หน้ากากเสือ Trader

หน้ากากเสือ Trader ทำกำไรไปกับแอดมินกวนๆ

19/01/2020

"18ข้อสังเกต ลักษณะหุ้นปั่น"

หุ้นปั่นในนิยามของผม มี 2 จำพวก

- หุ้นพื้นฐานแย่มากๆ แล้วปั่น
- หุ้นพื้นฐานดี หรือพอมีพื้นฐานบ้าง ปั่นจนราคาแพงเวอร์ เป็นการปั่นแบบเนียนๆ

ลักษณะร่วมของหุ้นปั่นมีหลายอย่าง
หุ้นบางตัว อาจเป็นหุ้นที่ดีก็ได้ ถึงแม้ตรงกับหุ้นปั่นบางประการ
แต่ถ้ามีลักษณะร่วม ตรงกันหลายอย่าง โปรดระวัง


หุ้นปั่นมักเป็นอย่างไร

🎯1.ประตูหน้ามีไม่เข้า ชอบเข้าประตูหลัง

หน้าบ้านมี ชอบมุดเข้าประตูหลัง ไม่ปกติ หุ้นที่เข้าตลาดโดยการ backdoor listing ความเข้มงวดของกฎเกณฑ์อาจน้อยกว่า เข้าประตูหลัง ไม่เสียงดัง ไม่เอิกเกริก แต่ถ้าของดี ทำไมต้องทำลับลมคมใน ทำไมไม่เข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย หุ้นของใคร ที่เข้าประตูหลัง อาจจะไม่ทุกตัว แต่ควรสงสัย

🎯2. โปรดลืมฉัน

หุ้นบางตัว อยากให้นักลงทุนลืมๆชื่อเสียง(เน่าๆ) ในอดีต ทำอย่างไร วิธีที่นิยมคือเปลี่ยนชื่อบริษัท หุ้นบางตัว อยู่ๆโผล่ๆขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยมีการขาย ipo มันมาจากการเปลี่ยนชื่อ หวังว่าเปลี่ยนชื่อแล้ว จะเป็นสิริมงคล เป็นจุดเปลี่ยนของบริษัท ล้างเรื่องเน่าๆ ในอดีตให้ผ่านไป มันก็แค่ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" นิสัยกมล...ของผู้บริหาร มันไม่ได้เปลี่ยนตามชื่อบริษัท ลองดูหุ้นที่ถือ ถ้าเปลี่ยนชื่อแล้ว ชื่ออีก จนขุดหารากเหง้าไม่เจอ ท่านต้องระวังตัวแล้ว

🎯3.หากำไรไม่เจอ

หรือมีก็บางๆ ก็ความมั่งคั่งหลักของผู้บริหาร ไม่ได้มาจากเงินปันผล แต่มาจากการหากินกับราคาหุ้น กับ"การดูด" ความมั่งคั่งจากบริษัท ผ่านรายจ่ายที่ถูกกฏหมาย เช่นเงินเดือน รถประจำตัวแหน่ง ค่าตอบแทนต่างๆ กับผลประโยชน์ที่ตกลงกับบุคคลที่ 3 ผ่านการซื้อสินค้าหรือบริการ ราคาแพงกว่าปกติ ส่วนที่จ่ายเกิน ก็ทอนกับมาสู่ผู้บริหารหรือเครือญาติ บริษัทเหล่านี้มีแต่ขาดทุนซ้ำซาก เพราะผู้บริหารร่วมใจกัน "ดูด" นั่นเอง หรือบางครั้งก็เลี้ยงให้บริษัทมีกำไรขาดทุนบางๆ เพื่อไม่ให้ผู้ถือหุ้นด่ามาก แล้วเอาเวลามาหากินกับส่วนต่างราคาหุ้นเป็นพักๆ ท่านเห็นไหมบริษัทอย่างนี้ มีกี่บริษัทในตลาดหุ้นไทย

🎯4.เพิ่มทุนเป็นนิจ

ต่อจากข้อที่แล้ว ในเมื่อกิจการขาดทุนเสมอๆ จากการดูดเงินของผู้บริหาร เมื่อผ่านไปนานเข้า เงินหมดบริษัท ส่วนทุนใกล้ติดลบ อาจโดนตลาดแขวน sp ย้ายเข้ากลุ่มี rehap ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว นั่นคือการเพิ่มทุน จะเอาเงินจากใครดี ควักกระเป๋าเอง หรือดูดเงินจากรายย่อย แน่นอนต้องเป็นอย่างหลัง (บางบริษัทมีเงื่อนใขให้รายย่อยซื้อหุ้นเพิ่มทุนเกินสิทธิ์ได้ พอเม่าคนไหนใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเกินสิทธิ์ ผลออกมา ถึงกับเงิบ ได้ครบทุกคนเลย แต่ผู้บริหารไม่ซื้อสักหุ้น โอละพ่อ.. ก็วัตถุประสงค์คือดูดเงินจากรายย่อย นี่นา

🎯5.ปั่นหุ้น ต้องมีสตอรี่

ต่อเนื่องจากการเพิ่มทุน ก็ถ้าไม่มีสตอรี่ ที่ตื่นเต้น ใคร้..จะยอมเพิ่มทุน คราวนี้ก็โหมประโคมข่าวตามหนังสือพิมพ์ โปรเจคโน้นนี้ เราจะทำพลังงานทดแทน เราจะหันไปทำธุรกิจใหม่ ยอดขายเราจะโตปีละ 50% บลาาๆ รายย่อยพอให้ฟังเรื่องราวน่าตื่นเต้น บวกกับการชงข่าว ออกข่าวของผู้บริหาร เกิดอาการอิน ความโลภเริ่มทำงาน สติเริ่มหาย โลกสดใสเหลือเกิน จัดไปเพิ่มทุน แถมซื้อเกินสิทธ์

🎯6.ฝนตกขี้หมูไหล คน...มาพบกัน

สังเกตไหม หุ้นปั่นมักจะมีชื่อ นามสกุล ซ้ำๆไปมาไม่กี่ตระกูล ไม่กี่คน โยงใยกันไหมหมด ชาติที่แล้วอาจมีกรรมอะไรกัน ชาตินี้เลยต้องมาพบกัน (เพื่อปั่นหุ้น) หุ้นบางตัว รายชื่อผู้ถือหุ้นจะซ้ำๆ กับหุ้นอีกตัว หรืออีกหลายตัว เป็นไปได้ไหมว่า คนเหล่านี้ อาโนเนะ ไร้เดียงสา ไม่รู้จักกันจริ๊งๆ เราพบกันโดยบังเอิญที่หน้าอำเภอ หรือที่จริงแล้วเป็นการสบคบคิด รวมหัว เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง แล้วแบ่งผลประโยชน์กัน เคยเห็นไหม หุ้นบางตัวเพิ่มทุน ได้เงินทุน แทนที่จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ กลับเอาไปซื้อหุ้นอีกตัวที่ราคาแพงๆ (แล้วไอ้โม่งที่ขายหุ้นให้คือใคร) หุ้นบางตัว swap หุ้นวุ่นวายกันไปหมด แต่สุดท้ายพวกเดียวกันทั้งน้านนนน

🎯7.หุ้นดี ดันไม่มีเจ้าของ

บ้าหรือเปล่า บอกว่าหุ้นตัวเองดีนักหนา แต่ไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้น ถือกันคนละไม่เกิน 5% ไหนบอกดีหนักหนา ทำไมไม่ถือหุ้นมากๆ ก็วัตถุประสงค์การถือหุ้นไม่ใช่ รอรับปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรนี่ แต่คือการดูดและเอาส่วนต่างราคา ทำไมจะต้องไปถือหุ้นเยอะๆ ล่ะ ถือแค่ให้พอรวบอำนาจการบริหารก็พอ หุ้นปั่นแทบทุกตัวจะเป็นอย่างนี้

แต่หุ้นบางตัวถือกันคนละไม่เยอะจริง แต่ส่วนใหญ่ดันเป็น nominee คนกันเองทั้งนั้น อย่างนี้อาจไม่เข้าข่าย

🎯8.ลูกรักของ กลต. ตลท.

เมื่อทางการเริ่มได้กลิ่นไม่ดี สิ่งแรกที่ทำคือให้บริษัทชี้แจง ซึ่งบริษัทก็จะตะแบงไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็แถจนผ่านละ เพราะที่ปรึกษาทางการเงินก็เตรียมข้อมูลมาแล้ว (รับเงินมาแล้วนี่) ตอนผ่านวาระประชุม ก็สบายเพราะผู้บริหารถือสัก 20% ก็ผ่านแล้ว รายย่อยที่มีเป็นหมื่นเป็นพัน แต่ไม่มีพลัง เพราะส่วนใหญ่ไม่ไปประชุมผู้ถือหุ้น ไม่รู้จักการพิทักษ์สิทธ์ตัวเองด้วยซ้ำ ทางการก็พยายามเตือนเท่าที่จะทำได้ บอกให้ไปประชุมผ่านวาระสำคัญ ใส่เทรดดิ้ง alert ใส่ turnover list ยังเอาไม่อยู่ เคยสังเกตไหม รายชื่อที่ กลต.กล่าวโทษ นามสกุลเดิมๆ หน้าเดิมๆ กลุ่มเดิมๆ

🎯9.ไม่ครบองค์ประชุม

ในเมื่อเป็นบริษัทไม่มีเจ้าของ ถือหุ้นเป็นเบี้ยหัวแตก รวมกันได้แค่ 20-30% พอนัดประชุมก็มัก "ไม่ครบองค์ประชุม" ต้องนัดใหม่ ซึ่งครั้งที่ 2 มักจะประชุมได้ เพราะใช้คนละเกณฑ์ วาระไหนที่น่าสงสัย โดนทักท้วง ก็มักจะผ่านในการประชุมครั้งที่ 2 นี่เอง หุ้นตัวไหนที่ไม่ครบองค์ประชุม พึงระวัง

🎯10.ราคาที่หวือหวา

เป็นหุ้นปั่น ราคาต้องหวือหวา เพราะนี่คือเชื้อไฟอย่างดีเพื่อล่อ "แมงเม่า"ให้มาติดกับ ไฟหน้าจอหุ้นปั่นจะกระพริบตลอดเวลา เปรียบเสมือนไฟจากกองไฟที่ล่อแมงเม่า เม่าหลายคนแม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นหุ้นปั่น แต่ over confidence bias มักคิดว่าตัวเองเจ๋งสามารถ "หนีทัน" ดันลืมไปว่า ถ้าจ้าวมือไม่เก่งจริง โดนเม่ากินตลอด จะเป็นจ้าวมือได้อย่างไร้รรร ราคาหุ้นที่ขึ้นพร้อมบิดหนาๆ อย่าเพิ่งชะล่าใจว่ามีคนจะซื้อเยอะจริง เผลอเมื่อไหร่บิดหายทันทีพร้อมๆกันห้าช่อง เหลือแต่บิดของรายย่อย แล้วถูกโยนโครมซ้าย ยัดหุ้นใส่มือเม่าเรียบร้อย, offer ที่หนาๆ โดนเคาะ อย่าคิดว่ามีแรงซื้อจริง อาจเป็นหุ้นของจ้าวมือหรือเครือข่ายซื้อหุ้นตัวเอง เพื่อทำเสมือนมีคนสนใจซื้อหุ้นเยอะ ในโลกของหุ้นปั่น อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น

🎯11.เราจะ turnaround

เราเปลี่ยนชื่อบริษัท เราเปลี่ยนกรรมการ เราจะเปลี่ยนธุรกิจ เราจะเทินอราวด์ ถ้าธุรกิจมันเปลี่ยนกันง่ายๆก็ดีซิ หุ้นหลายตัวเอาให้ได้โครงการไว้ก่อน (ไว้หลอกนักลงทุนให้เพิ่มทุน) พอทำจริงๆ ขาดทุนบักโกรก จำบริษัททำป้ายโฆษณารถเมย์ได้ไหม เป็นตัวอย่างสูตรสำเร็จของการปั่นหุ้น สตอรี่เทินอราวด์ เอาไว้หลอกวีไอที่ฟังก็ยังเคลิ้ม

🎯12.ขุดผีจากหลุม

บางครั้งลงทุนแม้กระทั่งขุดผีจากหลุม วิธีการก็ไปซื้อบริษัทเน่าๆที่อยู่ใน rehap นำมาปัดฝุ่น ใส่ธุรกิจใหม่ที่ดาดๆ พอผลประกอบการผ่านเกณฑ์ ก็ออกจากหลุม ปั่นราคาขึ้นไปเยอะ นัยว่าธุรกิจพื้นตัวแข็งแกร่งแล้ว ระหว่างก็รินขายตลอด จำบริษัท ภาพทางขวางของเอเชีย ได้ไหม นี่ก็เห็นบริษัทก่อสร้างอีก บริษัทที่ผู้บริหารโดนคดียักยอก สุดท้ายต้องตัดขายหุ้นให้พวกขุดผี น่าแปลกว่าคนที่ไปขุดผี ดันเป็นกลุ่มเดิมๆอีกแล้ว บังเอิญจิงๆๆ

🎯13.พื้นฐานวันนี้ ราคาชาติหน้า

เป็นหุ้นที่พอจะมีพื้นฐานบ้าง เป็นหุ้นที่อาจจะ turnaround ได้จริง จากขาดทุนซ้ำซาก มีกำไรนิดหน่อย แต่ราคาหุ้นโดนกระชากไปซะ สะท้อนกำไรหลายๆปีข้างหน้าแล้ว หุ้นโรงไฟฟ้าเอย หุ้นลม หุ้นอาทิตย์

🎯14.หุ้นปั่น วีไอ

บริษัทมีโปรเจคมากมาย เป็นโปรเจคจริง แต่ใช้เงินเยอะจังเลย จะหาเงินจากไหนดี เอ่อ...ได้ข่าวนักลงทุนวีไอรวยกันนักใช่ไหม เอางี้ ไปติดต่อให้มา company visit บริษัทเราเดี่ยวนี้ !! ให้ตัวเลขกำไรไปเลย อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะกำไรเท่าไหร่ อัดแต่ข่าวดีๆ เอาให้เว่อๆหน่อย วีไอชอบ พอวีไอไล่ซื้อ ราคาดี เราก็ทยอยเพิ่มทุนไปเรื่อยๆ อย่าให้มาก เดี๋ยวแตกตื่น เท่านี้เราก็ได้เงินทุนมาใช้ เสียสัดส่วนหุุ้นไม่เท่าไหร่ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม (พอเพิ่มทุนเสร็จ ก็ไม่ต้องให้ข่าวดีแล้วนะ)

🎯15.หุ้นปั่นไอพีโอ

หุ้นเก่าเป็นสนิม หุ้นใหม่หน้าตาจุุ่มจิ่ม นักลงทุนชอบของใหม่ บิ้วให้เยอะๆ ออกสื่อ road show ขายหุ้นให้แพงที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของเดิม (ถ้าขายได้ถูกๆก็ไม่ต้องเข้าตลาดดีกว่า) หุ้นเก่าๆพีอี 10 เท่าแพง หุ้นใหม่ๆพีอี 30 เท่าบอกถูก ยังไม่พอ เทรดวันแรกบิ้วไปเลย ข่าวดีอัดเข้าไป ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ให้ข่าวเยอะๆ ยังขึ้นได้อีก ทีอีตันยังขึ้นเยอะได้เลย นี่กองทุนมาร์คก็เข้ามาซื้ออีก บิ้วไป ขายไอพีโอว่าแพงแล้ว เข้าตลาดยังแพงได้อีกกกก

🎯16.ปันผลไม่เคยเห็น

จะเห็นได้ไง มีแต่การดูดเงิน(เพิ่มทุน) ไม่มีหน้าที่แจกเงิน (ปันผล) ส่วนใหญ่ขาดทุนซ้ำซาก ปันผลไม่ได้อยู่แล้ว แต่บางตัวมีกำไร ทำไมไม่จ่าย ก็จะแจกเงินให้รายย่อยทำไมล่ะ เราเข้ามาดูดเงินอย่างเดียว เงินอยู่ในบริษัท เดี๋ยวเราก็ดูดออกได้ แบ่งให้รายย่อยทำไม บางบริษัทต้องตุนเงินสดไว้ทำธุรกิจ ปันผลไม่ได้ เพราะแบงค์รู้ทัน ไม่ยอมปล่อยกู้ บริษัทปั่นหุ้น

🎯17. อ๊อฟเดส์ไม่เคยโผล่

จะโผล่มาได้ไง มีแต่แผลทั้งนั้น มาให้นักลงทุนลากใส้หรือ วัวสันหลังหวะ คนทำผิด ย่อมไม่กล้าสู้หน้าคน กลัวโดนซักมาก เดี๋ยวจับได้ไล่ทัน ผิดกับทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟ มีหุ้นปั่นตัวไหน กล้ามาอ๊อฟเดส์บ้าง มีแต่ชอบออกหนังสือพิมพ์ปั่นหุ้น

🎯18.สำเร็จกิจ ถีบหัวส่ง

การเพิ่มทุนเป็นเป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆของการปั่นหุ้น เป็นการ"ดูดเงิน" ที่ถูกกฎหมาย อยู่ๆจะเพิ่มทุน ใคร้รรจะมาซื้อหุ้น วิธีที่ได้ผลและทุกบริษัททำคือ ทำราคา+อัดสตอรี่ จ้างสปอนเซอร์มาทำราคา กระชากขึ้นไป พอราคาขึ้น ก็ถึงตาของผู้บริหารให้ข่าว สอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ย เราจะทำโปรเจคโน้นนี้ (ใช้เงินทั้งนั้นแหละ) ราคาที่ขึ้นไปเรื่อยๆ บวกสตอรี่ที่สดใส ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพอยู่เบื้องหน้า ถึงจุดไครแม็ก ประกาศเพิ่มทุน (จะเอาไปทำโปรเจคที่ว่าไว้) เพิ่มทุนที่ราคาดอย = ดูดเงินได้สูงสุด พอเพิ่มทุนสำเร็จกิจ ก็แยกทาง ตัวใครตัวมัน สปอนเซอร์หมดหน้าที่ ราคาหุ้นจะค่อยๆไหลลง แม้แต่บริษัทที่พอมีพื้นฐานบ้างก็ทำอย่างนี้ ยังจำกลุ่มสื่อที่หันไปทำธุรกิจดิจิตอลได้ไหม pattern เหมือนที่เล่าเป๊ะๆหรือเปล่า

28/09/2019

UPDATE: ขายหมดเกลี้ยง หุ้น IPO ของ AWC ในเครือเจ้าสัวเจริญ มูลค่า 4.8 หมื่นล้าน ขึ้นแท่นสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในไทย
เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับเปิดจองซื้อหุ้นสำมัญสำหรับนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทยระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน ของ ‘บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)’ หรือ AWC ซึ่งในธุรกิจของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งมีลูกสาวคนที่สอง วัลลภา ไตรโสรัส ดูแลอยู่ในวันนี้เป็นวันสุดท้าย ผลปรากฏว่ามีนักลงทุนรายย่อยจองซื้อมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท ถือเป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับการ IPO ของหุ้นทั่วๆ ไป
ในภาพรวม AWC ได้จัดสรรหุ้นทั้ง 8,000 ล้านหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายย่อยในประเทศ โดยสัดส่วนระหว่างนักลงทุนในต่างประเทศและนักลงทุนในประเทศคิดเป็น 53% และ 47% ตามลำดับ โดยมีมูลค่าจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ทั้งสิ้น 48,000 ล้านบาท
การเสนอขายหุ้น IPO ของ AWC ในครั้งนี้ถูกระบุว่า เป็นการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และด้วยมูลค่าเสนอขายดังกล่าว เป็นผลให้ AWC มีโอกาสได้รับการจัดเข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 ด้วยเกณฑ์ในแบบ FastTrack ขณะนี้ได้กำหนดวันเข้าสู่ตลาดครั้งแรกช่วงต้นเดือนตุลาคม
สำหรับเงินที่ได้มาทั้งหมด 48,000 ล้านบาท จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก 25,000 ล้านบาท ลงทุนโครงการใหม่อีก 20,000 ล้านบาท ใช้สำหรับการปรับปรุงโครงการเดิม และที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาท เก็บไว้เป็นกระแสเงินสดสำหรับการบริการงานของบริษัท
อย่างไรก็ตาม วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ได้ตอบคำถามเรื่องที่กำไรลดลงเรื่อยมาในช่วง 3 ปีมานี้ แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม โดยในปี 2559 รายได้ 9,411.25 ล้านบาท กำไร 2,890.73 ล้านบาท, ปี 2550 รายได้ 11,207.55 ล้านบาท กำไร 1,372.07 ล้านบาท และปี 2561 รายได้ 12,415.64 ล้านบาท กำไร 489.04 ล้านบาท
วัลลภาระบุว่า หากดูในส่วนของรายได้และกระแสเงินสดในช่วง 3 ปีมานี้ เติบโตมากกว่า 30% ส่วนที่กำไรลดลงนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทเป็นธุรกิจในครอบครัว จนจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ จึงได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ และยังไม่ได้เพิ่มทุน ซึ่งในอดีตเงินกู้มาจากผู้ถือหุ้น พอมีการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 9,000 ล้านบาท เป็น 24,000 ล้านบาท จึงส่งผลกระทบต่อกำไรอันเกิดจากดอกเบี้ย
แต่เชื่อว่าในอนาคต AWC จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงจากโครงการใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตภายใน 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งจะเน้นพัฒนาเองเป็นหลัก ทั้งในกลุ่มโรงแรมจะเพิ่มจากประมาณ 4,400 ห้อง เป็น 8,500 ห้อง และกลุ่มรีเทลจาก 160,000 ตารางเมตร เป็น 410,000 ตารางเมตร ซึ่งบางส่วนจะมีรายได้เข้ามาหนุนกระแสเงินสดของบริษัททันที
ขณะเดียวกันรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปรับอัตราค่าเช่า โดยในส่วนของโรงแรมในเมืองมีอันตราการเข้าพัก 92-95% เมืองไทยเองยังเป็นจุดหมายลำกับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ ราคาของห้องหักจึงสามารถปรับตัวขึ้นได้อีกก้าวกระโดด ส่วนรีเทลกำลังเพิ่มความเป็นไลฟ์สไตล์เข้าไป ทั้งร้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ สุดท้ายอาคารสำนักงานให้เช่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีก เพราะผลสำรวจล่าสุดภาพรวมของตลาดในไตรมาส 1 อาคารสำนักงานให้เช่าเกรด 1 ซึ่งเป็นพอร์ตของ AWC มีอัตราว่าง 5.8% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปีเลยทีเดียว
ทั้งนี้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40.0 ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักเงินสำรองต่างๆ ตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี โดยเงินปันผลที่จ่ายจะไม่เกินกว่ากำไรสะสมของงบการเงินเฉพาะกิจการ
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/

23/09/2019

TOTO โถส้วมอัจฉริยะ แสนล้าน / โดย ลงทุนแมน
ถ้าใครเคยเข้าส้วมที่ญี่ปุ่น
เมื่อเราเสร็จภารกิจ.. ส้วมทุกโถจะมีแท่งยาวออกมาพ่นน้ำล้างก้นให้เรา

และเมื่อเรามองไปที่แบรนด์โถส้วม เกือบทุกโถส้วมจะมีคำว่า TOTO แปะอยู่
รู้ไหมว่า TOTO คือแบรนด์ญี่ปุ่นที่สามารถครองส่วนแบ่งส้วมอัจฉริยะได้มากถึง 87% ทั่วโลก

“ผมหวังว่าโรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าที่ก้าวล้ำกว่าสินค้าของชาวยุโรป”
ประโยคนี้พูดโดยคุณ Kazuchika Okura ในวันที่ก่อตั้งบริษัท TOTO
จากวันนั้นจนถึงวันนี้
บริษัท TOTO กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทผลิตโถส้วมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบัน โถส้วมอัจฉริยะในประเทศญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ทุกๆ 100 โถ เป็นของแบรนด์ TOTO กว่า 87 โถ และบริษัท TOTO มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท

แล้วทำไม TOTO ต้องประดิษฐ์ โถส้วมอัจฉริยะ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จริงๆ แล้ว คนญี่ปุ่นเมื่อ 70 ปีก่อน..
ก็ใช้โถส้วมแบบนั่งยองคล้ายๆ ของคนไทยในสมัยก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นเติบโตขึ้น
คนญี่ปุ่นจึงเริ่มนำเข้าโถส้วมแบบมีฝารองนั่งจากยุโรป
ทำให้การผลิตส้วมแบบดั้งเดิมในประเทศญี่ปุ่นถดถอยลง..

คุณ Kazuchika Okura จึงเห็นว่าชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีแบรนด์โถส้วมเป็นของตัวเอง
และต่อมาเขาสามารถผลิตโถส้วมแบบนั่งที่มีระบบชักโครกได้สำเร็จเป็นคนแรกในประเทศญี่ปุ่น

คุณ Okura เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทจากห้องทดลองผลิตโถส้วมด้วยเซรามิก
จนกระทั่งเขาสามารถก่อตั้งบริษัท Tōyō Tōki หรือ TOTO ในปัจจุบันได้สำเร็จ

บริษัท TOTO ได้ขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ เช่น อ่างอาบน้ำ, อ่างล้างมือ และในที่สุดก็มาถึงคิวของ โถส้วมอัจฉริยะ..

จริงๆ แล้ว โถส้วมที่มีระบบล้างและเป่า ได้ถูกสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักๆ ก็คือ การใช้งานโดยรวมยังลำบาก และไม่มีประสิทธิภาพ

บริษัท TOTO จึงลงทุนวิจัยและพัฒนาทั้งในเรื่องของอุณหภูมิที่เหมาะสม ตำแหน่งองศาการวางที่ฉีดชำระ จนในที่สุดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าชื่อว่า Washlet..

ไม่น่าเชื่อว่า Washlet จะกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ต้องการฟังก์ชันที่ครบถ้วนในพื้นที่ที่จำกัด..

TOTO ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ การเข้าห้องน้ำของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท TOTO สามารถขายโถส้วมอัจฉริยะไปแล้วกว่า 50 ล้านโถทั่วโลก..

นอกจากนี้ บริษัทก็ได้ต่อยอดไปทำอีกหลายธุรกิจ เช่น ห้องน้ำสำเร็จรูป, ห้องครัว

เรามาดูรายได้ และกำไรของบริษัท TOTO

ปี 2016 รายได้ 165,000 ล้านบาท กำไร 9,800 ล้านบาท
ปี 2017 รายได้ 171,000 ล้านบาท กำไร 10,600 ล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 169,000 ล้านบาท กำไร 9,300 ล้านบาท

โดยปัจจุบัน รายได้บริษัท TOTO มาจาก
ประเทศญี่ปุ่น 73%
ประเทศจีนและเอเชีย 16%
ประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป 6%
และอื่นๆ อีก 5%

แล้วธุรกิจผลิตโถส้วม มีอุปสรรคอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้วธุรกิจผลิตสินค้าประเภทสุขภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศ จะเติบโตในประเทศที่มีการขยายตัวด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโด และอาคารสำนักงาน

แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่กำลังมีปัญหาเรื่องประชากรสูงอายุ และปริมาณที่อยู่อาศัยบางพื้นที่ที่มากเกินความต้องการ

เมื่อรวมกับบริษัทคู่แข่งที่เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง

สองเรื่องนี้ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตของบริษัทอย่าง TOTO ชะลอลงอย่างที่เราเห็นได้ชัดจากผลประกอบการที่ผ่านมา..

อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา และมีกำลังซื้อมากขึ้นก็อาจทำให้บริษัทมีช่องทางการเติบโตได้อีกในอนาคต

ก็น่าติดตามว่า.. บริษัท TOTO จะรักษาผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตโถส้วมได้อีกนานแค่ไหน
แต่ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์ทางการเงินจะเป็นอย่างไร

คุณ Kazuchika Okura ที่เสียชีวิตไปแล้วกว่า 56 ปี ถ้าเขายังอยู่ ก็น่าจะภูมิใจได้ว่า

แบรนด์ TOTO ของเขา ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าของยุโรป ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเอง..
╔═════════════════╗
Blockdit โซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่
Blockdit.com/download
╚═════════════════╝
References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Toto_Ltd.
-https://jp.toto.com/history/en/philosophy/word/ookura/
-https://jp.toto.com/en/company/profile/message/index.htm
-https://bidetgenius.com/pages/an-intro-to-the-toto-washlet%20
-https://www.jbidet.com/articles/history-of-the-bidet-toilet-seat/
-https://jp.toto.com/en/company/ir/reference/library/index.htm

23/09/2019

เจาะลึกหุ้นในดวงใจเสี่ยยักษ์

07/09/2019

ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ 'ซีพีอออล์' ขอเดินเกมต่างลุยร้านเซเว่น อีเลฟเว่นรูปแบบ 'เวน.....

24/08/2019

ช็อคทั้งโลก! ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีจีน 30% เพิ่มโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
เมื่อคืนคงเป็นอีกวันประวัติศาสตร์ที่นักลงทุนต้องจดเอาไว้เลยครับว่า เกิดอะไรขึ้น เพียงแค่คืนเดียวพลิกไปพลิกมาได้ขนาดนี้
ที่ช็อคสุดๆคือ พี่ทรัมป์ควันออกหู พร้อมประกาศมาตรการที่นักลงทุนไม่คาดคิด “สหรัฐจะขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านเหรียญ จากเดิมคิดที่ 25%” ซึ่งนั่นก็หนักมากแล้ว
“จะขึ้นภาษีเป็น 30% และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้”
และอีกก้อนหนึ่งสินค้ามูลค่า 3 แสนล้านเหรียญจากเดิมที่ถูกเก็บภาษีที่ 10% จะเพิ่มเป็น 15% โดยจะเริ่มตั้งแต่ 1 กันยายนนี้ครับ!!
ผลคืออะไรครับ ไม่ต้องสืบ ตลาดหุ้น ร่วง 623 จุด! ทองขึ้น 28 เหรียญ พุ่งกระฉูดสุดๆ
==============
นอกจากนี้พี่ทรัมป์ยังได้สั่งให้เอกชนสหรัฐรีบถอนตัวออกจากจีนโดยทันที เพื่อหาแหล่งผลิตใหม่ โดยให้กลับมาผลิตสินค้าในสหรัฐ โดยด่วนที่สุด
แกอธิบายเหตุผลเป็นฉากๆครับ
1.”ประเทศของเราได้สูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์แก่จีนเป็นเวลาหลายปี พวกเขาได้ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของเราคิดเป็นเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี”
2.“และพวกเขาต้องการทำสิ่งนี้ต่อไป แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องมีจีน และจะดีกว่า ถ้าไม่มีจีน โดยเงินจำนวนมากที่จีนขโมยไปจากสหรัฐปีแล้วปีเล่า เป็นเวลาหลายทศวรรษ จะต้องยุติลง"
”ดังนั้น ผมขอสั่งให้บริษัทอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ของเราถอนตัวจากจีนโดยทันที และให้เริ่มต้นหาแหล่งผลิตสินค้าใหม่ ซึ่งรวมถึงนำบริษัทของคุณกลับบ้าน และผลิตสินค้าในสหรัฐ"
3.”จีนไม่ควรที่จะอยู่ๆมาขึ้นภาษีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญ” มันช่างเป็นเหตุผลทางการเมืองจริงๆ
4.”ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้” พี่ทรัมป์กล่าวปิดท้ายครับ
เดือดสุดๆ
==============
นักวิเคราะห์ทุกค่ายฟันธงเฟดไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยในเดือน กันยายนนี้
1.หลังจากที่พี่ทรัมป์ซัดหนักๆ รอบนี้นักวิเคราะห์ทั้งโลกฟันธงไปแล้วครับว่า การประชุมในเดือน กันยายนนี้จะลดดอกเบี้ยแน่ๆ และเริ่มมีคนคิดว่าจะลดมากถึง 0.5%
2.เหตุผลคือตอนนี้ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นมากๆ “เหตุการณ์เมื่อคืนนี้จะทำให้สถานการณ์สงครามการค้าตึงเครียดมากขึ้นเยอะครับ” นักวิเคราะห์จาก Citigroup ฟันธงครับ
3.นอกจากนียังมองว่าถ้าผู้นำสหรัฐยังเล่นแบบนี้ จะทำให้เกิดการปลดพนักงานมากขึ้น และตอนนี้มองว่าภาคการผลิตทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว
4.เช่นเดียวกับ Moody’s Analytics ที่บอกว่ามีโอกาสมากถึง 45% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ และจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่
==============
ปล.เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นบ้าง เข้าไปอ่านได้เลยครับ
1.จีนโต้ตอบสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญ!
https://www.facebook.com/309527089143639/posts/2370765279686466?s=524935540&sfns=mo
2.ประธานธนาคารกลางสหรัฐแถลง ประกาศมีความพร้อมใช้มาตรการผ่อนคลายรับมือกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า.....
http://bit.ly/30zZ5KY
==============
ข้อสังเกตของ #ถามอีกกับอิก #ลงทุนนอกโลก
มีสัญญาณไม่ค่อยดีอีกอย่างคือ ก่อนหน้านี้ทรัมป์มักจะพูดว่า ท่าน สี จิ้นผิง เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด แต่เมื่อคืนนี้มีหลุดมาว่า
“คำถามของผมคือ ตอนนี้ใครเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ที่น่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง พาวเวล หรือประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง กันแน่”
หลายท่านพิมเข้ามาบอกว่า “คุณอิกโชคดีนะที่ตลาดหุ้นปิด เสาร์-อาทิตย์” แต่ตอนนี้ผมคิดว่าคงต้องปิดสักอาทิตย์นึงครับถึงจะรับข่าวหมด (แซวเล่นนะครับ)
ขอให้โชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ 🙂
==============
ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG
Download Telegram
สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=org.telegram.messenger
สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807

22/08/2019

ปตท. กับ ปิโตรนาส ใครใหญ่กว่ากัน? / โดย ลงทุนแมน

บริษัทพลังงานแห่งชาติของไทย คือ ปตท.
บริษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย คือ ปิโตรนาส

ทั้งคู่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน และตั้งอยู่ในประเทศที่มีอาณาเขตเป็นเพื่อนบ้านกัน

แต่คำถามที่ทุกคนคงสงสัย
จริงๆ แล้ว 2 บริษัทนี้ ใครใหญ่กว่ากัน?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ปิโตรนาส ก่อตั้งขึ้นมาก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1974 หรือ 45 ปีที่แล้ว
โดยเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจ มีเจ้าของเพียงคนเดียวคือรัฐบาลมาเลเซีย

ปตท. ก่อตั้งขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อปี ค.ศ. 1978 หรือ 41 ปีที่แล้ว
เริ่มแรกเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจเช่นกัน แต่ต่อมาได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% คือ กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการตั้งทั้ง 2 บริษัทคือ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

เนื่องจากในอดีต ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันโลกขาดแคลน จากวิกฤติการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น การสำรวจปิโตรเลียม ต้องพึ่งพาต่างชาติตลอด

และต่อมา ทั้งคู่ก็ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นเป็นบริษัทพลังงานระดับชั้นนำ

โดยมีการขยายกิจการครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น สำรวจและผลิต, โรงกลั่นน้ำมัน, โรงปิโตรเคมี, สถานีบริการค้าปลีกน้ำมัน และก๊าซ

แล้วใครมีแหล่งทรัพยากรมากกว่ากัน?

ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ณ สิ้นปี 2018

ประเทศไทย
มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว 300 ล้านบาร์เรล (ใช้ได้ 2 ปี)
มีกำลังผลิตน้ำมัน วันละ 0.49 ล้านบาร์เรล
มีความต้องการใช้น้ำมัน วันละ 1.48 ล้านบาร์เรล

และมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้ว 2 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (ใช้ได้ 5 ปี)
มีกำลังผลิตก๊าซ วันละ 3.8 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
มีความต้องการใช้ก๊าซ วันละ 4.9 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

ทำให้โดยสุทธิแล้ว ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน

ประเทศมาเลเซีย
มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว อยู่ที่ 3,000 ล้านบาร์เรล (ใช้ได้ 12 ปี)
มีกำลังผลิตน้ำมัน วันละ 0.68 ล้านบาร์เรล
มีความต้องการใช้น้ำมัน วันละ 0.81 ล้านบาร์เรล

และมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้ว 2.4 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร (ใช้ได้ 33 ปี)
มีกำลังผลิตก๊าซ วันละ 7.3 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
มีความต้องการใช้ก๊าซ วันละ 4.1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

ทำให้โดยสุทธิแล้ว มาเลเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัทพลังงานแห่งชาติเป็นอย่างไร?

ปตท.
ปี 2017 รายได้ 2.0 ล้านล้านบาท กำไร 1.3 แสนล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 2.3 ล้านล้านบาท กำไร 1.2 แสนล้านบาท

ปิโตรนาส
ปี 2017 รายได้ 1.7 ล้านล้านบาท กำไร 3.4 แสนล้านบาท
ปี 2018 รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท กำไร 4.1 แสนล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ปตท. มีรายได้สูงกว่า
แต่ปิโตรนาส กลับมีกำไรที่สูงกว่าหลายเท่า

สาเหตุหลักมาจาก 2 บริษัทนี้มีโครงสร้างรายได้ และความสามารถในการทำกำไรที่แตกต่างกัน

ประเทศไทยบริโภคพลังงานมากกว่า จึงมีฐานยอดขายที่สูงกว่า
แต่ผลิตเองไม่พอใช้ เลยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีกำไรน้อย

สัดส่วนรายได้ของ ปตท. ปี 2018
34% มาจาก ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
31% มาจาก ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น
16% มาจาก ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก
13% มาจาก ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ
5% มาจาก ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม

นอกจากนี้ เจ้าของแหล่งปิโตรเลียมในไทย เป็นสิทธิ์ของรัฐบาล ซึ่งเปิดให้เอกชนแข่งกันยื่นขอสัมปทาน และต้องแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐตามที่ตกลงกัน

โดย ปตท.สผ. บริษัทลูกของ ปตท. เป็นแค่หนึ่งในผู้รับสัมปทาน มีกำลังผลิตราว 34% ของทั้งหมด

ในขณะที่มาเลเซีย มีทรัพยากรมากกว่า สามารถผลิตเพื่อส่งออกได้ และสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งหมดยังเป็นของปิโตรนาสที่เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงทำให้มีส่วนต่างกำไรค่อนข้างมาก

สัดส่วนรายได้ของ ปิโตรนาส ปี 2018
45% มาจาก ธุรกิจต้นน้ำ (เช่น สำรวจและผลิต)
49% มาจาก ธุรกิจปลายน้ำ (เช่น ปิโตรเคมี, สถานีบริการ)

โดยที่การส่งออกของปิโตรนาส คิดเป็น 39% ของรายได้ มากกว่าการขายในประเทศที่อยู่ที่ 29%

ด้วยเหตุผลทั้งหมด แม้ ปตท. จะมีรายได้มากกว่า แต่ถ้าเทียบกันที่มูลค่าบริษัท จริงๆ แล้ว ปิโตรนาส มีขนาดใหญ่กว่ามาก

มูลค่าทรัพย์สินบริษัท ณ สิ้นปี 2018
ปตท. อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท
ปิโตรนาส อยู่ที่ 4.7 ล้านล้านบาท

มูลค่าตลาดของบริษัท (Market Cap)
ปตท. อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท

ส่วนปิโตรนาสบริษัทแม่ ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ได้นำบริษัทลูก 3 ราย เข้ามาระดมทุน ได้แก่
Petronas Chemicals Group มูลค่า 4.4 แสนล้านบาท
Petronas Gas มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท
Petronas Dagangan มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท

รวมแล้วบริษัทลูกปิโตรนาสในตลาดหุ้น จะมีมูลค่า 8.5 แสนล้านบาท

แต่ด้วยกำไรทั้งหมดของกลุ่มปิโตรนาส ถ้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และซื้อขายกันด้วย P/E อย่างน้อย 10 เท่า ก็น่าจะมีมูลค่าเกิน 4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่า ปตท. อย่างน้อย 3 เท่า

เรื่องนี้สรุปได้ว่า
ถ้าเทียบกันที่รายได้ ปตท. จะใหญ่กว่า ปิโตรนาส
ถ้าเทียบกันที่มูลค่าบริษัท ปิโตรนาส จะใหญ่กว่า ปตท.

แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือ จากจุดเริ่มต้นมาถึงปัจจุบัน ทั้งคู่ได้พัฒนาขึ้นเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำเหมือนๆ กัน

ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์ที่สุด คือประชาชนในประเทศ
ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ถ้า 2 ประเทศนี้ไม่ตั้งบริษัทพลังงานขึ้นมา
ในวันนี้ก็คงต้องพึ่งพาต่างชาติ และคงมีอุปสรรคในเรื่องพลังงานกว่าตอนนี้..
╔═════════════════╗
Blockdit แอปที่เป็นเหมือน คลังความรู้ขนาดใหญ่
อ่านฟรี โหลดเลย Blockdit.com/download
╚═════════════════╝
References
-Annual Report ปี 2018 ปตท.
-Annual Report ปี 2018 ปิโตรนาส
https://www.petronas.com/ws/sites/default/files/downloads/Financial%20Report%20Financial%20Year%20Ended%2031%20December%202018%20%28FY2018%29.pdf
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Petronas
https://www.bp.com/content/dam/bp/business-sites/en/global/corporate/pdfs/energy-economics/statistical-review/bp-stats-review-2019-full-report.pdf
-https://www.pttep.com/th/Investorrelations/Eventsandpresentations/download.aspx?File=642&Event=4120
http://www.pttplc.com/th/Media-Center/ptt-hot-issue/Documents/Corporate%20Issue/ทำไมปิโตรนาสกำไรมากกว่า%20ปตท.%20แต่ขายน้ำมันได้ถูกกว่าไทย.pdf

05/08/2019

รู้จักร้านขนมหวานยอดฮิตอย่าง After You กันรึเปล่าครับ!?

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากคุณนำเงิน 100,000 บาท ลงทุนกับหุ้นของ After You เมื่อตอนต้นปี

วันนี้ เงินลงทุนของคุณจะกลายเป็นหุ้นมูลค่าประมาณ 270,000 บาท

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เงินเติบโตขึ้นมาเกือบ 3 เท่า ภายในเวลาเพียงแค่ประมาณครึ่งปีเท่านั้น

การเติบโตของมูลค่าหุ้นดังกล่าว น่าสนใจจนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก สื่อธุรกิจชื่อดังที่เราคุ้นหู ยกย่องว่านี่คือ "หุ้นธุรกิจร้านอาหาร" ที่สร้างผลตอบแทนมากที่สุดในปีนี้

วันนี้เราจะมารู้จัก After You กันให้มากขึ้นครับ..


จากสาขาแรกที่ทองหล่อ สู่ร้านขนมหวานมูลค่าหมื่นล้าน...

ในปี 2018 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้ไปมากถึง 871 ล้านบาท มีกำไร 147 ล้านบาท

และหากเราตามไปดูข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยมา พบว่าปีที่ผ่านมา After You มีจำนวนทั้งสิ้น 31 สาขา

ซึ่งหากหารเฉลี่ยต่อสาขาแบบง่ายๆ เท่ากับว่าแต่ละสาขาสามารถทำรายได้ประมาณ 28 ล้านบาท กำไรเฉลี่ยสาขาละ 4.7 ล้านบาท

และคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.18 บาท (จำตัวเลขนี้ไว้ก่อนนะครับ)


การซื้อหุ้นก็เหมือนการซื้อธุรกิจ และอะไรที่ทำให้ราคาหุ้น After You ทะยานสูงขนาดนี้!?

จากข้อมูลส่งท้ายปี 2018 พบว่าตอนนั้นหุ้นมีราคาปิดที่หุ้นละ 6.00 บาท

เทียบกับกำไรต่อหุ้น 0.18 บาท

เท่ากับว่า เราจะต้องใช้เวลา 6.00 หาร 0.18 = 33 ปี ในการคืนทุน

(ระยะเวลาคืนทุนนี้ หรือที่เรียกว่า ค่า P/E = 33 ตามภาษานักลงทุนนั่นเอง)


ถามตรงนี้ว่า ธุรกิจที่ลงทุนแล้วต้องใช้เวลาคืนทุน 33 ปี เป็นคุณจะลงทุนรึเปล่า...??

แล้วทำไมคนยังคงลงทุนกับธุรกิจนั้น!?

สมมติว่าในอนาคตบริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ตัวเลขตรงนี้จะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น..

กำไรต่อหุ้น 0.50 บาท ใช้เวลา 6.00 / 0.50 = 12 ปีในการคืนทุน

กำไรต่อหุ้น 1.00 บาท ใช้เวลา 6.00 / 1.00 = 6 ปีในการคืนทุน

กำไรต่อหุ้น 1.80 บาท ใช้เวลา 6.00 / 1.80 = 3 ปีนิดๆ ในการคืนทุน

พอจะเห็นภาพกันมากขึ้นรึเปล่าครับ ว่าถ้าราคาหุ้นเท่าเดิม แต่อนาคตบริษัทสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ค่า P/E หรือระยะเวลาในการคืนทุน ก็จะหดสั้นลงตามไปด้วย

ยิ่งเป็นบริษัทขนาดเล็ก มีค่าความคาดหวังตรงนี้สูง ก็เท่ากับว่า นักลงทุนหวังว่าในอนาคตพวกเขาจะเติบโตไปอีก และสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง...


แล้วบริษัทกำลังเติบโตจริงรึเปล่า เติบโตมากแค่ไหน เราลองไปดูการเติบโตของ After You ในช่วง 3 ปีย้อนหลังกันอีกนิด

จากข้อมูลงบการเงินของบริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) พบว่า..

ปี 2016 บริษัททำรายได้ 606 ล้านบาท กำไร 98 ล้านบาท

ปี 2017 บริษัททำรายได้ 723 ล้านบาท กำไร 128 ล้านบาท

ปี 2018 บริษัททำรายได้ 871 ล้านบาท กำไร 147 ล้านบาท

รายได้โตขึ้นเป็นสัดส่วน 19% และ 20% ตามลำดับ

กำไรโตขึ้นเป็นสัดส่วน 30% และ 14% ตามลำดับ

รายได้และกำไรโตขึ้นทุกปี นี่คือลักษณะของบริษัทที่กำลังเติบโต และย่อมได้รับความคาดหวังเป็นธรรมดา

แต่แน่นอนว่า "ความคาดหวัง" ย่อมมาพร้อมกับ "ความสมหวัง" และ "ความผิดหวัง"


และคราวนี้ ก็เป็นคราวของ "ความสมหวัง"

หลังจากประกาศงบการเงินไตรมาสแรกของบริษัท พบว่า..

ไตรมาสแรก ปี 2019 บริษัททำรายได้ 289 ล้านบาท มีกำไร 59 ล้านบาท

จากจำนวน 31 สาขาในช่วงปลายปีก่อน

พอปีนี้ ขยายเพิ่มจนกลายเป็น 36 สาขา ซึ่งแสดงถึงการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งถ้าคิดกันคร่าวๆ แล้ว นี่อาจจะเป็นปีแรกที่บริษัทสามารถทำรายได้แตะในระดับ 1,000 ล้านบาท หรืออาจจะได้มากกว่านั้น

และนั่น ก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรง ตามความสมหวังของนักลงทุน

ยิ่งราคาพุ่งแรง ก็ยิ่งดึงดูดให้คนที่ไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่ค่อยสนใจหุ้นตัวนี้ เข้ามาทำความรู้จักมากยิ่งขึ้น

กลายเป็นว่าเงินที่ไหลเข้ามา ก็ยิ่งผลักดันให้ราคาของหุ้นดังกล่าวสูงขึ้นไปอีก จนกลายเป็นธุรกิจอาหารที่มีการเติบโตของราคาหุ้นสูงที่สุดในปี 2019

และส่งผลให้มูลค่ากิจการของ After You พุ่งสูงแตะ 13,000 ล้านบาทไปเรียบร้อย..


อย่างที่เคยเขียนมาในทุกๆ บทความ เนื้อหาของเราไม่ได้เป็นการเชียร์หุ้นตัวใดตัวหนึ่งแต่อย่างใด

เพราะอย่าลืมว่า ในอดีตนั้นราคาหุ้นของ After You กลับเหมือนรถไฟเหาะที่ขึ้นไปแล้วก็ร่วงลงมา ตัวอย่างเช่น

ต้นปี 2017 ราคาประมาณ 13.50 บาท กลางปี ราคาเหลือเพียง 7.00 บาท

ต้นปี 2018 ราคาขึ้นไปแตะ 14.00 บาท แต่ปลายปี กลับเหลือเพียง 6.00 บาท

แล้วราคาที่ขึ้นสูงถึง 16.60 บาทในตอนนี้ จะร่วงกลับลงไปต่ำกว่าสิบบาทอีกหรือไม่!? ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครให้คำตอบได้

เพราะไม่มีใครที่สามารถทำนายอนาคตของตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ 100%

(หรือถึงจะมี เขาก็คงเก็บมันเอาไว้กับตัว เพื่อแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาพิมพ์ลงบนโลกโซเชียลเป็นแน่)


คุณคิดว่าอย่างไรกับธุรกิจของ After You ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

คุณได้มีโอกาสลองใช้บริการ ชอบหรือไม่ชอบ ประทับใจ หรืออยากติอะไรสักอย่างรึเปล่า

หรือคิดอย่างไรกับหุ้นของบริษัทนี้ ว่ามันจะพุ่งทะยานไปได้อีก หรือกลายเป็นรถไฟเหาะขาดิ่งลง

ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในช่องคอมเมนต์ครับ...


----------------------------------------------------------


ไม่พลาดทุกสาระน่าสนใจจาก Billion Mindset - แนวคิดพันล้าน

กด Like 👍 และตั้งค่าติดดาว See First 🌟

เพื่อติดตามเรื่องใหม่ๆ ที่อัปเดตได้ก่อนใครนะครับ

06/07/2019

300,000 กิโลเมตร ต่อ วินาที / โดย ลงทุนแมน

300,000 กิโลเมตร ต่อ วินาที คือความเร็วของแสง
“ไม่มีสิ่งใด” ในจักรวาลนี้เดินทางได้เร็วเท่าแสง
ถึงแม้ มนุษย์จะไม่สามารถเดินทางเร็วเท่าแสงได้
แต่มนุษย์ฉลาดพอที่จะส่งข้อมูลได้เร็วเท่าแสง..

เมื่อเป็นอย่างนี้ เรื่องน่าตื่นเต้นจึงเกิดขึ้น

13,923 กิโลเมตร เป็นระยะทางจาก กรุงเทพ ไป นิวยอร์ก
ถ้าข้อมูลเดินทางด้วยความเร็วแสง
แปลว่าเราจะส่งข้อมูลถึงนิวยอร์กได้ในเวลา 0.046 วินาที

ถึงแม้ว่าความเป็นจริง จะสูญเสียความเร็วระหว่างทางไปบ้าง
แต่ก็เร็วพอที่จะทำให้ สองเมืองที่อยู่คนละซีกโลก ส่งข้อมูลถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าข้อมูลที่เราส่งไปหาคนที่นิวยอร์กคือคำว่า “สวัสดีวันอาทิตย์”

แต่มันจะเป็นเรื่องพิเศษถ้าข้อมูลนั้นมี “มูลค่า”

และสิ่งที่ดูเหมือนสำคัญที่สุดของมนุษย์จะไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นเรื่อง “เงิน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว..
ในเวลานั้น มหาอำนาจทางการเงินของโลก ไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่เป็นประเทศอังกฤษ

ในตอนนั้น แต่ละประเทศถ้าต้องการพิมพ์เงินออกมา จะมีทองคำเป็นตัวหนุนหลัง
ซึ่งเรียกกันว่า “ระบบมาตรฐานทองคำ”

แต่แล้วในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
การเกิดขึ้นของ “ข้อตกลง Bretton Woods” ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นมาเป็นอำนาจทางการเงินใหม่ของโลก

ข้อตกลง Bretton Woods มีใจความสำคัญคือ
ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกจะยกเลิกกำหนดค่าเงินตัวเอง และไปผูกติดอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐจะเป็นเงินสกุลเดียวที่มีทองคำหนุนหลัง

ในตอนนั้นถ้าเราคิดว่าสหรัฐจะพิมพ์เงินแล้วต้องมีทองคำหนุนหลังไปตลอด เราจะคิดผิด

เพราะในอีก 27 ปีต่อมา ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้ยกเลิกระบบทองคำหนุนหลัง และ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้ระบบมาตรฐานทองคำ ในการพิมพ์เงิน

กลับกลายเป็นว่า “เงินดอลลาร์สหรัฐ” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในเงินสำรองของทุกประเทศที่จะพิมพ์เงิน

เวลาผ่านไป 49 ปี..
ค.ศ. 2020
สกุลเงินดิจิทัลใหม่ของโลก ชื่อว่า Libra กำลังจะเกิดขึ้น
และ นับเป็นครั้งแรกที่เงินดอลลาร์สหรัฐถูกท้าทาย

แต่การท้าทายครั้งนี้ไม่ได้มาในรูปแบบเดิม..
คนที่เริ่มเงินสกุลนี้ไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นองค์กร
เงินสกุลนี้ไม่มีธนบัตร ไม่มีตัวตนทางกายภาพใดๆเหมือนที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์มนุษย์

เรื่องที่น่าสนใจคือ จากเดิมดอลลาร์ใช้ทองคำหนุนหลัง
ตอนนี้ Libra จะใช้ดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่งในการหนุนหลัง..
ดูแล้วเหมือนการฉายหนังซ้ำอีกรอบ

ถ้าทุกคนคิดว่า Libra จะต้องผูกกับดอลลาร์ และอีกหลายสกุลเงินไปตลอด
ลองย้อนกลับไปดู การใช้ทองคำหนุนหลังดอลลาร์ในข้อตกลง Bretton Woods
ข้อตกลงนี้ถูกสหรัฐอเมริกาฉีกทิ้งในเวลา 27 ปี

แล้ว Libra ในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

แน่นอนว่าเงินสกุลนี้จะถูกใช้งานอย่างน้อย “หลายล้านคน” จากฐานผู้ใช้งานเดิมของเฟซบุ๊ก

เงินสกุลนี้สามารถส่งให้คนอีกซีกโลกได้รวดเร็ว ไม่ต่างอะไรจากการส่งข้อความในเฟซบุ๊ก

นับว่าเป็นอีกก้าวของประวัติศาสตร์ของโลกที่น่าติดตาม

การต่อสู้กันของ Libra กับ ดอลลาร์ จะเป็นอย่างไร?

300,000 กิโลเมตร ต่อวินาที ที่ทุกอย่างกำลังเดินทางในโลกเสมือน

การกระทำต่อคนอีกซีกโลก ไม่ต่างจากคนที่อยู่ติดกัน..

ในวันข้างหน้า เราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร? ต่างจากตอนนี้แค่ไหน?

ทวนความจำกันอีกนิด..
20 ปีที่แล้วเราติดต่อกันทางเพจเจอร์
10 ปีที่แล้วเราเริ่มรู้จักสมาร์ตโฟน
คนไทยเริ่มรู้จัก LINE แค่ 7 ปีที่แล้ว

แล้วทุกวันนี้เราเข้า LINE วันละกี่ครั้ง
ทุกอย่างเหมือนเรารู้จักมันมานาน
แต่จริงๆแล้วทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

LINE ใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการเข้าถึงคนไทยเกือบทุกคน
แล้ว Libra จะใช้เวลากี่ปีในการเข้าถึงคนทั่วโลก

คำถามต่อไปคือ เราคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี?
7 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ถ้าคนใน 20 ปีข้างหน้ามองมายุคนี้ มันจะดูล้าสมัยเหมือนเรามองยุคเพจเจอร์ หรือไม่?

เราอยู่ในช่วงที่พีกสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ 200,000 ปี
ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด

แต่คำถามที่สำคัญคือ
ในโลกที่มีแต่ความรวดเร็ว
ถ้าเราอยากช้าดูบ้าง
เราจะไปตกอยู่ที่ขอบไหนบนโลกนี้?

มาตรฐานที่ทุกคนกำลังใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบในโลกเสมือน
ทุกวันเราจะได้เห็นเพื่อนไปท่องเที่ยวที่สวยงาม
ครอบครัวของคนเหล่านั้นมีความสุข
ชีวิตคนอื่นช่างสมบูรณ์แบบ

และเมื่อเรามองโลกคนอื่นที่สมบูรณ์มากเท่าไร
เรากลับเกิดความทุกข์มากเท่านั้น

แล้วเราต้องเกาะขบวน “ความเร็ว” นี้ไปอีกนานแค่ไหน?
เราสามารถฉีกมาตรฐานความสมบูรณ์แบบนั้น ทิ้งไปได้ง่ายๆหรือไม่

การเดินทาง 300,000 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไร ถ้ามันเกิดความทุกข์ขึ้นทุกวินาที

และในวันสุดท้าย
เราอาจกลับมาคิดได้ว่า
จะเร็วแค่ไหนก็คงไม่สำคัญ
เท่าการลิ้มรสความสุข
แม้เพียงวินาทีเดียว..
╔═══════════╗
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป Blockdit
โหลดที่ Blockdit.com
╚═══════════╝

住所

Nago-shi, Okinawa

ウェブサイト

アラート

หน้ากากเสือ Traderがニュースとプロモを投稿した時に最初に知って当社にメールを送信する最初の人になりましょう。あなたのメールアドレスはその他の目的には使用されず、いつでもサブスクリプションを解除することができます。

ショートカット

  • 住所
  • アラート

共有する