13/01/2025
เช็คลิสต์ 9 หุ้นขวัญใจต่างชาติ
โบรกฯ แนะเก็งกำไร-ซื้อสะสม ช่วงตลาดผันผวน
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดปีใหม่มาได้ค่อนข้างโหดสำหรับตลาดหุ้นไทย ที่แม้จะเพิ่งเริ่มต้นปี 2568 เพียงไม่กี่วันก็ทำเอาดัชนีร้อนระอุจากปัจจัยกดดันหลายด้าน แต่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในสภาวะไหน นักลงทุนยังคงต้องเฟ้นหากลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตให้กับพอร์ต ซึ่งช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้อาจเป็นโอกาสในการเข้าทยอยสะสมหุ้นที่ราคาปรับลงแรง มีพื้นฐานดี อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ค่อนข้าง SENSITIVE มีปัจจัยกดดัน ตลาดเข้ามา 4 เรื่องหลักๆ คือ GLOBAL MINIMUM TAX 15%, ลดค่าไฟ 3.7 บาท/หน่วย, กังวลไวรัส HMPV, ดาราจีนหายตัว กดดัน SET ผันผวนลงไปลึกสุดที่ 1370 จุด และหุ้นที่เกี่ยวข้องปรับตัวลงแรง แต่ SET INDEX ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาที่ 1390 จุด โดยประเด็นกดดันต่างๆ เริ่มผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่หุ้นที่ถูกกระทบก็ยังย่อตัวเยอะ เชื่อว่ามีโอกาสค่อยๆ ฟื้นในช่วงสั้นๆ ได้
ขณะที่ FUND FLOW แม้แรงขาย LTF จะส่งผลให้สถาบันฯ เป็นผู้ขายสุทธิมากสุด -1.5 พันล้านบาท (YTD) แต่ยังมีเม็ดเงินจากต่างชาติที่ซื้อสุทธิ 2.27 พันล้านบาท (YTD) ซื้อมากสุดเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากตลาดหุ้นไต้หวัน และตลาดหุ้นเกาหลีใต้
ดังนั้นในยามตลาดผันผวน แต่ประเด็นกระทบผ่อนคลายลงมาบ้าง และต่างชาติก็ทยอยซื้อสะสม แนะนำเก็งกำไรหุ้นลงลึกอาจฟื้นที่ต่างชาติทยอยซื้อ BCP, KCE, CENTEL, BGRIM และซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ต่างชาติก็ซื้อสะสม BBL, ADVANC, BDMS, BH, PTTEP
เริ่มที่ BCP บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “Neutral” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 46.00 บาท/หุ้น ยังให้น้ำหนักการลงทุนด้านพื้นฐานตามฤดูกาลของธุรกิจหลักโรงกลั่นที่ GRM แปรผันตามฤดูกาลภายใต้ภาวะปกติซึ่งเริ่มจะเห็นสัญญานบวกได้ในไตรมาส 4/67 และต่อเนื่องในไตรมาส 1/68 จึงแนะนำหาจังหวะ “TRADING” สะสมขณะที่หุ้นย่อตัว เพราะเชื่อว่าน่าจะเห็นจังหวะการดีดตัวของราคาหุ้นได้เป็นระลอกๆตามทิศทางค่าการกลั่น
ด้าน KCE บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “Neutral” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 28.50 บาท/หุ้น แม้คาดหวังการฟื้นตัวของกำไรปกติในปี 2567 (+8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) แต่เป็นการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ภาพกำไรระยะสั้นในไตรมาส 4/67 คาดจะถูกกดดันจากทั้งผลของฤดูกาล และความต้องการของลูกค้าหลัก (กลุ่มยานยนต์) ในยุโรป, อเมริกา ที่ยังฟื้นช้า รวมทั้งการหยุดสายการผลิตชั่วคราวในช่วงส่งท้ายปี อีกทั้งคาดการเติบโตของกำไรในปี 2568 ยังไม่โดดเด่น
สลับมาที่ CENTEL บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “Outperform” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท/หุ้น โดยรวมแม้งวดไตรมาส 4/67 ยังมีผลจากค่าใช้จ่ายในการเปิดโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์ราว 140–190 ล้านบาท (รวมขาดทุนจากการดำเนินงาน) แต่รายได้โรงแรมและร้านอาหารเข้าสู่ฤดูกาล ช่วยลดแรงปะทะ ประกอบกับกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 84% ของประมาณการทั้งปี (1.4 พันล้านบาท เพิ่ม 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คงเหลือไตรมาส 4/67 ราว 217 ล้านบาท VS 176 ล้านบาท งวดไตรมาส 3/67) มองว่าประมาณการยังสอดคล้อง จึงคงประมาณการ
ส่วน BGRIM แนะนำ บล.เอเซีย พลัส “Underperform” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท/หุ้น โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 2.0 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 3.8% จากปีก่อน แรงกดดันหลักจากค่าใช้จ่าย SG&A และต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ค่าใช้จ่ายในด้านที่ปรึกษา และการเตรียมลงทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ ที่จะทยอย COD ตามแผนในอนาคต ถึงแม้คาดว่าในปี 2567 ต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเข้าสู่สมดุลของราคาน้ำมันในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยรวมคาดจะปรับตัวดี ขึ้นมาอยู่ในระดับ 19.4% จากเดิม 18.5% ในปี 2566 แต่ยังไม่สามารถชดเชยเอาไว้ได้หมด
ขณะที่ BBL บล.กรุงศรี แนะนำ “NEUTRAL” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 148.00 บาท/หุ้น คาดกำไรสุทธิ 2568 อยู่ที่ 4.33 หมื่นลบ. ลดลง -3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 1) การลดลงของ NIM จาก yield on loan 2) การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จากค่าใช้จ่าย IT และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
สำหรับ ADVANC บล.หยวนต้า แนะนำ “TRADING” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 294.00 บาท/หุ้น โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท (+20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และปี 2568 ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท (+12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทั้งนี้ แม้ราคาหุ้นปรับขึ้นร้อนแรงจน Upside จำกัดแล้ว แต่ปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2567 คาดอยู่ในเกณฑ์ดี และการประมูลคลื่นยังเร็วเกินไปที่จะกังวล นอกจากนี้โอกาสที่การประมูลจะกดดันกลุ่มเพราะการแข่งขันแย่งคลื่นที่รุนแรงคาดว่าจำกัด ดังนั้นในช่วงต้นปี 2568 คาด ADVANC จะแข็งกว่าตลาดในภาวะที่ตลาดยังผันผวนจากความเสี่ยงมหภาคที่เพิ่มมากขึ้น
ด้าน BDMS บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 32.00 บาท/หุ้น โดยคาดกำไรไตรมาส 4/67 เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ ต.ค-พ.ย.67 เพิ่มเพียง 3-4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ผู้ป่วยไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากโรคระบาดช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าปกติ ขณะรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ +8-9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทั้งนี้ คาดกำไรปี 2567 เติบโต 10% และเติบโตต่อเนื่องอีก 10% ปี 2568
ขณะเดียวกัน BH บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 223.04 บาท/หุ้น คาดกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 7,405 ล้านบาท โต 2.9% จากปีก่อน จากการเร่งตัวขึ้นของรายได้หลักคาดการณ์ที่ 25,139 ล้านบาท โต 2.0% จากปีก่อน หนุนจากการปรับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนในการรักษาและแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) จากมาตรฐานการแพทย์ที่อยู่ในระดับสูง สำหรับในช่วงไตรมาส 3/67 บริษัทฯ มีสัดส่วนของผู้ป่วยชาวต่างชาติต่อผู้ป่วยชาวไทยที่ 70:30 โดยผู้ป่วยชาวต่างชาติ 3 อันดับแรกเป็นชาว Qatar, Myanmar และ Cambodia
ปิดท้ายที่ PTTEP บล.บัวหลวง แนะนำ “ถือ” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 160.00 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มกำไรของ PTTEP ที่ไม่น่าตื่นเต้นอาจจำกัดอัพไซด์ของราคาหุ้น แต่ความตึงตัวของอุปทานที่อาจเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, การขยายเวลาลดกำลังการผลิตของ OPEC+, และการผลิตจากประเทศนอก OPEC ที่อาจน้อยกว่าคาดจะเป็นอัพไซด์ต่อราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้กำไรหลักของ PTTEP ในไตรมาส 1/68 มีแนวโน้มจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณขายน้ำมันที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า
#หุ้น #โพยหุ้น #หุ้นน่าสนใจ #หุ้นเก็งกำไร #หุ้นน่าสะสม #ลงทุน