเชิงโครงสร้างยังคงอยู่

หากถอยหลังมามองภาพกว้างจากสัปดาห์ที่ย่ำแย่ ภาพรวมระยะยาวยังเป็นบวก โดยยอดสะสมของเงินทุนไหลเข้าสุทธิสำหรับ Spot Bitcoin ETF นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 ยังคงอยู่ที่ระดับเกือบ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นฐานเงินทุนมหาศาลภายใต้การกำกับดูแลที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยั่งยืนและมีโครงสร้างในการเข้าถึง Bitcoin

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทิศทางระยะสั้นของกระแสเงินทุน ไม่ใช่แนวโน้มในระยะยาว แม้ในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีเงินทุนไหลออก สถาบันการเงินรายใหญ่ก็ยังคงสร้างสถานะการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Bank of America ได้เพิ่มการถือครอง IBIT เป็น 972,590 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านดอลลาร์

🟠 อะไรจะพลิกสถานการณ์ได้?

ตัวเร่งที่จะทำให้เกิดจุดต่ำสุดของ Bitcoin ไม่ใช่ระดับทางเทคนิค แต่เป็นการกลับทิศทางของกระแสเงินทุน IBIT โดยกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิเข้าสู่ IBIT เพียงวันเดียวหลังจากสถิติเงินไหลออกติดต่อกันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นสัญญาณว่าสถาบันต่างๆ ได้ทำกำไรเสร็จสิ้นแล้วและกำลังก้าวกลับเข้ามา

นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยคลายความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ, รายงานตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์ที่อ่อนแอลงจะช่วยฟื้นความหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย, เซอร์ไพรส์ในทิศทางผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Dovish) จาก Fed ภายใต้การนำของ เควิน วอชช์ ประธานเฟด จะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง Bitcoin

ภาพ: nitinan chumdavong/ Shutterstock

กรรม 😂
04/06/2026

กรรม 😂

ผู้ว่าฯ ธปท. ห่วง ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ โตพุ่ง 99% โดยเฉพาะกลุ่มเพิ่งเริ่มทำงาน เตรียมออกมาตรการควบคุม

ที่อยู่

คลองหลวง

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 2Fi: Finance & Fitnessผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์